
@ life
โดย...มัลลิกา
โดย...มัลลิกา
ระวัง! ไฟดูดไฟชอร์ต
ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายให้ปลอดภัยจากโรคภัยต่างๆ แล้ว ยังอาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินซึ่งต้องระมัดระวังกันด้วย อาทิ อันตรายจากไฟฟ้าชอร์ต ไฟฟ้าดูด เนื่องจากละอองฝนอาจกระเด็นไปโดนปลั๊กไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าจนอาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าชอร์ตหรือไฟฟ้าลัดวงจรได้
แต่เมื่อเจอเหตุการณ์โชคร้ายเข้าก็อย่าเพิ่งตกใจจนสิ้นสติ แต่ต้องตั้งสติให้มั่นเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด โดย “ผดุงเกียรติ คุ้มมะม่วง” เจ้าหน้าที่อาสาฉุกเฉินการแพทย์ องค์การบริหารส่วนตำบลหินดาด อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา แนะนำวิธีการเข้าช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าดูดว่า การช่วยเหลือจะต้องป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกไฟดูดหรือเป็นผู้ประสบเหตุเองด้วย โดยต้องรีบหาแหล่งที่เกิดไฟฟ้ารั่วและหาทางตัดวงจรไฟฟ้าเสียก่อน และต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ถูกไฟดูดไฟชอร์ตให้เร็วที่สุด แต่ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายจะต้องทำด้วยความระมัดระวังด้วย เพราะผู้ป่วยอาจได้รับบาดเจ็บในบริเวณอื่นด้วย เช่น ตกจากที่สูง
ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินถูกกระแสไฟฟ้าดูดและมีสายไฟพาดตัวผู้ป่วยอยู่ จะต้องหาวัสดุที่เป็นฉนวน ไม่นำกระแสไฟฟ้า เช่น ไม้ เชือกที่แห้ง สายยาง ถุงมือยางหรือผ้าแห้งพันมือให้หนา จากนั้นผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบเหตุให้หลุดออกมาโดยเร็ว หรือเขี่ยออกจากตัวผู้ประสบอันตรายออกจากกระแสไฟ แต่ทั้งนี้หากเป็นกระแสไฟฟ้าแรงสูงควรแจ้งการไฟฟ้าโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ตัดกระแสไฟฟ้า รวมถึงโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพที่สายด่วน 1669
นอกจากนี้ หากผู้ถูกไฟดูดโดนดูดในบริเวณที่มีน้ำขัง ผู้ช่วยเหลือไม่ควรลงไปในน้ำเด็ดขาด จะต้องตัดกระแสไฟฟ้าก่อนเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งการเข้าไปช่วยเหลือจะต้องทำด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และระมัดระวัง จากนั้นห่อหุ้มบริเวณที่ถูกไฟดูดด้วยผ้าแห้ง
หวานเจี๊ยบ... ยังไงก็อ้วน
เครื่องดื่มหวานเย็นชื่นใจเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุของความอ้วน ยิ่งความหวานที่ได้จากสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (ที่ผลิตจากอ้อย) ยิ่งทำให้อ้วนๆ โดย “ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า น้ำตาลฟรุกโตสที่ใส่ในเครื่องดื่ม เมื่อรับประทานไปมากๆ จะยิ่งอยากรับประทานหวาน และสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล พบว่าเมื่อรับประทานเป็นเวลานานๆ กลับทำให้อ้วนมากขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเบาหวานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจริงๆ เสียอีก
‘ยา’ ใช้ให้ถูกกินให้เป็น
เอะอะปวดหัวก็หยิบยาแก้ปวดมารับประทาน เป็นไข้ตัวร้อนก็ยาแก้ปวดลดไข้ แม้ว่ายาพวกนี้จะเป็นยาสามัญประจำบ้าน ซื้อง่ายใช้สะดวก ทว่าหากขาดความระมัดระวังในการใช้ยาให้ถูกต้อง อาจเจ็บป่วยหนักกว่าเดิม
เภสัชกร สมชัย วงศ์ทางประเสริฐ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้ยาว่า ควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดทุกครั้งก่อนใช้ยา การไม่อ่านฉลากยาและใช้ยาผิดอาจทำให้เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
สำหรับผู้ที่มียาเหลือใช้อยู่ในบ้านต้องระมัดระวังและจัดเก็บให้ดี เพราะถือเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว ถ้าเก็บไม่ถูกวิธี จะกลายเป็นยาเสีย หากมีคนนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ยาเหลือใช้ที่ยังไม่หมดอายุและอยู่ในสภาพดี ควรเก็บอยู่ในซองยาหรือขวดยาเดิมไว้ในที่เดียวกันและให้พ้นมือเด็ก หรือเก็บในตู้ยาให้พ้นแสงแดด ไม่อยู่ในที่ชื้น แต่อย่าเก็บยาในตู้เย็น ยกเว้นยาที่มีฉลากระบุไว้ อย่านำยาเหลือใช้มารวมในซองยาหรือขวดยาเดียวกัน อย่าแกะยาออกจากแผงหากยังไม่ใช้
ที่สำคัญอย่านำยาเหลือใช้ไปให้คนอื่นใช้ และอย่ากินยาที่คนอื่นให้มา เพราะอาการที่คล้ายกันอาจไม่ได้เกิดจากโรคเดียวกัน ขนาดยาก็อาจไม่เหมาะสม และอาจเกิดอาการแพ้ยาได้อีกด้วย
ส่วนยาเหลือใช้ที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพ สีเปลี่ยนแล้วให้ทำลายก่อนทิ้ง โดยแกะฉลากที่มีชื่อผู้ป่วย ถ้าเป็นยาเม็ดให้ทุบทำลายและเติมน้ำเล็กน้อย ถ้าเป็นยาน้ำก็ให้เทน้ำผสมลงไป ส่วนยาที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้งให้บีบออกจากหลอด จากนั้นนำกากชา ขี้เลื่อย เศษผัก หรือเปลือกผลไม้ ผสมลงไปในถุงเดียวกัน ปิดปากถุงให้สนิทก่อนนำไปทิ้ง เพื่อไม่ให้คนอื่นนำยาที่ทิ้งนั้นไปใช้ได้อีก







