
ชีวิตต้องวางแผน
หนุ่มสาวที่อายุยังน้อยและโสดหลายคนยังหลงระเริงกับการใช้ชีวิต โดยไม่คิดวางแผนการเงิน
โดย...เจียรนัย อุตะมะและ บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
โสด
หนุ่มสาวที่อายุยังน้อยและโสดหลายคนยังหลงระเริงกับการใช้ชีวิต โดยไม่คิดวางแผนการเงิน สำหรับผู้ที่วัยล่วงเลยไปแล้วจะย้อนนึกถึงวัยเยาว์และมักให้ข้อคิดกับคนหนุ่มไว้เสมอว่าทำไมคนเราจึงต้องรู้จักวางแผนการเงิน
7 เหตุผลที่ควรรู้จักวางแผนการเงิน
ประการแรก คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นตามลำดับ พ.ศ. 2534 ประชากรไทยที่เกิดมีอายุที่คาดการณ์ไว้โดยเฉลี่ย 72 ปี ต่อมาปี 2544 อายุคาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 73 ปี และในปี 2554 เพิ่มเป็น 74 ปี
ข้อมูลจากสถาบันประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สถิติคนไทยที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จะอยู่ได้อีกประมาณ 20 ปี คิดดูก็แล้วกันว่า หากเราจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวขนาดนั้น ต้องมีรายได้ตอนนี้สักเท่าใด จึงจะครอบคลุมการใช้ชีวิตได้อย่างผาสุก
ประการที่สอง โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป จากครอบครัวใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว การคาดหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดูเป็นไปได้น้อยลง
ประการที่สาม ค่าครองชีพในอนาคตสูงขึ้นมาก ในอีก 2030 ปีข้างหน้าสินค้าจะแพงขึ้น 12 เท่าตัว โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อ การวางแผนการเงินจึงต้องคำนวณเผื่อเงินเฟ้อไว้
ประการที่สี่ สวัสดิการจากรัฐไม่เพียงพอ ในอีก 15 ปีข้างหน้าสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 20% ทำให้ภาษีที่รัฐเก็บได้ไม่เพียงพอต่อการจัดหาสวัสดิการให้คนชรา
ประการที่ห้า ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำและมีทางเลือกลงทุนใหม่ที่มีโอกาสและความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงควรทำความเข้าใจและรู้จักวางแผนการลงทุนให้เหมาะสม
ประการที่หก เกษียณอายุงานได้เร็วขึ้น หากมีการวางแผนที่ดีและเริ่มต้นเร็ว ย่อมเกษียณอย่างมีความสุขได้เร็วขึ้น
ประการที่เจ็ด รองรับความเสี่ยงของชีวิตได้มากขึ้นหากเกิดเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือตกงาน การมีเงินเก็บสำรองไว้
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แนะนำขั้นตอนการวางแผนการเงิน ดังนี้
ขั้นแรก ต้องหันมาดูเงินในกระเป๋าว่ามีส่วนที่จะนำไปลงทุนได้เท่าไหร่ ทำบัญชีครัวเรือน โดยนำรายได้ลบกับรายจ่าย แล้วดูว่าเป็นบวกหรือลบ ถ้าเป็นบวกหมายความว่าคุณเริ่มต้นการลงทุนได้ทันที เงินลงทุนควรจะเป็นเงินเย็นที่ปลอดภาระหนี้สิน
ขั้นที่สอง ควรมีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อจะได้รู้ระยะเวลา จำนวนเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น เช่น มีอายุ 25 ปี หากมีเป้าหมายเกษียณอายุในอีก 25 ปี แสดงว่ายังมีระยะเวลาลงทุนที่ค่อนข้างนาน อาจกันเงินมาลงทุนจำนวนหนึ่ง นำมาลงทุนอย่างสม่ำเสมอจนเกษียณ แต่หากมีเป้าหมายจะซื้อรถในอีก 6 เดือน มีเงินออมเริ่มต้นไม่มากนัก อาจต้องเลือกวิธีลงทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น แต่โอกาสที่จะไม่ได้ผลตอบแทนตามคาดก็สูงเหมือนกัน
ขั้นที่สาม ความเสี่ยงและผลตอบแทนในเรื่องการลงทุน เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ ถ้าคิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม ต้องเข้าใจก่อนว่ามีโอกาสที่จะขาดทุนได้ทั้งสิ้น
ขั้นที่สี่ การฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียวทำให้เงินโตช้า จึงควรหาวิธีเร่งการเติบโตเงินในกระเป๋า ด้วยการแบ่งเงินเพื่อลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์หลายประเภท ผ่านการลงทุนในทรัพย์สิน 3 กลุ่มหลัก เรียงลำดับตามความเสี่ยงน้อยไปหามาก ดังนี้
1.กลุ่มสินทรัพย์เพื่อถือระยะสั้น แต่ไม่ได้ดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำ (ประมาณ 1%) มีไว้ใช้จ่ายประจำวันและกรณีฉุกเฉินต่างๆ ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ หรือสินทรัพย์คล้ายเงินฝาก เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น
2.กลุ่มสินทรัพย์เพื่อกระแสรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ ได้แก่ เงินฝากประจำ พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น
3.กลุ่มสินทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาว (อาจให้ผลตอบแทนมากกว่า 5%) เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น อีทีเอฟ เป็นต้น
ข้อสำคัญ คือทุกคนควรลงทุนในสินทรัพย์ทั้ง 3 กลุ่ม โดยมีสัดส่วนในแต่ละกลุ่มมากน้อยแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ และระดับผลตอบแทนที่คาดหวังตามเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้
ในการพิจารณาปรับปรุงพอร์ต ต้องดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เช่น หน้าที่การงานเปลี่ยน ได้เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน เป็นต้น ส่งผลให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น หรือลงทุนในระยะยาวที่สม่ำเสมอได้มากขึ้น หรืออีกกรณีหนึ่ง ได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวการลงทุนในสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
‘เกษียณเกษมของคุณหมอนักบริหาร’
ชีวิตเกษียณใครๆ ก็ว่าสามารถออกแบบได้ และนี่คือตัวอย่างคนวัยเกษียณที่ทั้งชีวิตทำงานคลุกคลีอยู่กับการก่อตั้งโรงพยาบาล การบริหาร และสร้างเครือข่ายให้โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้อย่างปัจจุบัน และสุดท้ายก็สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณเมื่ออายุ 79 ปี ได้อย่างมีความสุข
“นพ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร” กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ
เขาได้ขายหุ้นบริษัทไปกว่า 13.7% หรือได้รับเงินมามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2555 แม้หลายคนจะบอกว่าคุณหมอน่าจะถือหุ้นต่ออีกนิด ก็จะได้เงินเพิ่มอีก 500600 ล้านบาท ก็ตาม
การเกษียณอายุงานของเขาแตกต่างจากคนทั่วไป หากในฐานะพนักงานบริษัททั่วไป ต้องเกษียณตั้งแต่ 55 ปี แต่คุณหมอเพิ่งเกษียณจากกงานจริงเมื่อตอนต้นปี 2556 ด้วยอายุ 79 ปี เหตุผลเพราะยังอยู่ในยุคที่ยังขาดแคลนผู้บริหารกลุ่มโรงพยาบาล
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเกษียณแน่นอนเท่าไร แต่อาจเป็นเพราะคุณหมอวางแผนในการใช้ชีวิตที่ไม่ทำร้ายสุขภาพทั้งทางกายและทางใจ จึงทำให้สามารถทำงานได้แม้จะมีอายุมากและสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อเนื่องมาจนถึงวัยเกษียณ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การดูแลสุขภาพกาย เมื่อกายดี ใจก็ดีตาม โดยยึดหลัก ด้วย 8 อ.ดังนี้
1.อาหาร วัยนี้จะมีอาการท้องผูกง่ายกว่าและหลับไม่ค่อยสนิท ดังนั้นต้องกินอาหารที่มีกากจำพวกผัก ผลไม้ที่ไม่ได้ให้รสหวาน พร้อมงดแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมัน โดยท่องเอาไว้ว่ากินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน รวมถึงคืองดไปงานเลี้ยงตอนเย็น และปัจจุบันคุณหมอกินอาหารเพียงมื้อเดียว คือ 89 นาฬิกา และกินน้ำผักปั่น 1,000 ซีซี พร้อมน้ำฝรั่งแยกกากทุกเช้าเพราะเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินสูงมาก และช่วงบ่ายก็จะกินแต่ผลไม้
2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นอย่างหนึ่งที่คุณหมอได้เก็บตุนเรื่องนี้มาตั้งแต่วัยหนุ่มถึงกระทั่งเป็นนักวิ่งมาราธอนมาก่อน และปัจจุบันก็เดิน 45 นาทีต่อวัน ซึ่งคุณหมอแนะนำว่า จะออกกีฬาประเภทไหนก็ได้ แต่ควรต่อเนื่องกันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
3.อากาศ ควรหาโอกาสให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ได้ไปฟอกปอด ซึ่งปกติทุกปีคุณหมอจะไปแคนาดา 1 ครั้ง ครั้งละ 2 เดือน ไปทั้งเยี่ยมหลานเรียนที่นั่นและเดินป่าเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งทุกคนสามารถไปสูดอากาศที่บริสุทธิ์ได้ทั้งชายทะลเหรือป่าบ้านเรา อย่างเขาใหญ่หรือวังน้ำเขียวก็ได้ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับความสดชื่น แต่การเข้าไปสูดอากาศออกซิเจนในป่าจะทำให้ร่างกายผลิตสารอย่างหนึ่งขึ้นมาทำให้ร่างกายแข็งแรงเพิ่ม
4.อาทิตย์ ร่างกายเราควรได้รับแสงอาทิตย์แบบธรรมชาติในเวลา 09.0014.00 น. อย่างน้อยวันละ 10 นาที
5.อดิเรก ควรหาอะไรนอกเหนือจากงานประจำทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้
6.อุตุ คือ การนอนหลับให้สนิทเพราะใช้สมองมาเยอะแล้ว และควรนอนพักกลางวัน
7.อุจจาระ ควรให้ท้องได้ขับถ่ายออกทุกวันซึ่งเท่ากับอาหารที่เรากินไปควรช่วยขับถ่ายได้สะดวก และ
8.อานาปาณสติ คือ การฝึกวิปัสสนาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจากเดิมที่คุณหมอได้แต่ศึกษาจากหนังสือธรรมมะแต่พอเกษียณ เมื่อต้นปีก็มีโอกาสได้ปฏิบัติด้วยการไปบวช 1 เดือน ซึ่งคุณหมอก็แนะนำว่าคนทั่วไปก็สามารถฝึกได้ในการใช้ลมหายใจในการฝึกให้รู้ตัว
นอกจากนี้ คุณหมอยังมีข้อแนะนำถึงผู้ที่รู้ว่าตัวเองจะถึงวันเกษียณว่าต้องเตรียม 3 สิ่งไว้ล่วงหน้า คือ
1.การเงิน ที่ต้องรู้ว่าถึงวัยที่เราไม่ควรทำงานมาก แต่ก็สามารถมีเงินในการใช้จ่ายโดยไม่เครียด เท่ากับต้องมีเงินสะสมให้พอกับค่าใช้จ่ายที่มีในแต่ละเดือน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาคนไทยขาดการวางแผนแล้วค่อยมาวางแผนตอนที่เกษียณแล้วกัน ซึ่งนำไปสู่การก่อหนี้ยืมสินผู้อื่น
ดังนั้น ควรตั้งรับด้วยการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น สมมติมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 1 แสนบาท 1 ปี ต้องใช้เงิน 1.2 ล้านบาท ตามสถิติจะมีอายุหลังเกษียณอีก 10 ปี เท่ากับอย่างน้อยพอหลังเกษียณอายุควรมีเงินไว้ 20 ล้านบาท
ทั้งนี้ รวมกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หรือการออมเงินอย่างน้อย 5% ปี เข้าไปด้วย ที่สำคัญควรคำนึงค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคภัยต่างๆ นอกเหนือจากสิทธิที่จะได้ไม่ว่าจะเป็นสิทธิข้าราชการเกษียณและระบบประกันสุขภาพของเอกชน
2.การงาน เพราะแต่ก่อนเคยทำงานทุกวัน ดังนั้นควรหาอะไรทำแก้เหงา จะได้ไม่ทำให้ตัวเองต้องกลุ่มใจในยามว่าง
“เมื่อก่อนผมจะทำงานหนักใช้สมองและประสบการณ์ในส่งต่องานให้คนรุ่นหลังเยอะ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงการให้แนวทางและนโยบายเท่านั้น พร้อมกับมาช่วยลูกทำบริษัทให้เช่าพื้นที่ออฟฟิศ ซึ่งเข้ามาออฟฟิศเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เราไม่เหงาเพราะได้ทำงานและงานที่ทำก็ไม่ได้เครียด”
สุดท้ายคือ 3.จิตใจ คือ เมื่อทำงานน้อย มีเรื่องเครียดน้อยก็ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงและรู้สึกแจ่มใสปราศจากเรื่องเครียดและกังวลต่างๆ หรือหางานอดิเรกทำ และที่สำคัญอย่าได้แยกตัวห่างออกจากลูกหลาน เพราะสุดท้ายเขาจะช่วยเราสร้างรอยยิ้มได้ไม่ยาก







