
นาฬิกาแดด ของรักหายากของ อนุรัตน์ โค้วคาสัย
ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา เขาถือว่าเป็นนักสะสมขั้นเทพ ไม่ว่าเขาจะเริ่มสนใจและลงมือสะสมอะไรแล้วล่ะก็ เขาเป็นทุ่มเทตั้งใจลงทุนทั้งเวลา งบประมาณ และความใส่ใจแบบเกินร้อย
โดย...อณุศรา ทองอุไร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา เขาถือว่าเป็นนักสะสมขั้นเทพ ไม่ว่าเขาจะเริ่มสนใจและลงมือสะสมอะไรแล้วล่ะก็ เขาเป็นทุ่มเทตั้งใจลงทุนทั้งเวลา งบประมาณ และความใส่ใจแบบเกินร้อย และถือเป็นผู้นำเสมอในวงการนักสะสมของเหล่านั้น เขาคือ อนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง ก่อนหน้านี้วงการนักสะสมรู้จักเขาในฐานะอันดับ 1 ของคนสะสมลอตเตอรี่เก่าตั้งแต่สมัย ร.6 ควบคู่ไปกับการสะสมเหรียญกษาปณ์ จนสามารถเขียนเป็นพ๊อตเก็ตบุ๊คส์ได้ถึง 2 เล่ม นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว
ล่าสุด 5 ปีมานี้เขามีของสะสมใหม่ ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย เพราะในประเทศไทยเราไม่เคยใช้กันนั่นก็คือนาฬิกาแดด (Sundial) ที่ในบ้านเรามีเขาสะสมอย่างจริงจังเพียงคนเดียว แม้ในต่างประเทศก็สะสมกันไม่แพร่หลายเหมือนสะสมแสตมป์หรือสะสมเหรียญ อันนั้นกลุ่มเขาจะใหญ่กว่า อนุรัตน์ เล่าว่า เขาเริ่มหลงใหลติดใจในเสน่ห์ของนาฬิกาแดด เมื่อไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ถ่ายรูปนาฬิกาแดดออกมาสวยมาก จึงเริ่มค้นคว้าต่อทางอินเทอร์เน็ต แล้วก็ลิงก์ไปยังกลุ่มของคนที่สะสม ก็เริ่มเลย
ได้เรือนแรกมาก็ซึมลึกเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้มีอยู่เกือบ 300 เรือน เก่าสุดอายุเกือบ 300 ปี เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่หนักอึ้งเกือบ 20 กิโลกรัม เขาวางไปตามจัตุรัสกลางเมือง ใช้มาตั้งแต่ปี 1743 เรือนที่ได้มา ได้มาจากรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐ
เขาเล่าว่าน่าจะเป็นนาฬิกาแดดยุคแรกๆ ที่ทำออกมาใช้กัน เขาประมูลมาได้ 2 เรือน ราคาแต่ละเรือนก็เอาการอยู่เกือบจะซื้อรถได้นะ หลังจากนั้นก็ประมูลมาเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องแข่งกันมาก เพราะคนเข้าร่วมแข่งมีครั้งละไม่ถึง 10 คน กลุ่มคนเล่นจะเล็กมักจะเป็นชาวยุโรปกับอเมริกา เรือนที่เป็นแผ่นหินนั้นจะดูยาก เขาจะมีสมมาตรเวลา มีองศา ที่ละเอียดมาก ดูจากแสงเงา
ส่วนถ้าอายุ 100 กว่าปี ถือว่าเป็นยุคที่สองของนาฬิกาแดด มีการพัฒนาขึ้นแล้ว เริ่มขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น ราคาก็ถูกลงเป็นหลักหมื่นปลายๆ ซึ่งจะได้จากคนสเปนเยอะ ซึ่งคนที่สะสมนั้นอายุมากแล้วและลูกหลานไม่สนใจจะเก็บสะสมต่อ เขาก็เลยเริ่มปล่อยออกมา ทำจากทองเหลืองบ้าง จากงาช้างบ้าง จากไม้บ้าง ซึ่งของยุคที่สองนี้เราพอจะหาชมได้ตามพิพิธภัณฑ์ในยุโรป ในอเมริกา
“เรือนที่ผมประทับใจที่สุดก็คือขนาดเกือบเท่ากระดาษ เอ4 มีปืนใหญ่อยู่ด้านบน สมัย 100 กว่าปีที่แล้วประมาณปี ค.ศ 1780 ได้มาจากอเมริกา เขาจะใช้กันตามโบสถ์ ตามโรงเรียน ตามศาลากลางเมือง เขาจะใส่ดินปืนเข้าไปในกระบอก พอตอนเที่ยงแสงแดดตกลงที่กระบอกปืน ตอนเที่ยงแดดจัดมันจะมีประกายไฟไปที่กระบอกปืน ทำให้ปืนลั่นเสียงดัง คนในเมืองก็จะรู้ว่าถ้าปืนดังคือเที่ยงแล้วตรงพอดี” เขากล่าวอย่างมีความสุข
พอมาถึงยุคที่สามของนาฬิกาแดด คือ เริ่มมีขนาดเล็กลง ขนาดเท่าฝ่ามือ ขนาดใหญ่กว่านาฬิกาพกเล็กน้อย เริ่มใช้งานง่ายขึ้น ทำออกมาเป็นทั้งแบบเป็นกล่องทรงสูงเหมือนกล่องขนม เป็นตลับสี่เหลี่ยมใหญ่เต็มฝ่ามือ พอมายุคที่สี่ เมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว พัฒนามาใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมากคือเริ่มทำเป็นตัวเรือนเล็กลงมีสายคาด เหมือนนาฬิกายุคนี้ และมักจะมีเข็มทิศเล็กๆเกี่ยวไว้ที่สายด้วย ยี่ห้อแรกที่เป็นนาฬิกาแดดแบบผูกข้อมือคือยี่ห้อฟอสซิลที่เขาทำออกมาให้กลุ่มนักเรียนลูกเสือเอาไว้เดินป่า มีเข็มทิศติดมาให้ด้วย
“รุ่นนี้ผมได้มา 34 เรือนสภาพยังดูใหม่มาก คงผ่านการใช้งานมาไม่นาน พอหมดยุคนี้ก็มาสู่นาฬิกายุคปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ เราก็ได้เห็นพัฒนาการของนาฬิกามาเกือบ 300 ปีจนถึงปัจจุบัน การสะสมนาฬิกาแดดนั้นมีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความมุมานะพยายาม เพราะเป็นของมีน้อย คนสะสมก็กลุ่มเล็กมากๆ ของใหม่ไม่มีผลิตแล้ว ต้องหาจากร้านขายของเก่าหรือจากนักสะสมคนแก่ๆ ที่เริ่มปล่อยของออกมาแต่ก็ต้องตื้อกันนาน บางคนเมลกันไปเมลกันมาเกือบครึ่งปีเขาถึงจะยอมขาย”
พอหมดยุคนาฬิกาแดดก็เริ่มมีนาฬิกาพกออกมา ตามมาด้วยนาฬิกาข้อมือในยุคปัจจุบัน ซึ่งก่อนที่เขาจะมาสะสมนาฬิกาแดดเขาก็ได้สะสมนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือมาก่อนเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเขาจบทางด้านวิศวกรรม จึงชอบอะไรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์กลไก ยิ่งยุคเก่าๆ นาฬิกาจะเปลือยให้เห็นฟังก์ชันในการทำงานมันดูมีเสนห์น่าศึกษามาก ก็เลยเริ่มค้นหาว่าก่อนที่จะใช้นาฬิกาเหมือนทุกวันนี้คน 100 กว่าปีก่อนเขาใช้อะไรดูเวลากันมาก่อน ซึ่งคนในยุคกรีกโบราณเมื่อ 1,000 ปีก่อน เขาเอาแผ่นหินมาตั้งหน้าจัตุรัสกลางเมืองและมีคันยกมาตรงกลางเพื่อดูแสงเงา เพื่อกะเวลาว่าควรจะเป็นเวลาเท่าใด จึงพบว่านาฬิกาแดดเป็นนาฬิกายุคแรกของมนุษย์
เส้นทางการสะสมของเขาเริ่มจากเรือนเล็กๆ ราคาไม่กี่พันบาทอายุไม่เกิน 50 ปี โดยประมูลผ่านเว็บ แล้วก็ไต่ระดับพัฒนาการมาเป็นอายุ 100 ปี เรือนใหญ่ขึ้นราคาหลักหมื่น จนถึงอายุกว่า 200 ปี ราคาก็เขยิบขึ้นไปจนถึงหลักแสน คือยิ่งสะสมพัฒนาการก็มากขึ้น เก่าขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคิดจะสะสมอะไรทั้งทีก็เอาให้ลึกซึ้งไปเลย ไม่ชอบทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ทำให้เต็มที่ ที่สะสมเพราะชอบจริงๆ มันเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุข สงบ และมีสมาธิให้เป็นอย่างดี
“ผมเป็นคนไม่เที่ยวต่างประเทศ ไม่ชอบเดินทาง ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ชอบออกงานสังสรรค์กับใคร ติดบ้าน ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน งานอดิเรกก็คือ สะสมของที่ชอบที่มีใจรัก ไม่ได้สะสมไว้เพื่อการลงทุนอะไร ชอบแล้วก็ทำให้จริงให้จังเป็นคอลเลกชันส่วนตัว ผมทำตู้โชว์ใส่อย่างดี ประดับไฟให้สวยงาม เขียนประวัติโดยย่อของแต่ละรุ่นไว้ เวลามีแขกต่างประเทศมากินข้าวที่บ้านก็เชิญชม เป็นหัวข้อในการสนทนาที่ดี” เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ
การดูแลรักษาไม่มีอะไรมาก แดดส่องไม่เป็นไร อากาศร้อนไป เย็นไป ไม่เป็นไร โดนฝนก็ไม่เป็นไร เนื่องจากการใช้งานของนาฬิกาแดดอยู่กลางแจ้งเจอแดด เจอฝนอยู่แล้ว เรียกว่าไม่ต้องดูแลรักษาอะไรเลย คือใส่ตู้ไว้ให้เรียบร้อยไม่ให้หล่น ไม่ให้กระแทกแตกหักเท่านั้นเป็นพอ อย่างพวกที่ทำจากทองเหลืองหรือบรอนซ์นั้น ยิ่งเก่ายิ่งขลังขึ้นสนิมเขียวๆ ยิ่งดูขลัง ไม่ต้องไปขัดหรือทำอะไรเลย







