
สวนโมกข์ที่พักใจวัยสานฝัน
กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งความวุ่นวาย เร่งรีบ และแข่งขันกับเวลา ทำให้คนเมืองคิดอยากจะหลบไปหาที่พักกาย เติมพลังจิตใจด้วย “ธรรมะ”
โดย...นิติพันธ์ สุขอรุณ
กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งความวุ่นวาย เร่งรีบ และแข่งขันกับเวลา ทำให้คนเมืองคิดอยากจะหลบไปหาที่พักกาย เติมพลังจิตใจด้วย “ธรรมะ” สัมผัสถึงความเงียบสงบท่ามกลางสวนสาธารณะสีเขียวใจกลางเมืองอย่าง “หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” หรือสวนโมกข์กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนรถไฟ จตุจักร ถือเป็นสถานที่เก็บรักษา อนุรักษ์ ศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่ผลงานของท่านพุทธทาส ที่ได้ถ่ายทอดมรดกทางปัญญา พร้อมเปิดต้อนรับผู้คนให้เข้ามาสัมผัสถึงหัวใจของศาสนา
โสด
ที่พักใจ มุ่งสู่อาชีพใหม่
ในวันที่คนเมืองส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปทำงาน “ณัฐฑิกาญจน์ ปัณทะโชติ” (ฟาง) คนกรุงเทพฯ ย่านพุทธมณฑลสาย 1 เดินทางมาที่สวนโมกข์แห่งนี้ เพื่อหวังหาสถานที่สงบเงียบพักใจ โดยเธอต้องการมานั่งสมาธิสวดมนต์ ภายหลังจากที่ตั้งหน้าอ่านหนังสือเตรียมสอบเนติบัณฑิตยสภา
สาวหน้าใสวัย 24 ผู้นี้ ใฝ่ฝันอยากเป็นอัยการ เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพรับราชการ แต่ขณะเดียวกันก็อยากไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ยอมรับว่าไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา แต่เมื่อคุณพ่อเตือนสติว่า โตขึ้นทุกวัน อายุเริ่มมากแล้ว อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ คำกล่าวนั้นทำให้เธอได้สติ และกลับมาตั้งใจเรียนเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทว่า การให้ได้มาซึ่งฝันย่อมต้องแลกมาด้วยความลำบากจากการอ่านหนังสือ ในยามว่างเธอจึงเลือกเดินทางมาที่สวนโมกข์คนเดียวในตอนเช้า นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศดี ต้นไม้ล้อมรอบ และอยากเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ เพราะศรัทธาเสมอว่าการไหว้พระสวดมนต์จะส่งเสริมให้เกิดบุญบารมี เป็นผลดีต่อหน้าที่การงานในอนาคต
ขณะที่ยามว่างเธอยังมีกิจกรรมผ่อนคลาย อาทิ ว่ายน้ำ เล่นโยคะ ซึ่งส่วนตัวมีปัญหาที่หลัง จึงสนใจเล่นโยคะ ซึ่งช่วยรักษาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี
เธอเล่าวิธีการวางแผนชีวิตให้ฟังว่า คุณพ่อคุณแม่สอนอยู่เสมอเรื่องการประหยัดอดออม ซึ่งที่บ้านเลือกจะซื้อรถยนต์ส่วนตัวให้ แต่จะสอนด้วยการให้ขึ้นรถเมล์ รถตู้ รถสาธารณะ ส่วนเรื่องเครื่องแต่งกาย การเลือกซื้อเสื้อผ้ามักจะเลือกตามแหล่งซื้อขายอย่างสวนจตุจักร ราคาเสื้อตัวละไม่เกิน 500 บาท ของมียี่ห้อยอมรับว่ามีบ้าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่เปลี่ยนไปให้ก้าวทันโลก
ขณะที่แนวทางวางแผนทางการเงิน เธอศึกษาเรื่องการออมเงินกับสหกรณ์ เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพรับราชการ จึงสนใจเกี่ยวกับสหกรณ์ของทางราชการ ซึ่งตอนนี้มีการเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวสามารถเข้าร่วมสหกรณ์ได้ ดอกเบี้ยปีละ 4% โดยจะแบ่งเงินที่เก็บมาตั้งแต่เด็กในธนาคาร ที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 800 บาท นำมาฝากเข้าสหกรณ์ ซึ่งแนวทางนี้ส่วนตัวมองว่าดีกว่าฝากธนาคาร
ถัดมาเธอยังมองถึงเรื่องเล่นหุ้นไว้บ้าง แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ เพราะมีความเสี่ยง เช่น หุ้นทองคำ ที่ต้องเริ่มเล่นขั้นต่ำที่ราคา 1.7 แสนบาท วันใดวันหนึ่งอาจขาดทุน แต่ถ้าจำนวนเดียวกันไปฝากไว้กับสถานที่ที่มั่นคง เช่น ธนาคารออมสิน ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล นั่นเท่ากับไม่เล่นกับความเสี่ยงเอาเงินไปทิ้ง
จากประสบการณ์เล็กเรื่องของการทำธุรกิจ ฟาง เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอมีงานอดิเรก คือการเปิดเว็บไซต์เฟซบุ๊กขายเคสโทรศัพท์มือถือ มีหุ้นด้วยกัน 4 คน แต่บังเอิญทุกคนมีภาระเรื่องเรียน จึงขายได้อยู่ประมาณ 1 ปี จำต้องปิดเว็บลง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือ เพื่อน ญาติ ที่จะมาซื้อเสียมากกว่า (หัวเราะ) พลางกล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากการ่วมหุ้นกิจการต่อไปในอนาคตอยากนำไปต่อยอดทำธุรกิจส่วนตัวที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะหุ้นส่วนแต่ละคนก็เป็นคนดีกันทั้งนั้น ไม่รู้สึกอึดอัดใจ แต่ก่อนจะถึงวันนั้นต้องสานฝันในตอนต้นให้ได้เสียก่อน
เกษียณ
แสวงหาชีวิตที่เหลือ
ณ มุมหนึ่งภายในบริเวณสวนโมกข์ “วุฒิพงศ์ สมนึก” วัย 62 ปี อดีตนายธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังนั่งอ่านหนังสือชื่อ “สูตรของเว่ยหล่าง” เขาเลือกเดินทางจากย่านตลิ่งชัน เพื่อมาพักผ่อนจิตใจหลังวัยเกษียณ ที่ก่อนหน้านี้ทำงานมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่มีโอกาสได้ศึกษาทางธรรมะ ไม่เคยมีใจให้ธรรมะ เพราะตลอดมาอยู่ภายใต้การแสวงโภคทรัพย์ ใช้จ่ายสนุกเพลิดเพลินไปตามภาษา แต่เมื่ออายุมากขึ้นจึงเริ่มรู้ว่าชีวิตไม่สมดุล มุ่งแต่ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทอง และไม่เคยมองหาจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน ดังนั้นเมื่อเกษียณออกมาก็มีเวลามากขึ้น จึงเริ่มแสวงหา
วุฒิพงศ์ กล่าวว่า เมื่อเริ่มมาหาหนังสืออ่านที่สวนโมกข์แห่งนี้ ก็ได้มาเจอกับหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุ หรือพระธรรมโกศาจารย์ ได้แปลหนังสือเรื่อง สูตรของเว่ยหล่าง ถือเป็นหนังสือปรัชญาที่ดีมาก ซึ่งไม่ง่ายในการทำความเข้าใจทีละคำ ทีละวรรค ต้องใช้จิตที่สงบมากๆ เพื่อหาความหมายที่แท้จริง อีกทั้งสถานที่โดยรอบสวนโมกข์มีบรรยากาศที่ดีมาก เพราะทำให้ใจสงบ สดชื่น ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญจากธรรมชาติ ทำให้รู้สึกสบาย
“มีคำสอนอยู่ว่า เวลาเราไปโรงพยาบาล ทุกคนหวังว่าต้องหายป่วยให้ได้ ซึ่งมันเป็นไปได้เพียงสองทางเท่านั้น คือ ไม่ตายก็หายป่วย ทว่าความตายมันก็เป็นหนทางที่ดีเช่นกัน นั่นเป็นการแสดงถึงความเข้าใจว่าการล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล เรามีคำตอบว่าหายอย่างเดียวไม่ได้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของการป่วย คำสอนนี้กินใจให้คิดว่า มันก็เป็นเรื่องธรรมดานั่นเอง สิ่งเดียวที่จะพึ่งได้ก็คือ จิตใจ”
เขาเล่าถึงช่วงสมัยทำงานให้ฟังว่า ต้องแก้ปัญหาทั้งงานทั้งคนอยู่ตลอด ไม่เคยคิดถึงเวลาออกกำลังกาย ซึ่งนั่นทำให้สุขภาพร่างกายเริ่มไม่ดี เมื่อเกษียณแล้วทำให้เป็นอิสระ เป็นนายของเวลาแล้ว เพราะเรารู้อยู่ว่าอีกไม่นานก็แก่ เจ็บ และตาย
ในปัจจุบัน สังคมกำลังสับสนวุ่นวาย เศรษฐกิจ การเมือง ถ้าไม่มีพลังมากก็จะถูกดูดเข้าไปในอารมณ์เหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้นคือ โกรธ เกลียด และยิ่งน้ำมันแพง ข้าวของราคาแพงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัวคนเมือง ถ้ายังไม่เตรียมตัว ยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในยามฉุกเฉินก็อาจจะพบปัญหา ดังนั้นต้องรู้จักประมาณตน เช่น น้ำมัน เราจะรู้สึกว่าแพงแน่หากใช้ไปโดยไม่คิด แต่ถามว่าถ้าใช้ตามความจำเป็นแล้วนั้น มันไม่เคยแพง เพราะเมื่อราคามันแพงมาก เราก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็น ใช้อย่างประหยัด
ไม่ไกลกัน ณ ลานว่างของสวนโมกข์ วีรวรรณ ไม่ซาผล วัย 75 ปี เดินทางมาเลือกซื้อหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุ เพื่อนำไปประกอบการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนระดับชั้นตั้งแต่ประถมถึงมัธยม
แม้ว่าเธอจะอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ยังรับหน้าที่เป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียนสาธิตบางนา โดยสิ่งที่เธอคาดหวังไว้คือเรื่องของการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ตัวอย่างเช่น การแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน ผู้ที่แจกนั้นแน่ใจแล้วหรือว่าจะเป็นการพัฒนาความรู้ให้เด็ก เพราะการที่เอาวัตถุอะไรมามอบให้เด็กนั้น เหมือนนำอาวุธมาให้ การสอนต้องคิดเสมอว่าเราได้สอนเขาดีแล้วหรือยัง ถ้าสอนเด็กยังไม่พอ การให้วัตถุไปอาจเกิดโทษก็เป็นได้
วีรวรรณ คาดหวังว่าเยาวชนจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทว่าตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของคนในสังคมชัดเจน จากโฆษณาในทีวีสมัยนี้มีแต่ห่วงหน้าตา ห่วงสวย ตั้งแต่เส้นผมถึงสีผิว โดยโฆษณาส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของจิตใจเลยแม้แต่น้อย
“แม้ว่าปัญหาในชีวิตแต่ละคนมีอยู่ตลอด แต่เราก็ต้องแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องแก้ใจตัวของเราเอง เพื่อไม่ให้เร่าร้อนหรือทุกข์”
เธอกล่าวทิ้งท้ายโดยฝากครูทุกคนทั่วประเทศ ว่า แม้แต่คนที่เป็นครูด้วยกันเองบางคนยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วอย่างนี้จะเป็นแม่แบบที่ดีได้อย่างไร ดังนั้นทุกคนต้องเริ่มเปลี่ยนสังคม หากต้องใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ก็ตาม แต่สังคมจะต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้







