
ฮอร์โมนกับเส้นทางการค้นพบแสงสว่างทางปัญญา
ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูละครซีรีส์เรื่องฮอร์โมนครับ!
โดย...จตุรภัทร หาญจริง
ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูละครซีรีส์เรื่องฮอร์โมนครับ!
แม้ว่าละครซีรีส์เรื่องนี้ จะเดินทางมาพร้อมกับความแรง ความจริง ความชอบ ความไม่ชอบ หรืออะไรก็แล้วแต่ (อย่างเช่น หนึ่งในนักแสดงละครซีรีส์เรื่องนี้มีภาพหลุดซึ่งเกี่ยวพันกับยาเสพติด แม้คุณพ่อของนักแสดงท่านนี้จะบอกกับสื่อว่าได้กระทำไปเพียงครั้งเดียวด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต่อมา ก็ได้มีเรื่องราวพลิกผันไปมาอย่างที่เป็นข่าวจนน่าเวียนหัว) ละครซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้เปิดมุมมองให้สังคม เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ได้ “ตีความ” ไปกับสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวได้กระทำลงไป
ในฐานะผู้ที่จบด้านการละครมาโดยตรง และพอมีประสบการณ์ทั้งการแสดงละครเวทีและอยู่เบื้องหลังมาอยู่บ้าง “การตีความ” ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างที่สุด เพราะการตีความคือการค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในบทละคร ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลัง ที่มาที่ไป สภาพแวดล้อม ความหวัง ความฝัน ความสุข ความเหงา ความเศร้า ความโกรธ ความเกลียดชัง ปมชีวิต รวมทั้งลงลึกไปถึงจิตใต้สำนึกของตัวละคร เพื่อที่เมื่อผู้กำกับหรือนักแสดงได้ตีความแล้ว จะทำให้ได้ “เข้าใจ” ว่าทำไมตัวละครตัวนี้ ถึงคิดแบบนี้ พูดแบบนี้ กระทำแบบนี้ หรือแม้กระทั่งไม่กระทำแบบนี้ แล้วดำเนินเรื่องออกมาอย่าง “กลม” ที่สุด “จริง” ที่สุด และ “เป็นมนุษย์” มากที่สุด
หากเราอยากเป็นคนดูที่เมื่อดูละครเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วได้ตีความ การตีความจะช่วยทำให้เราได้ค้นพบ “แสงสว่างทางปัญญา” ได้ “รู้แจ้ง” หรือได้มีช่วงเวลาแห่ง “ความกระจ่าง” ที่ภาษาอังกฤษใช้กันว่า “Enlightenment” เหมือนที่ 1 ตัวละครได้ค้นพบ 2 นักแสดงได้ค้นพบจากที่ตัวละครค้นพบ และ 3 ผู้กำกับก็ได้ค้นพบจากที่นักแสดงได้ค้นพบ
ในฐานะคนดู
เราคนดูทั้งหลาย...ไม่อยากค้นพบแสงสว่างทางปัญญา
เพื่อทำให้ชีวิตสูงส่งมากขึ้นกว่าเดิมบ้างเลยเชียวหรือ?
นี่คือคำถามที่ผมอยากจะโยนถามคุณ คุณ และก็คุณ คุณผู้ซึ่งปิดกั้นตัวเองจากการตีความไปกับละคร โปรดอย่าลืมว่าละครคือการสะท้อนความจริง ที่ต้องการให้คนในสังคมได้ดู และช่วยกันตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์ และสังเคราะห์มันออกมา เพื่อจะได้ค้นพบแสงสว่างทางปัญญา อันจะนำพาชีวิตไปสู่ความสูงส่ง เพื่อที่สังคมจะได้สูงส่งตามไปด้วย
หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากมองอะไรเป็นด้านเดียว มองอะไรเป็นขาวเป็นดำ หรือมองแบบตามๆ กันไป กระแสข่าวว่าไง กรูก็ว่าไปตามนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะหัดตีความ ซึ่งการจะตีความละครเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถึงที่สุด เราต้องดูละครเรื่องนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ดูอย่างจริงจัง ไม่ดูข้ามไปข้ามมา หรือดูบ้างไม่ดูบ้าง แล้วก็คอยเงี่ยหูฟังว่าคนอื่นเขาว่ากันยังไง
หากคุณดูละครได้อย่างนี้ คุณจะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่นอกจากดูละครได้อย่างเพลินเพลินจำเริญใจ คุณยังจะได้ดูละครแล้วย้อนดูตัวอย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ







