
จิตแพทย์ติงรายการทีวีออกอากาศหมอบอนด์
นพ.กัมปนาทโพสต์เฟซบุ๊กติง ทูไนท์โชว์ออกอากาศ "หมอบอนด์" ชี้เปิดโอกาสให้คนที่สังคมจับตาเรื่องความโปร่งใสได้แก้ตัว
นพ.กัมปนาทโพสต์เฟซบุ๊กติง ทูไนท์โชว์ออกอากาศ "หมอบอนด์" ชี้เปิดโอกาสให้คนที่สังคมจับตาเรื่องความโปร่งใสได้แก้ตัว
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง จากรพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ และอดีตวิทยากรรายการ "ชูรักชูรส" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล (Kampanart Tansithabudhkun, M.D.)" ถึงประเด็นที่รายการทูไนท์โชว์ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง3 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. โดยมีแขกรับเชิญเป็น นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ หรือ หมอบอนด์ ซึ่งได้ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยของการได้มาของวุฒิการศึกษา
ทั้งนี้ข้อความของนพ.กัมปนาท มีเนื้อหาดังนี้
ถ้าท่านใดได้ดูรายการทูไนท์โชว์ทางช่อง 3 คืนวันที่ 21 ก.ค. 56 ก็ให้แปลกใจยิ่งนัก ....ความจริงผมก็ไม่ได้ดูช่องนี้มานานมากแล้ว แต่มีคนกำชับว่าต้องดูให้ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับแขกรับเชิญที่มาออกรายการในคืนนี้
ที่แปลกใจ เพราะรู้ทั้งรู้ว่าแขกรับเชิญคนนึงในสองคนนั้น มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสเรื่องความถูกต้องในคุณวุฒิการศึกษา ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างหนัก รอการพิสูจน์อีกมากมาย แต่รายการประเภทนี้ก็สะท้อนตัวตนของความเป็นสื่อช่องนี้ คือ อะไรเป็นข่าวดัง เรตติ้งดี ไม่ว่าจะถูกผิดก็จะนำมาออกอากาศเสมอ แม้ว่าจะสามารถตัดต่อหรือทำใหม่ได้ (เนื่องจากทราบมาว่ามีการบันทึกเทปมาก่อนล่วงหน้าหลายเดือน พอมีเวลาจัดแจงใหม่ได้ หากอะไรยังไม่เหมาะสมจะนำมาออกอากาศ) แม้ว่าแขกรับเชิญอีกท่านจะน่าสงสาร น่าเห็นใจและเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมก็ตาม แต่เนื่องจากความเกี่ยวพันตรงนี้ การนำเสนอออกมาแบบนี้ ก็ทำให้คนดูยิ่งสับสนและดูเสมือนว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์และเปิดโอกาสให้แก้ตัวสำหรับบางคนที่สังคมกำลังจับตามองว่าไม่โปร่งใสอยู่
ผมว่าคนทำสื่อส่วนใหญ่คงจะรู้ดีว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน ถ้าหากว่าจะพูดถึงจริยธรรมในการนำเสนอ กับค่าใช้จ่ายที่บันทึกรายการไปแล้วนั้น ...เราคงเดาได้ว่าสื่อบางจำพวกจะเลือกอะไร ไม่งั้นเราคงไม่เห็นรายการต่างๆหรือพิธีกรรายการและแขกรับเชิญต่างๆที่สร้างเรื่องราวมากมายให้กะสังคม ว่อนอยู่ในช่องนี้ เต็มไปหมด ....ผมว่าอย่ามาอ้างว่ายังไม่ได้พิสูจน์อะไรก็ยังคงออกอากาศได้เลย ที่ผ่านมาขนาดฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ก็ยังออกอากาศกันลอยหน้าลอยตาเต็มไปหมด ...นับประสาอะไรกับคณะแพทย์จุฬา และ สสส.ที่มีหนังสือออกมาชี้แจง ปานประหนึ่งว่าสิ่งที่แขกรับเชิญคนนึงในรายนี้ได้กระทำไปและเป็นการ แหกตาประชาชนทั้งประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิด แต่โดนกลั่นแกล้งจากมือแฮกเกอร์ อะไรทำนองนั้น นี่ยังไม่นับรวมข่าวคราวจากในเว็บที่มีนักสืบตัวยงสืบมาให้ว่า อาจจะมีการปลอมแปลงลายเซ็นต์ของมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ (ซึ่งคงจะต้องไปตามสืบแถวถนนข้าวสารอีกแน่ๆ เพราะมีเยอะเหลือเกิน) .....อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความจริงที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเดียวกันกับผมนั่นแหละ เท่าที่ทราบมาเขามีข้อมูลเบื้องหลังละครฉากนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถามคนที่นั่น เพื่อนๆเขาคงจะรู้กันดีครับ
ผมนั่งฟังน้องหมอนั่งพล่ามเรื่องสาเหตุการถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัย ก็อดอมยิ้มไม่ได้ว่า นี่เรื่องจริงหรือ เพราะถ้าใครสังเกตดีๆก็จะไม่สามารถจับประเด็นได้ว่า ออกเพราะอะไร การอ้างแค่ปัญหาในครอบครัว ไม่เห็นชัดเจนอะไรเลย ...เพราะความจริงก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ใช่ และในสื่ออนไลน์ก็พูดกันเยอะมากว่าเป็นเรื่องการทำร้ายกันและแฉกันจนคนอื่นเดือดร้อนอย่าสาหัส
หรือแม้กระทั่งเรื่องแฟนสาวที่อยู่ดีๆก็หมดสติไป แต่ก็มิได้บอกสาเหตุและวินิจฉัยโรคที่ชัดเจน ทั้งๆที่ประด็นนี้น่าเห็นใจและเจ้าตัวก็พยายามนำเสนอมายาวนานและเป็นจุดขายของตัวเองมาตลอด ฟังดูยิ่งงงๆว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น มีการข้ามช็อตของสิ่งที่น่าสนใจ เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ต้องการคือการดราม่า อวยกันทั้งพิธีกรและแขกรับเชิญ จนบางทีก็แทบจะทนดูไม่ไหว ...แต่ต้องดูเพราะอยากรู้ 555
ส่วนเรื่องที่บอกว่า ลิ้นหัวใจรั่วนั้น ผมว่า ถ้ามีหลักฐานเหมือนรูปผมร่วงจากการให้คีโมแบบของน้องสาวมาให้ดูแบบนั้น ยังน่าเชื่อถือซะมากกว่าเสียอีกนะครับ คำพูด(ที่ดู)ดีๆ จนคนปรบมือสนั่นห้องอัดรายการว่า "ชีวิตที่เหลืออยู่ จะอุทิศเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม" ........แล้วที่เขาต้องมานั่งจับผิดกันทั้งประเทศ ที่องค์กรต่างๆออกมาปฏิเสธว่าคุณวุฒิที่คุณแสดงต่อสังคมมันไม่ใช่ของจริง ไม่มีใครรับรองนั้น มันหมายความว่าอย่างไร คนดูรายการหลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ มีไว้เพื่อ"แหกตา"ประชาชนหรือเปล่า? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมว่าคงมีหลายคนภาวนาให้คุณเลือกคำตอบแรก(คือจบชีวิต)มากกว่าคำตอบที่สอง(คือจะสู้ต่อไป) เป็นแน่แท้นะครับ ...ผมว่าคุณพ่อเขาพูดถูกว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นหมอ และคำพูดนี้ คุณพ่อคงได้รับคำแนะนำจากคนที่รู้เบื้องหลังเขาดีว่าเขาไม่ควรเป็นหมออีกต่อไป ...เพราะอะไรเจ้าตัวคงรู้ดี....ก็น่าแปลกใจที่บางสถาบันยังอุตส่าห์รับเข้าไปเรียนต่อโดยไม่เฉลียวใจ?
ติดตามดูนะครับว่ารายการต่อไปที่จะให้เขามาออก คือรายการอะไร หลายคนคงเดาได้ ...และไม่น่าแปลกใจ เพราะเส้นทางของคนพวกนี้ วิธีการและคำพูดเหล่านี้ หาดูได้ตามท้องตลาด เป็นวิธีการของคน(ที่อยาก)ดังในสังคมไทย เช่น ออกทีวีให้เยอะเข้าไว้ ออกมันทุกรายการ บางคนไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองให้ความรู้ได้ ก็จะออก เพราะเกรงว่าตัวตนจะหายไปจากสื่อ เขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค เปิดเฟซบุ๊คให้คนกดไลค์เยอะๆ ต่อไปก็สร้างฐานอำนาจ สร้างสาวก(ที่ไร้สติมีแต่อารมณ์ดราม่า ขุ่นมัว ก้าวร้าว หูเบา) ออกรายการตอน 22 น.ของบางช่อง ออกรายการของ Mr. W ออกรายการชอง Mr. S (ผู้ฉาวโฉ่เรื่องการคอรัปชั่น) เป็นต้น ....แหม ดูๆไปก็เหมือนนักการเมืองหลายๆคนแล้วเนี่ย โชคดีที่วงการจิตเวช เขี่ยออกไปเสียก่อน แค่นี้ก็โดนพาดพิงจนอ่วมแล้ว จนจิตแพทย์หลายคนเต้นไปตามๆกัน เพราะทำให้ภาพลักษณ์วงการเสียหาย ฐานเอาความรู้ทางจิตเวชและจิตวิทยาที่อ้างว่าเชี่ยวชาญ แต่ผิดทั้งเพ มาเที่ยวนำเสนอออกสื่อ (โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต)
จะว่าไปนะ สื่อบางจำพวก ก็เหมาะเจาะกับคนบางจำพวกเสียจริงไรจริง...ก็ได้แต่ภาวนาว่าดราม่าครั้งนี้ คงจะจำกัดวงอยู่ที่เรื่องราว แต่ไม่ปฏิบัติอะไรให้ประชาชนตำดำๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเดือดร้อนมากมายนะครับ นอกเหนือไปจากเรื่องรำคาญหัวใจและถูกหลอก เท่านั้น ....แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแพทยสภาจะว่ากระไรบ้าง บรรดาหมอๆและประชาชนตาดำๆรอคำตอบจากความขึงขังของท่านคณะกรรมการแพทยสภาอยู่ ...
อนึ่ง นพ.ปิยะวงศ์ เป็นพิธีกรรายการ"เค้าว่ากันว่า" ซึ่งออกอากาศทาง Workpoint TV และนักเขียนบทความประจำนิตยสารหลายเล่ม โดยได้ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยถึงการได้มาของวุฒิการศึกษา ที่เจ้าตัวได้ระบุไว้ในบล็อกและเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายรายการอาทิ (วท.บ.) (พ.บ.) (ศ.ม.) (ศ.ด.) (ปร.ด.) โดยภายหลังปรากฎเป็นข่าว นพ.ปิยะวงศ์ก็ได้ลบข้อมูลดังกล่าวในเฟซบุ๊กและบล็อกทั้งหมด
ต่อมาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับได้ส่งหนังสือเรียกร้องให้ นพ.ปิยะวงศ์ ยุติการใช้ตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำบ้าน สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่า นพ.ปิยะวงศ์ เคยฝึกอบรมสาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จริง แต่ได้ลาออกไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 จึงไม่ได้เป็นแพทย์ตามที่กล่าวอ้าง
เช่นเดียวกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ได้ส่งหนังสือให้ นพ.ปิยะวงศ์ ยุติการใช้ตำแหน่ง แพทย์วิชาการประจำ สสส. โดยระบุว่า ตามบัญญัติ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มิได้มีการกำหนดตำแหน่งดังกล่าว รวมทั้งมิได้อนุญาตให้บุคคลใดใช้ตำแหน่งดังกล่าว เพื่อการกล่าวอ้างต่อสังคม
อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ คณะกรรมการแพทยสภา โดยนพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภาระบุว่าภายใน 30 วันน่าจะมีความชัดเจนในข้อมูล และแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป







