
โด๊ปยา...ปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ
ดูเหมือนว่า ปัญหา “การโด๊ปยา” ในวงการกีฬา จะยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกกำจัดไปได้ง่ายๆ เพราะแม้กระทั่งนักวิ่งชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง ไทสัน เกย์ และ อซาฟา พาวล์ ยังเข้าไปมีเอี่ยวด้วย
โดย...จาด้า
ดูเหมือนว่า ปัญหา “การโด๊ปยา” ในวงการกีฬา จะยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกกำจัดไปได้ง่ายๆ เพราะแม้กระทั่งนักวิ่งชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง ไทสัน เกย์ และ อซาฟา พาวล์ ยังเข้าไปมีเอี่ยวด้วย
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวนักกรีฑาหลายคนที่มีผลการตรวจหาสารกระตุ้นออกมาเป็นบวก แต่ที่กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ มากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น เกย์ ยอดนักวิ่งจากสหรัฐ และ พาวล์ อดีตเจ้าของสถิติโลกชาวจาเมกา เนื่องจากทั้งคู่เป็นลมกรดระยะ 100 เมตร ที่มีลุ้นเหรียญรางวัลในทุกรายการที่ลงชิงชัย
ขณะเดียวกัน วงการจักรยานก็ยังคงโดนตั้งแง่เหมือนเดิมว่า ไม่แคล้วจะมีปัญหาการโด๊ปยาอีกเช่นเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกจักรยานทางไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “ตูร์ เดอ ฟรองซ์” หลังจากที่ แลนซ์ อาร์มสตรอง อดีตแชมป์ 7 สมัย ได้ทำลายความเชื่อมั่นของแฟนๆ อย่างย่อยยับเมื่อยอมรับว่าทำผิดจริง
ยิ่งไปกว่านั้น นักปั่นชาวอเมริกันยังอ้างอีกว่า “มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ถ้าไม่ได้ใช้สารกระตุ้น”
ฟังดูแล้วน่าหดหู่ไม่น้อยกับบทสัมภาษณ์ของอดีตฮีโร่ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายล้านคนทั่วโลก เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็เท่ากับว่าความหวังในการจะเอาชนะสงครามต่อต้านการโด๊ปยาก็ยังคงริบหรี่ต่อไป
ภาพลักษณ์ป่นปี้
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงของความเป็นมหาอำนาจด้านกรีฑาประเภทลู่ของจาเมกา กำลังถูกทำลายลงไปอย่างหนัก หลังจากที่ พาวล์ และสองลมกรดสาว เชอโรน ซิมป์สัน และ เวโรนิกา แคมป์เบลล์บราวน์ ซึ่งเคยคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกและชิงแชมป์โลกมาแล้วมากมาย กลับไม่ผ่านการตรวจโด๊ป
ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ทราเวส สมิเคล นักขว้างจักร ก็กลายเป็นผู้เล่นคนล่าสุดที่ออกมาคอนเฟิร์มว่า ผลการตรวจสารกระตุ้นของเขาออกมาเป็นบวกเช่นกัน แต่ก็ยืนกรานในความบริสุทธิ์ของตัวเองเช่นเดียวกับสตาร์เพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ ว่า เขาไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่มีเจตนาที่จะเอาเปรียบคู่แข่งด้วยการโกงแม้แต่น้อย
เปรียบได้กับสุภาษิตไทยที่ว่า “ปลาตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง” กรณีนี้ก็ทำให้นักกรีฑาคนอื่นๆ ของจาเมกา ถูกตั้งข้อสงสัยไปด้วยว่าอาจจะเลือกโด๊ปยาเช่นเดียวกัน
แม้ว่าจะไม่เคยแปดเปื้อนกับข่าวด้านลบ แต่ อูเซน โบลต์ ซูเปอร์สตาร์นักวิ่งเบอร์ 1 ของโลก ก็เริ่มถูกเพ่งเล็งมากขึ้น เช่นเดียวกับ โยฮัน เบล็ค นักวิ่งระยะสั้นคนเก่ง ที่เพิ่งจะถอนตัวจากการป้องกันแชมป์โลกวิ่ง 100 เมตรที่กรุงมอสโก ในเดือนหน้า เพราะปัญหาบาดเจ็บที่ขา
ตอนนี้สื่อทั่วโลกต่างก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างเมามัน บ้างก็โจมตีเหล่านักกีฬาว่าไม่มีสปิริต บ้างก็ตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องและมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นโลก (วาด้า) และมีบางส่วนที่ตำหนิ โบลต์ ว่าไม่ออกมาช่วยปกป้องเพื่อนพ้อง เพราะสื่อเชื่อว่าคำพูดของเขาจะช่วยให้คนทั่วไปมั่นใจมากขึ้นว่า จาเมกา ไม่มีนโยบายให้นักกีฬาใช้สารกระตุ้นเพื่อความสำเร็จ
ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ โบลต์ เป็นนักวิ่งระยะสั้นแถวหน้าเพียงคนเดียวในยุคนี้ที่ยังไม่เคยมีประวัติพัวพันกับการโด๊ป ที่เหลือไม่ว่าจะเป็น จัสติน แกตลิน ของสหรัฐ ที่เพิ่งได้แชมป์วิ่ง 100 เมตร ที่โมนาโก เมื่อวันที่ 19 ก.ค. รวมถึง เกย์, พาวล์ และ เบล็ค ต่างก็ผ่านจุดตกต่ำเรื่องนี้มาแล้วทั้งสิ้น
แมวไล่จับหนู
ข่าวของ เกย์ และ พาวล์ ที่ไม่ผ่านตรวจโด๊ปในวันเดียวกันนั้น อาจจะสร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ แต่มีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่รู้สึกว่าการเปิดเผยครั้งนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาถึงกับรู้สึก “ช็อก” เพราะใครที่ติดตามวงการกรีฑาโลกมานาน ก็คงจะจำได้ว่าอดีตนักวิ่งชื่อดังหลายคนก็เคยเป็นเฮดไลน์ในด้านเสื่อมเสียนี้มาแล้วเช่นกัน
การใช้สารกระตุ้นในหมู่นักกีฬาอาชีพนั้น มีมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ช่วงที่เป็นยุคมืดก็คงต้องเป็นช่วงต้นยุค 2000 ซึ่งมีการตีแผ่ว่าแล็บดังของสหรัฐที่ชื่อ Bay Area Laboratory CoOperative (บอลโค) ได้จัดหาสารต้องห้ามต่างๆ ให้กับนักกีฬาหลายประเภท รวมไปถึงดาวดังในโอลิมปิกอย่าง เบน จอห์นสัน ของแคนาดา, ดเวน แชมเบอร์ส ของสหราชอาณาจักร และ แมเรียน โจนส์ ของสหรัฐ ที่ในเวลาต่อมาก็ถูกริบเหรียญรางวัลและลงโทษแบนถ้วนหน้า
เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่ากีฬาที่มักจะมีปัญหาเรื่องสารต้องห้ามมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น จักรยาน, ยกน้ำหนัก และกรีฑา ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ต่างก็ถูกบรรจุอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และนั่นก็ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ต้องพยายามหาทางจัดการกับปัญหานี้ให้เด็ดขาด ด้วยการร่วมมือกับสหพันธ์กีฬาชนิดนั้นๆ รวมถึง วาด้า ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการตามจับคนทำผิดมาลงโทษ
ฌากส์ ร็อกก์ ประธานไอโอซี ยอมรับว่า ข่าว เกย์ และพาวล์ นั้น สร้างความผิดหวังให้กับเขาเป็นอย่างมาก แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถมองมุมบวกได้ว่าองค์กรต่างๆ มุ่งมั่นทุ่มเทมากแค่ไหนกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ให้ลุกลามออกไปมากกว่าที่เป็นอยู่
“มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าการสู้กับปัญหาโด๊ปอาจจะไม่มีทางชนะได้เลย แต่กรณีเหล่านี้มันก็แสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพของเราที่ยังคงต่อสู้ด้วยความเข้มแข็งต่อไป ผมรู้สึกผิดหวังเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ก็อยากย้ำถึงนโยบายของเราว่าจะไม่มีวันอ่อนข้อให้กับการใช้สารกระตุ้นอย่างเด็ดขาด” ร็อกก์ กล่าว
ขณะที่ โธมัส บัช รองประธานไอโอซี ก็เสริมว่า ปัจจุบันสามารถเก็บตัวอย่างได้นานถึง 8 ปี ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเปิดโปงผู้ที่ทำผิดได้มากขึ้น และเมื่อบวกกับเทคโนโลยี ไบโอโลจิคอล พาสปอร์ต ที่มีการเก็บตัวอย่างเลือดนักกีฬาไว้ ก็จะสามารถเช็กถึงความผิดปกติได้ตลอด หากว่ามีการใช้สารกระตุ้น
“การจับผิดพวกที่โกงได้เป็นเรื่องสำคัญ แต่มันก็เป็นแค่จุดหมายปลายทางในการปกป้องนักกีฬาที่บริสุทธิ์เท่านั้น ข่าวที่ออกมาถือเป็นเรื่องที่ทำให้เราใจชื้นได้ว่าระบบการตรวจของเรามันได้ผล และพวกที่คิดโกงจะไม่ได้อยู่อย่างสบายใจแน่” บัช ให้ความเห็น
โดนหางเลข
นอกจากกรีฑาแล้ว วงการสองล้อก็ถูกจับตามองไม่แพ้กัน และเผลอๆ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ หลังหมดยุคฮีโร่จอมปลอมอย่าง อาร์มสตรอง ไปแล้ว
จะว่าไปก็น่าเห็นใจ คริสโตเฟอร์ ฟรูม นักปั่นน่องเหล็กชาวอังกฤษไม่น้อย เพราะแทนที่สื่อและแฟนๆ จะร่วมชื่นชมกับผลงานของเขาในศึกจักรยานทางไกลสุดหฤโหดอย่าง“ตูร์ เดอ ฟรองซ์” ครั้งที่ 100 แต่กลับมีแต่คนจ้องจับผิดว่าเขาคงจะทำเหมือนรุ่นพี่หลายๆ คนที่ยอมทรยศต่อความถูกต้องเพียงเพื่อจะได้ลุ้นชูโทรฟี
ฟรูม วัย 28 ปี กำลังจะคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์ปั่นสองล้อที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก แต่เสียงตอบรับกลับไม่เป็นไปในทางบวกเหมือนตอนที่ แบรดลีย์ วิกกินส์ เพื่อนร่วมชาติทำได้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะต้องโทษ อาร์มสตรอง ที่ออกมาแสดงความเห็นก่อนการแข่งขันปีนี้จะเริ่มขึ้นว่าใครๆ ก็โด๊ปยากันทั้งนั้น ไม่อย่างงั้นก็คงยากที่สภาพร่างกายมนุษย์ปกติจะพิชิตเส้นทาง 3,403 กม.
“มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่น้อย ที่เราต้องมานั่งที่นี่เพื่อพูดถึงเรื่องการใช้สารกระตุ้นหลังจากชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม เราต้องนอนกันบนภูเขาไฟเพื่อที่จะเตรียมความพร้อม เราต้องจากบ้านกันเป็นเดือนๆ เพื่อฝึกซ้อมกันแทบเป็นแทบตาย แต่ตอนนี้ผมกลับต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโกงและโกหก มันไม่ใช่เรื่องที่เจ๋งหรอกนะ” นักปั่นทีมสกาย ให้สัมภาษณ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
เดฟ เบรลสฟอร์ด ผู้จัดการทีมสกาย ก็ออกโรงแสดงความบริสุทธิ์ด้วยการเสนอว่า จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ว่า ฟรูม ไม่ได้ทำร้ายวงการสองล้อเหมือนกับที่ อาร์มสตรอง, ฟลอยด์ แลนดิส, อัลแบร์โต คอนตาดอร์ หรือ แยน อุลริช เคยทำมาก่อน
กระนั้นก็ตาม ภาพลักษณ์ของนักปั่นน่องเหล็กส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถิติบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เท่านั้นที่มีปัญหา แต่ยังรวมถึงรายการสำคัญๆ อย่าง กิโร ดิ อิตาเลีย (ทัวร์ ออฟ อิตาลี) และ บูเอลตา ดิ เอสปันญา (ทัวร์ ออฟ สเปน) ด้วย
การแข่งขันตูร์ เดอ ฟรองซ์ ระหว่างปี 1999-2012 พบว่า มากกว่าครึ่งของ 42 คนที่เคยขึ้นโพเดียม ล้วนแต่เคยมีประวัติโด๊ปยามาแล้วทั้งสิ้น และตั้งแต่ปี 1999 ก็มีแชมป์โอเวอร์ออลและเสือภูเขาเพียงแค่ 3 คนที่ไม่เคยมีความผิดฐานใช้สารกระตุ้น นั่นคือ คาร์ลอส ซาสเตร, คาเดล อีแวนส์ และ วิกกินส์
จะว่าไปแล้วตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดไหน ก็ดูเหมือนจะมีข่าวเกี่ยวข้องกับสารกระตุ้นกันหมด ไม่เว้นแม้แต่กอล์ฟ ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเพิ่มศักยภาพของร่างกายเพื่อเอาเปรียบคู่แข่ง แต่บางครั้งความสับสนระหว่างอาหารเสริมกับสารกระตุ้นก็ยังยากที่จะแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุให้ วีเจย์ ซิงห์ อดีตมือ 1 โลกชาวฟิจิ เคยถูกสั่งแบนเพราะใช้สเปรย์เขากวางมาแล้ว
นอกจากมาตรการการตรวจสอบที่ต้องเข้มข้นกว่าเดิมแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่น่าจะช่วยลดปัญหาการใช้สารกระตุ้นได้ก็คงจะเป็นการลงโทษให้เด็ดขาด เพื่อให้ผู้ที่กำลังโด๊ปยาหรือที่กำลังคิดจะทำ ได้รู้สึกกลัวที่จะหมดอนาคตในวงการจริงๆ ไม่ใช่แค่ถูกแบน 36 เดือน แล้วก็กลับมาลงแข่งขันได้ใหม่ ซึ่งมันไม่แฟร์กับคนที่ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักโดยที่ไม่ต้องอาศัยตัวช่วยที่เอาเปรียบคู่แข่ง
มองกีฬาโลกกันแล้ว ก็อย่าลืมหันกลับมามองตัวเองกันด้วย เพราะไทยเราก็เคยเสียหน้าครั้งใหญ่กับการที่ทีมยกน้ำหนักเยาวชนไทยถูกตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้นถึง 7 คน เมื่อ 2 ปีก่อน และเกือบไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิก เพราะติดค้างค่าปรับร่วม 10 ล้านบาท
หวังว่านั่นคงจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้จดจำ เพราะหากได้เหรียญมาแบบไม่ขาวสะอาด ก็คงยากที่จะภูมิใจกับความสำเร็จได้แบบเต็มร้อย







