
โตเกียวในมุมหนึ่ง
คนญี่ปุ่นเรียกประเทศไทยว่า “เทนโกกุ” เทน แปลว่า สวรรค์ โกกุ แปลว่า ประเทศ คนไทยเองอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น
คนญี่ปุ่นเรียกประเทศไทยว่า “เทนโกกุ” เทน แปลว่า สวรรค์ โกกุ แปลว่า ประเทศ คนไทยเองอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น นั่นเพราะว่าเราไม่เคยรู้จักนรก พนักงานบริษัทญี่ปุ่นถูกส่งตัวมาทำงานที่ไทยดีใจมากกว่าได้โบนัส เพราะมันคือโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ไม่ได้สื่อถึงเรื่องกามารมณ์ แต่หมายถึงความสบายในชีวิตที่พวกเขาจะได้รับในแบบที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มี ยกตัวอย่างเรื่องที่พักจากห้องคับแคบในญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเป็นห้องขนาดใหญ่ในไทย เรื่องค่าครองชีพที่ถูกลง แต่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชีวิตในรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องเบียดเสียดหาอากาศหายใจทุกเช้าเย็น ด้วยจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่มีมากถึง 126 ล้านคน (พ.ศ. 2556) ต้องอาศัยร่วมกันบนพื้นที่เพียง 377,835 ตร.กม. หรือประมาณพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง และตะวันออกของประเทศไทยรวมกัน ความหนาแน่นของประชากรทำให้สาธารณูปโภคต่างๆ ถูกใช้เต็มที่และไม่พอใช้ในบางช่วงเวลา ทุกคนจึงต้องต่อคิวกันกิน ต่อคิวกันใช้ (วัฒนธรรมเข้าคิวสำคัญมากในญี่ปุ่น)
โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่การงานที่คนญี่ปุ่นต้องดิ้นรนหาและรักษามันไว้ให้นานที่สุด เมื่อมีครอบครัว สามีจะเป็นหลักในการหาเงิน ส่วนภรรยาจะลาออกจากงานประจำแล้วมาดูแลบ้านหรือรับงานพาร์ทไทม์บ้าง วันละ 35 ชม. ความเครียดส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สามี วัฒนธรรมการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นคือการแข่งขันเพื่อให้ก้าวหน้าไป “พร้อม” กับคนอื่น เวลาทำงานคือเวลา+ทำงานจะไม่พักซื้อชานมไข่มุกหรืองีบหลับ ทุกคนจะรู้หน้าที่และทำตามนั้น โดยทั่วไปเวลาทำงานคือวันละ 8 ชม. พนักงานบริษัททำ 5 วัน โรงงานทำ 6 วัน รายได้เด็กจบใหม่ประมาณเดือนละ 1.82 แสนเยนต่อเดือน และส่วนใหญ่ถ้าเริ่มทำงานที่ไหนก็จะทำที่เดิมจนเกษียณอายุ แต่กว่าจะอยู่ถึงเกษียณได้ระหว่างนั้นคือ “ความเครียด” เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับการยอมรับจากที่ทำงาน เมื่อเข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็จะทำงานที่นั่นไม่ได้ คนญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ทุกเย็นต้องชวนกันไปกินข้าวหรือสังสรรค์ต่อ เราจึงได้เห็นภาพชายใส่สูทเดินขวักไขว่ตามท้องถนน แม้ว่าจะเที่ยงคืนแล้วก็ตาม
ความเร่งรีบ การแข่งขัน และความอึดอัด ทำให้คนญี่ปุ่นเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดคนเร่ร่อน คนโรคจิต และคนฆ่าตัวตาย
ชายญี่ปุ่นที่โดนไล่ออกจากงานหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่กล้าสู้หน้าภรรยาจนต้อง “หนี” ออกจากบ้าน เราจึงพบคนเร่ร่อนหรือมนุษย์กล่องนอนเกลื่อนกลาดตามข้างทางแบบมีเสื้อผ้าครบชุดพร้อมกระเป๋าเดินทาง แต่ที่พบได้มากกว่าเห็นจะเป็นคนโรคจิต ทั้งแบบทำอนาจารผู้หญิงซึ่งจะพบได้ทั่วไปในรถไฟโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วน และแบบหัวขโมยกางเกงและชุดชั้นในที่แขวนในที่เอื้อมถึง
สำหรับคนฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีจำนวนมากปีละ 3 หมื่นคน มากกว่าจำนวนคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เกือบ 4 เท่า ซึ่งในบางครั้งการฆ่าตัวตายถือเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง เช่น ฆ่าตัวตายตามดาราที่ฆ่าตัวเองตายไปแล้ว ส่วนสถานที่ลงมือก็มีที่ยอดฮิตอย่างภูเขาไฟฟูจิและสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างหลังที่มีมากจนเป็นปัญหาให้รัฐออกกฎหมายมาควบคุมมีบทลงโทษปรับเงินญาติคนที่กระโดดให้รถไฟชนตายสูงสุดถึง 5 ล้านบาท
โตเกียวเมืองน่ารักของนักท่องเที่ยว แต่อีกด้านหนึ่งคือนรกที่คนต้องการหนีตายจากไป ซึ่งแน่นอนว่าทุกเมืองทุกประเทศ “มี แต่มองไม่เห็น” นักท่องเที่ยวไปเพื่อเสพความงามแล้วจากไป อย่างที่คนไทยหนีความทุกข์ไปหาความสุขที่ญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน
เมื่อเรา “เข้าใจ” ชีวิตคนอื่นแล้ว จะทำให้เราไม่เพียงแค่มอง แต่ “เห็น” เหตุและผลของการกระทำ และยังทำให้การเดินทางมีความหมายมากกว่าทุกเที่ยว







