
เพราะพยายามจึงสำเร็จ ‘ณรงค์ ปรางค์เจริญ’
ความจากคนธรรมดา สู่ราชานักแต่งเพลง ณรงค์ ปรางค์เจริญ
โดย...อัคร เกียรติอาจิณ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ความจากคนธรรมดา สู่ราชานักแต่งเพลง ณรงค์ ปรางค์เจริญ
ไม่บ่อยครั้งนักที่ใครจะไล่ล่าความฝันของตัวเองจนสำเร็จบนเส้นทางที่วาดไว้
ถ้าให้เจาะจงลงไป หนึ่งนั้นก็ต้องมีชื่อนักแต่งเพลงไทย “ใหญ่” หรือ “ณรงค์ ปรางค์เจริญ” รวมอยู่ด้วย
เขาประกาศศักดาในฐานะนักแต่งเพลงร่วมสมัยไฟแรงที่กวาดรางวัลบนเวทีนานาชาติมามากมาย อาทิ Toru Takemitsu Award, American Composers Competition, Alexander Zemlinsky Award ล่าสุดชนะเลิศการแข่งขัน John Simon Guggenheim Memorial Foundation ของ Guggenheim Foundation (จัดการแข่งมาตั้งแต่ปี 1925) จาก 2 บทเพลง The Dawn of Darkness และ Illuminations ถือเป็นคนไทยคนแรกที่คว้ารางวัลใหญ่นี้ได้สำเร็จ
ปัจจุบันณรงค์ใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐ แต่งเพลงและสอนหนังสือไปควบคู่กัน แม้ตารางเวลาจะแน่นเอี้ยด แต่ทุกปีเขาต้องกลับมาเมืองไทยเพื่อร่วมเทศกาลนักแต่งเพลงนานาชาติที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอย่างนี้มาติดต่อกัน 9 ปี
หนุ่มวัย 40 ปีคนนี้พื้นเพเป็นคน จ.อุตรดิตถ์ เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ข้องแวะกับวงการดนตรีเลย ทั้งบ้านมีเพียงเขาและน้องชายบุญธรรมที่เล่นดนตรีมาพร้อมกัน แต่ตอนนี้น้องชายก็เลิกเล่นดนตรีและหันไปทำอาชีพอื่น เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์และต่อยอดการแต่งเพลงด้วยไฟฝัน
“ตอนแรกครอบครัวก็ไม่ค่อยสนับสนุนหรอกครับ เพราะไม่มีใครรู้ว่าการเรียนดนตรีจะทำอาชีพอะไร จะทำงานได้อย่างไร แต่ทุกคนก็เคารพการตัดสินใจของผม แล้วในที่สุดทุกคนก็ยอมรับการในสิ่งที่ผมเลือกทำ ตอนนี้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ก็ภูมิใจมากๆ และก็ดีใจที่ยอมให้ผมทำตามที่ผมฝัน”
จุดเริ่มต้นการเป็นนักแต่งเพลง ณรงค์ได้แรงบันดาลใจมาจากสมัยเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศาสตร์สากล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาได้รู้จัก ดร.วิภา คงคากุล กับ อาจารย์คิท ยัง ครูสอนเปียโนชาวอเมริกัน บวกกับเริ่มเบื่อการเล่นเปียโน เขาจึงคิดอยากทำอะไรใหม่มากกว่านั่งเล่นเปียโน แล้วเขาก็มีโอกาสเจอ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ครั้งนั้นเองที่ถือเป็นก้าวแรกที่นำหนุ่มธรรมดาคนนี้เข้าสู่วงการแต่งเพลง ขณะที่ เชงยี (Chen Yi) นักแต่งเพลงหญิงชาวจีนและอาจารย์สอนการแต่งเพลง ก็เป็นทั้งคัมภีร์และแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาก้าวสู่ราชานักแต่งเพลงที่โลกยอมรับ
“ความจริงจะว่ายากก็ยากนะครับ แต่ก็ไม่ยากจนสุดความสามารถหรอกครับ มันยากเพราะว่าสิ่งที่ผมทำไม่เคยมีคนไทยทำมาก่อน มันเป็นอะไรที่ท้าทาย แต่ผมก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้มันเวิร์กด้วยตัวเอง ผมไม่สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่นๆ มีแค่ว่าต้องพยายามหาทางเองแทบทั้งหมด ผมไม่มีเพื่อนที่จะช่วยให้ผมไปได้ง่าย เช่นถ้าผมเป็นนักแต่งเพลงคนจีน นักดนตรีจีน คอนดักเตอร์คนจีน ก็จะนำเพลงผมไปแสดง จนทำให้ผมเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ด้วยความที่ผมไม่มีเพื่อนนักดนตรีคนไทย ก็เป็นเรื่องยากที่จะเอาเพลงของผมไปเล่นแบบนั้นได้ ผมก็ต้องพยายามสร้างความสนใจให้นักดนตรีชาติอื่นๆ ช่วยเอาเพลงของผมไปเล่น ผมว่ามันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะ เพราะว่าอย่างน้อยผมก็รู้ว่าผมไม่ได้ความสำเร็จมาง่ายๆ ต้องดีจริงเขาถึงจะยอมเอาเพลงผมไปเล่น ไม่ใช่ว่าช่วยดันกันเพราะว่าเป็นพวกเดียวกัน ผมเลยอยากจะบอกน้องๆ ที่แต่งเพลงว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 510 ปี ต้องพยายามอย่างหนัก กว่าจะให้ผลงานของเราเป็นที่ยอมรับ เมื่อพยายามทำอย่างตั้งใจ คนอื่นๆ ก็จะค่อยๆ เห็นความตั้งใจของเราเองครับ ผมเชื่ออย่างนั้นนะ”
หลังรู้ว่าตัวเองชอบการแต่งเพลง ณรงค์จึงมุ่งหน้าค้นฟ้าดาว ด้วยการคว้าทุนไปเรียนปริญญาโทที่อิลลินอยส์ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ต่อด้วยปริญญาเอก ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มิสซูรี แอต แคนซัส ซิตี้ พร้อมๆ กับโชว์ฝีมือการแต่งเพลงในระหว่างนั้น ซึ่งเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงของณรงค์ไม่ง่ายและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าจะได้รับการยอมรับ กว่าจะได้คำชื่นชม กว่าจะก้าวมายืนหยัดเป็นนักแต่งเพลงไทยในเวทีโลก เขาต้องผ่านแบบทดสอบที่หนัก โดยมีคำว่า “พยายาม” เป็นคีย์สำคัญ
“ทุกคนชอบพูดว่าผมมีพรสวรรค์ แต่จริงๆ ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลยครับ ผมคิดแค่ว่าผมพยายามมากกว่า ผมเล่นเปียโนเพลงยากๆ ผมสอบผ่านเกรด 6 หลังจากเรียนเปียโนปีแรก สอบ Recital Certificate ผ่าน หลังจากเรียนเปียโนเพียง 3 ปี ผมได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่อเมริกา แต่งเพลงได้ 5 ปี ผมก็ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งความสำเร็จที่ผมได้มานั้น คือความพยายามครับ ผมต้องซ้อมเปียโนเยอะมาก ผมต้องใช้เวลาในการแต่งเพลงเยอะมาก ทุกวันผมนอนไม่เยอะ เลยทำให้มีเวลามากกว่าคนอื่น ทำให้ทำงานได้เยอะกว่าคนอื่น ผมแต่งเพลงค่อนข้างเร็ว แต่ก็ยังต้องพยายาม ผมคิดว่าคนมีพรสวรรค์คงไม่ต้องพยายามเยอะ คงทำอะไรได้ง่ายๆ มากกว่าผม ผมเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์หรอกครับ
ส่วนตัวผม ผมยังเชื่อว่าทุกๆ อาชีพต้องมีความพยายามนะครับ ไม่ว่าคุณอยากจะเป็นอะไรก็ต้องพยายามทั้งนั้น อยากประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ก็คงต้องทุ่มเทกับการทำธุรกิจนั้นๆ ผมว่ามันเหมือนกันทุกอาชีพแหละ คนชอบบอกว่าผมโชคดีที่ทำอาชีพเป็นนักแต่งเพลง ทำงานเกี่ยวกับดนตรีทั้งวัน ชีวิตมีแต่ความสุข ความจริงผมว่าอะไรก็ตาม พอมันเป็นงาน เป็นอาชีพ มันก็ไม่ได้มีแต่ความสุขเสมอไป ผมเองก็มีช่วงที่ปวดหัวเรื่องงานเหมือนกัน ผมรักงานที่ตัวเองทำและซื่อสัตย์กับงานที่ผมทำ และผมจะพยายามหากำลังใจให้ตัวเอง เพื่อให้ผมมีความพยายามมากขึ้น เราต้องมองคนอื่นที่เหนือกว่าเรา แล้วเอามาเป็นกำลังใจให้พยายามต่อ ไม่ใช่มองว่าคนอื่นเหนือกว่าเราแล้วหมดหวัง ท้อถอยไม่สู้ ต้องเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นให้เป็นพลังครับ มันจะช่วยให้เราเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด”
มากกว่านั้น เขาบอกว่าอย่าหลงตัวเองเด็ดขาด อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง หรือดีกว่าคนอื่น เพราะนั่นเป็นจุดจบของการเป็นนักดนตรี
“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ไม่เคยคิดว่าเราดังแล้ว ตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นทุกวันของผมยังเหมือนเดิม ต้องทำงานหนักเหมือนเดิม ต้องพยายามมากๆ เพื่อที่จะสร้างงานดีๆ ต่อไป ตั้งใจทำงาน ไม่หลงไปกับสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวน จงทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ ทำตัวให้ง่าย ให้ทุกคนรัก มันจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่าสิ่งที่เรากำลังคิด
ทุกครั้งที่ผมไปคอนเสิร์ต ผมจะไหว้บนเวทีแทนการโค้งคำนับทุกครั้ง เช่นตอนที่มีคอนเสิร์ตที่คาร์เนกี ฮอลล์ ท่านได้ไปร่วมงาน ท่านก็ได้บอกว่าดีใจที่ได้เห็นคนไทยขึ้นไปยกมือไหว้บนเวทีระดับโลกแบบนี้ ผมว่ามันทำให้ผมมีความตั้งใจและพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ประเทศมีภาพพจน์ที่ดี ผมอยากเป็นตัวอย่างดีๆ ให้กับสังคมว่าประเทศเราก็มีคนเก่งๆ บางครั้งผมก็รู้สึกเสียใจที่คนไทยชอบยกย่องคนชาติอื่น แต่ไม่เคยสนใจคนชาติเดียวกัน มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนในประวัติศาสตร์แล้วครับ ผมว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องมีความรักชาติและสนใจในชาติ เหตุผลคือ ตอนนี้ความเป็นชาติของแต่ละชาติมันน้อยลงขึ้นทุกวันแล้วครับ”
ชีวิตการเป็นนักแต่งเพลงของณรงค์ ยังคงดำเนินเรื่อยไป ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ที่ Community Music and Dance Academy มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิสซูรี จวบจนปัจจุบันตารางการทำงานของเขาแน่นเอี้ยด เขาบอกติดตลกว่า คิวงานเขาถูกจองหมดแล้วจนถึงสิ้นปี 2014
แม้จะคิวงานรัดตัว แต่ณรงค์ก็มีเวลาพักมาเยือนเมืองไทย เพื่อรับหน้าที่เป็น “อาร์ติสติก ไดเรกเตอร์” เทศกาลนักแต่งเพลงนานาชาติ Thailand International Composition Festival 2013 ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (จบลงไปเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา)
สำหรับเทศกาลนี้ ณรงค์ผูกพันมาร่วม 9 ปีเต็ม เป็นทั้งตัวตั้งตีให้ริเริ่มจัดเทศกาลนี้ในประเทศไทย แถมยังทำหน้าที่เชื้อเชิญนักประพันธ์เพลงขั้นเทพมาสำแดงฝีมือกัน
“ที่อื่นก็จะเป็นเทศกาลดนตรี แต่เราคือเทศกาลนักแต่งเพลง ซึ่งผมขอเรียกว่านิว มิวสิก หรือเพลงร่วมสมัยนะครับ และน่าจะใหญ่ที่สนุกในย่านอาเซียน นักแต่งเพลงที่ผมเชิญมา ทุกคนที่มา ไม่ได้มาแบบซุป’ตาร์เลย เพราะถ้าทุกคนมาแบบซุป’ตาร์ ผมก็คงไม่มีปัญญาจ่ายค่าตัวแน่ๆ (หัวเราะร่วน) ที่ทุกคนมาเพราะพวกเขาเป็นเพื่อนผม ผมบอกพวกเขาว่าประเทศไทยยังขาด มาช่วยเติมให้มันเต็มหน่อยเถอะ พวกเขาก็ยินดีมา อยากมาช่วยพัฒนาและยกระดับความเข้าใจความเข้าถึงของเพลงร่วมสมัยในประเทศไทย”
เพลงร่วมสมัย หรือ นิว มิวสิก (New Music) ที่ณรงค์พูดถึงคือ แขนงของคลาสสิคอลมิวสิกที่หลายคนคิดกันว่า “ฟังยาก” “หูไม่ถึง” “ไม่รู้เรื่อง” กระทั่ง “ต้องปีนบันไดฟัง”
“ความงดงามของเพลงไม่ได้เกี่ยวกับเพราะหรือไม่เพราะ ไม่มีเพลงดี หรือเพลงไม่ดี จริงๆ มันก็มีแค่เพลงที่เราชอบ กับเพลงที่เราไม่ชอบ ผมไม่สามารถบอกได้ระหว่างบีโธเฟนกับปาล์มมี่ แต่ผมจะสามารถบอกได้ว่าผมชอบเพลงของบีโธเฟนมากกว่าปาล์มมี่ มันแค่นี้จริงครับเรื่องของดนตรี”
แล้วโอกาสของนักแต่งเพลงไทยจะโกอินเตอร์แบบคุณบ้าง มีมากน้อยแค่ไหน เรายิงคำถามนี้ทิ้งท้าย เพราะรู้ดีว่าใครบางคนคงอยากเอาดีด้านนี้เช่นเขา
“โอกาสของทุกคนมีเท่ากันครับ ทุกคนสามารถโกอินเตอร์ได้เหมือนกันและเท่าๆ กัน ไม่ยากจนเกินไปที่จะมาถึงจุดนี้ แต่ว่าต้องมีความตั้งใจ มีความพยายามที่จะทำงานหนัก ไม่ท้อกับเรื่องต่างๆ ที่เข้ามา ไม่หลงตัวเองว่าเราเก่ง ไม่หลงทิศในการทำงาน มองที่จุดหมายที่เราจะไปแล้วเดินไปให้ชัด ทำจนกว่าจะถึงจุดหมายนั้น ผมว่ามันมีที่เสมอสำหรับคนเก่ง คนที่มีความพยายาม อย่างแรกเลยต้องยอมอดทนที่จะทำงานหนัก







