
ระเบิดพุทธคยาเคลียร์พื้นที่สร้างภูมิทัศน์ใหม่
มณฑลบริเวณมหาเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์เปลี่ยนไป จากที่แออัดด้วยร้านค้าและแผงลอย ก็กลายเป็นลานเตียนโล่ง
มณฑลบริเวณมหาเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์เปลี่ยนไป จากที่แออัดด้วยร้านค้าและแผงลอย ก็กลายเป็นลานเตียนโล่ง ภูมิทัศน์โดยรอบรื่นรมย์สมกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาและเป็นมรดกโลก เมื่อรัฐบาลอินเดียสั่งรื้อร้านค้า แผงลอย ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม จำนวน 85 ร้านค้าออกหมด หลังจากวันที่ผู้ก่อการร้ายวางระเบิดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เมื่อเช้ามืดวันที่ 7 ก.ค. 2556
เหตุระเบิด 8 ครั้ง ที่พุทธคยาพุทธสถานสำคัญในรัฐพิหารและวัดชาวพุทธทางตะวันตกของอินเดีย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. เป็นเหตุให้พระทิเบตและพม่าได้รับบาดเจ็บ 2 รูป แต่ไม่มีความเสียหายใดๆ กับพระมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์
พุทธคยาตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตั้งมหาเจดีย์พุทธคยาสี่เหลี่ยมสูง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ และอนิมิสเจดีย์ เป็นต้น
พุทธคยาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่มาสักการะ เพราะเป็นสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่ง
การเคลียร์พื้นที่โดยรอบบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ได้รับการขานรับจากชาวพุทธและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง ดังเช่น หลวงพ่อจิ๋ว หรือพระโพธินันทมุนี (ดร.พระมหาพนมศักดิ์ พุทธญาโณ) ประธานสงฆ์วัดป่าพุทธคยา และประธานสมาคม ThaiBharat Society Bihar, India. กล่าวว่า การระเบิดกลายเป็นผลดีแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อรัฐบาลสามารถเข้ามาแก้ปัญหาทัศนอุจาดโดยรอบได้ ซึ่งแต่ก่อนนั้นไม่มีใครเข้าไปทำอะไรได้ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือมรดกโลก แม้ว่ามรดกโลกต้องการเคลียร์พื้นที่โดยรอบมหาเจดีย์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปี พ.ศ. 2545 ประเภทมรดกทางวัฒนธรรมก็ตาม แต่ทำไม่ได้
พระโพธินันทมุนี ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดียเนปาล (ธรรมยุต) อีกตำแหน่งหนึ่งกล่าวว่า ใครที่เคยเข้าไปในบริเวณศักดิ์สิทธิ์มาก่อนแล้ว จะต้องไม่เชื่อสายตาตนเองที่เห็นสถานที่เปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง ถ้าได้ไปเห็นครั้งนี้
การที่รัฐสั่งรื้อถอนร้านค้าต่างๆ และแผงลอยเพราะสอบสวนได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า กลุ่มก่อการร้ายนำระเบิดไปซุกซ่อนในร้านค้าที่เป็นชาวมุสลิมด้วยกัน ก่อนที่จะกระจายกำลังออกไปวางในที่ต่างๆ
เจ้าหน้าที่บอกว่า ระเบิดที่ผู้ก่อการร้ายขนมาเก็บไว้มีประมาณ 120 ลูก กำลังการทำลายน่ากลัวมาก เพราะแต่ละลูกมีขนาดเท่าบาตรพระ ส่วนน้ำหนักนั้นหนักเท่าไรไม่ทราบ ที่มันนำเข้ามาวางที่พระเจดีย์มีด้วยกัน 89 ลูก ในจำนวนนั้นมันพยายามจะเข้าไปวางที่หน้าองค์พระพุทธเมตตา พระพุทธรูปในองค์พระเจดีย์ด้วยแต่เข้าไม่ได้ ซึ่งลามะทิเบตเห็นแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ นอกจากแปลกใจว่าคนที่สะพายเป้เข้าไม่ได้ ต้องผงะออกมาเหมือนถูกผลัก แม้จะพยายามถึง 34 ครั้งก็ตาม ท่านได้แต่สงสัย โดยไม่รู้ว่าผู้นั้นสะพายระเบิด
เมื่อเข้าไม่ได้ มันก็ไปวางข้างต้นพระศรีมหาโพธิ์และที่มุมต่างๆ ของพระมหาเจดีย์ทั้ง 4 มุม และที่อนิมิสเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ แต่ระเบิดที่ใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รัศมีการระเบิดเท่าที่ไปดูเห็นว่าแรงระเบิดพุ่งออกมานอกกำแพง ไม่เข้าไปที่แท่นวัชรอาสน์ หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงเป็นเหตุให้พระชาวพม่าที่เดินเข้ามาพอดีเจอแรงระเบิด บาดเจ็บ และต่อมามรณภาพ ส่วนระเบิดที่อนิมิสเจดีย์ถึงจะระเบิดแต่ไม่ได้ทำความเสียหายให้เกิดขึ้น
ระเบิดอีกลูกหนึ่งมันพยายามจะโยนข้ามกำแพงไประเบิดวัดป่าพุทธคยาแต่ไปไม่ถึง จึงมาตกที่เรือนกระจกที่บรรดาลามะจุดเทียนบูชา ระเบิดลูกนี้ระเบิดก่อนลูกอื่นๆ ซึ่งหลวงพ่อจิ๋วจำวัดในวัดป่าพุทธคยาอยู่ได้ยินจนตกใจตื่น และนึกว่าใครหนอแต่งงานกันแต่เช้าตรู่แล้วจุดพลุขึ้นมา
หลังจากนั้นอีกไม่นานก็เกิดระเบิดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ ส่วนลูกอื่นที่ไปวางไว้ตามมุมต่างๆ ไม่ระเบิด และเจ้าหน้าที่กู้ไว้ได้ทัน
นอกจากบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ผู้ก่อการร้ายได้นำระเบิดไปวางไว้ที่วัดญี่ปุ่น ซึ่งมีพระพุทธรูปใหญ่สร้างโดยรัฐบาลญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง แต่ระเบิดไม่ทำงาน เช่นเดียวกับที่วัดทิเบตที่อยู่เลยวัดไทยพุทธคยาขึ้นไป ก็ถูกวางระเบิดแต่ระเบิดไม่ทำงาน
จากการระเบิดครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจอินเดียมาประจำและเคลียร์พื้นที่นับร้อยคน และได้นิมนต์พระสงฆ์มาประชุมเพื่อกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย
พระโพธินันทมุนี (หลวงพ่อจิ๋ว) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายไทย ได้แจ้งที่ประชุมสงฆ์ไทยว่าเราเป็นพระสงฆ์ ไม่ว่ากล่าวโจมตีศาสนาอื่น สถานที่เราเคารพบูชาแห่งนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้ทำอันตรายใครและผู้ใดทั้งสิ้น จึงขอร้องทุกฝ่ายให้มีเมตตาต่อกัน ส่วนการดูแลความปลอดภัยนั้นฝ่ายรัฐรับผิดชอบ เวลานี้ทหาร ตำรวจนับร้อยคนช่วยดูแลความปลอดภัยให้พวกเราชาวพุทธอยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่ด้านรักษาความปลอดภัยได้ขอให้วัดต่างๆ รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยวัดไทยพุทธคยา วัดป่าพุทธคยา วัดพม่า และวัดทิเบต ต้องตั้งเครื่องตรวจระเบิด จะให้ใครเข้าออกโดยเสรีไม่ได้แล้ว
ส่วนบริเวณมหาเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เป็นสถานที่รักษาความปลอดภัยชั้นสูงสุด ผู้ที่จะเข้าไปบูชาที่พระมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้องถือบัตรอนุญาตลงนามโดยเจ้าหน้าที่และตีตราติดรูปถ่าย บอกสถานะว่าเป็นใคร พักที่ไหน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่พักอยู่วัดไทยพุทธคยา หรือวัดป่าพุทธคยา ต้องถือบัตรอนุญาตลงนามโดยเจ้าอาวาส คือ พระราชรัตนรังษีและวัดป่าพุทธคยา คือ พระโพธินันทมุนี
ส่วนการใช้เครื่องมือในการสื่อสารและถ่ายภาพทุกชนิด ถูกห้ามใช้เด็ดขาดในบริเวณมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์
ในการติดตั้งระบบตรวจสอบความปลอดภัยนั้น วัดป่าพุทธคยาสั่งเครื่องมือมาติดตั้งในราคา 6 แสนรูปี หรือประมาณ 3 แสนบาท โดยไม่รวมเครื่องสแกนอีก 2 เครื่อง ราคาประมาณ 35 หมื่นรูปี
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อจิ๋ว ซึ่งอยู่อินเดียมานาน พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี เป็นที่นับถือของชาวอินเดียทุกระดับ จนกระทั่งชาวอินเดียเรียกขานด้วยความเคารพว่า โชต้า ภัณเต ได้กล่าวว่า ผู้คนทั้งชาวพุทธและฮินดูหลั่งไหลมากราบบูชาพระมหาเจดีย์พุทธคยาอย่างไม่ขาดสาย แม้ว่าจะเข้าไปพระมหาเจดีย์และต้นโพธิ์ไม่ได้ จึงบูชา ณ สถานที่ที่ทางการจัดไว้ด้านนอก ทั้งนี้เพราะทุกคนเชื่อว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะผู้ก่อการร้ายระเบิดทำลายไม่ได้
เมื่อถามว่าเหตุการณ์นี้ ส่งสัญญาณว่าพุทธศาสนาจะมีอันตรายมากในอนาคตหรือไม่ หลวงพ่อจิ๋วพูดด้วยความมั่นใจว่าไม่น่าจะมีอันตราย เพราะรัฐบาลให้ความสนใจในการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงสุด ในขณะเดียวกันก็จะพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยรอบพระมหาเจดีย์และพระศรีมหาโพธิ์ให้เป็นจุดท่องเที่ยวที่สวยงามเพื่ออวดชาวโลกด้วย จึงสามารถพูดได้ว่าระเบิดหนนี้ให้คุณ
พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยอินเดียเนปาล ได้กล่าวว่า ระเบิดที่พระมหาเจดีย์พุทธคยาและพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้รัฐยกระดับการรักษาความปลอดภัยสูงขึ้น จากที่เคยใช้ยามธรรมดาก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ
สิ่งที่ตามมาที่เป็นเรื่องบวก คือ ภูมิทัศน์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธสวยงามไม่รกหูรกตาเหมือนอดีต เพราะไม่มีร้านค้า แผงลอย นอกจากนั้นชาวพุทธได้รับความเห็นใจจากผู้นำศาสนาอื่นๆ เห็นชัดว่าบรรดาพวกที่ทำอะไรสุดโต่งนั้นเป็นที่รังเกียจและแก้ปัญหาไม่ได้ จึงอยากเห็นสังคมโดยรวมหันมาเดินทางสายกลาง หรือมัชฌิมา ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้
สุดท้ายท่านฝากถึงรัฐบาลอินเดียว่า ให้หันมาให้ความสนใจกลุ่มผู้เดินทางไปแสวงบุญชาวพุทธให้มากยิ่งขึ้น เช่น การรักษาความปลอดภัย การให้ความสะดวก เป็นต้น เพราะผู้แสวงบุญไปอินเดียด้วยความรักและภูมิใจในฐานะผู้ให้มากกว่าผู้รับ







