posttoday
ทายาทรุ่นที่ 2 ‘พิริยพูล’ เปลี่ยนวิกฤตเป็นความท้าทาย

ทายาทรุ่นที่ 2 ‘พิริยพูล’ เปลี่ยนวิกฤตเป็นความท้าทาย

27 กรกฎาคม 2556

กว่าจะมาเป็นอาณาจักร “พิริยพูล” ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรายใหญ่ของไทยที่มีอายุครบรอบ 40 ปี เฉกเช่นหนุ่มใหญ่เริ่มวัยกลางคน

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย ภาพกิจจา อภิชนรจเรข

กว่าจะมาเป็นอาณาจักร “พิริยพูล” ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรายใหญ่ของไทยที่มีอายุครบรอบ 40 ปี เฉกเช่นหนุ่มใหญ่เริ่มวัยกลางคน องค์กรธุรกิจแห่งนี้ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคนานัปการมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ทำให้มีภาระหนี้ร่วมๆ 5,000 ล้านบาท ถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของ “ศุภเชษฐ์ พิริยพูล” ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลที่เข้ามารับช่วงต่อเพื่อช่วยพลิกฟื้นให้ธุรกิจกลับมายืนได้อีกครั้ง

ศุภเชษฐ์ เข้าเป็นกรรมการบริหาร บริษัท พิริยพูล อินเตอร์เนชั่นแนล ในปี 2545 และถือเป็นประสบการณ์ที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต เพราะหากย้อนหลังไปก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจของพิริยพูลในรุ่นพ่อจัดอยู่ในยุคที่รุ่งเรือง และมีแผนขยายธุรกิจนอกเหนือจากการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงเดียว นั่นคือ การทำธุรกิจโรงแรม

แต่หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจค่าเงินจาก 25 บาท/เหรียญสหรัฐ ไหลรูดมาที่ 56 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งไปถึง 25% ทำให้พิริยพูลพลิกจากธุรกิจในยุครุ่งเรืองสู่ยุคตกต่ำเพียงชั่วข้ามคืน หลังรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินจนกลายเป็นภาระหนี้ที่สูงถึง 4,0005,000 ล้านบาท ขณะที่การทำมาค้าขายในช่วงหลังวิกฤตก็ฝืดเคือง ยอดขายหายไปถึง 50% ต่อเนื่องในช่วง 23 ปีหลังจากนั้น

“ในห้วงเวลานั้นผมรู้สึกเครียดมาก เพราะเป็นธุรกิจครอบครัวที่ก่อร่างสร้างตัวมานานจะมาพังทลายแบบนี้ไม่ได้ ผมตั้งใจว่า เมื่อเข้ามาบริหารงานจะต้องทำงานให้หนัก เพื่อกอบกู้ธุรกิจพิริยพูลให้ฟื้นคืนมา และตั้งใจว่าจะขยายอาณาจักรพิริยพูลใหญ่ขึ้นด้วย” ศุภเชษฐ์ กล่าว

เมื่อเข้ามารับไม้ต่อในช่วงที่ธุรกิจยังไม่ได้ดีมากนักหรือเรียกว่ากำลังจะลุกยืนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ศุภเชษฐ์ สร้างแรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความท้าทาย โดยมีเป้าหมายที่จะนำพาบริษัทกลับคืนสู่ยุคที่รุ่งเรืองให้ได้อีกครั้ง

สิ่งแรกที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ ต้องลดธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ออกไปให้หมดทุกอย่าง เขาจึงตัดสินใจเลิกทำห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่ 3 แห่ง และขายตึก 41 ชั้นในย่านพหลโยธินให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และไม่มีนโยบายขึ้นเงินเดือนพนักงาน แต่กลับมาให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานแทน เพราะในยามที่ลำบากแม้ว่าพนักงานจะไม่ได้ขึ้นเงินเดือน แต่เราก็ต้องให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานที่อยู่เคียงข้างในยามที่บริษัทล้ม

ศุภเชษฐ์ ทยอยปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ประหยัดค่าใช้จ่ายในทุกด้าน จนกระทั่งองค์กรเริ่มมีความแข็งแกร่ง ขณะที่พายุจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เข้ามาถล่มได้ค่อยๆ สงบลง เพียงไม่กี่ปีหลังจากผ่านวิกฤตยอดขายก็กลับมาแตะหลักพันล้านบาทดังเดิม

“ในฐานะลูก ผมมองพิริยพูลในสมัยพ่อมีความรุ่งเรือง แต่หลังจากบริษัทประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ผมต้องการสร้างชื่อเสียงของบริษัทให้กลับมาอีกครั้งและทำให้เติบโต พ่อผมเริ่มมาจากศูนย์เหมือนกัน สำหรับยุคผมก็เริ่มจากศูนย์ แต่โชคดีมีฐานที่พ่อสร้างให้ไว้แล้วเท่านั้น ผมดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามากอบกู้กิจการของครอบครัวให้กลับคืน” ศุภเชษฐ์ กล่าว

จากนี้ไปอาณาจักรพิริยพูลในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือครบรอบการดำเนินธุรกิจ 50 ปี ศุภเชษฐ์ วางเป้าหมายการทำธุรกิจให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับ ทั้งการสร้างแบรนด์พิริยพูล การขยายธุรกิจจากเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนมาสู่ฐานลูกค้าระดับกลางและล่างเพิ่มยิ่งขึ้น รวมถึงการสยายปีกสู่ภูมิภาคอาเซียน

“แต่สิ่งที่สอนผมมาตลอด คือ การดำเนินธุรกิจนำเข้าต้องระมัดระวังอย่างมากในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนหรือแข็ง เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของไทย แต่เกิดจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะนโยบายการเงินของอเมริกา ผมไม่ต้องการให้พิริยพูลกลับไปเป็นเหมือนในอดีตที่ต้องเป็นหนี้มหาศาล” ศุภเชษฐ์ ไม่ลืมคิดถึงบทเรียนที่ได้จากความผิดพลาดในอดีต

ดังนั้นหากเงินบาทไปแตะที่ 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ บริษัทก็พร้อมจะปรับราคาสินค้าขึ้นทันที ขณะเดียวกันมองว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถือว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจนำเข้าของพิริยพูล ซึ่งผมวางแผนจะนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมารุ่นพ่อเป็นผู้บุกเบิกนำเข้าสินค้าจากอเมริกา ยุโรป เป็นหลัก

เมื่อครบรอบ 50 ปีของพิริยพูล ศุภเชษฐ์ในฐานะรุ่นที่ 2 มีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ไปให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจที่อยากขยายอาณาจักรต่อยอดออกไปจากการเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมานานคือ การซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจขนมจากต่างประเทศเข้ามาในไทย รวมทั้งการรุกเข้าสู่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์

“ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เป็นสินค้าไม่เน่าเสียอยู่คงทน การบริหารจัดการจะง่ายกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้า เพราะมีวันที่จะหมดอายุ และผมว่าคนไทยมีทางเลือกน้อยไปสำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ จึงมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสทางการตลาด” ศุภเชษฐ์ กล่าว

นั่นคือเส้นทางของรุ่นที่ 2 ของตระกูลพิริยพูลที่วาดฝันเอาไว้ในอนาคต จากแรงบันดาลใจที่ต่อยอดมาจากความผิดพลาดในอดีต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท