
ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๘)
อุปปาทะวะ ยัปปวัตติโต เป็นไปโดยการเกิดการสลาย วิปริณามโต แปรปรวน เปลี่ยนแปลงสภาพไปเรื่อยๆ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
อุปปาทะวะ ยัปปวัตติโต เป็นไปโดยการเกิดการสลาย
วิปริณามโต แปรปรวน เปลี่ยนแปลงสภาพไปเรื่อยๆ
ตาวกาลิกโต เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะ
นิจจปฏิเขปโต แย้งต่อความเที่ยง ก็คือเป็นสภาพธรรมดาของความไม่เที่ยง แย้งต่อความเที่ยง
การรู้เข้าถึงความจริงดังกล่าวจึงจะให้บอกว่า นี่แหละ บัดนี้จักขุแห่งธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อจักขุแห่งธรรมเกิดขึ้น การยึดถือความเป็นสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา ย่อมตัดทิ้งสลายไป นี่คือสังโยชน์เส้นที่ ๑ ที่ผูกมัดจิตสัตว์ทั้งหลายให้เป็นทาสของโลกนี้ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ
ผู้ที่จะเข้าถึงความจริงจนเกิดธรรมจักษุดังกล่าวได้ เมื่อเข้าถึงธรรมนี้ย่อมน้อมโน้มจิตบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่สงสัย ไม่ลังเล ไม่กังขาอีกต่อไป คือละสิ้นซึ่ง วิจิกิจฉา อันเป็นสังโยชน์เส้นที่ ๒
และเป็นผู้ถือปฏิบัติอยู่ในแนวแบบวิธีแห่งพระธรรมวินัยนี้ อันมุ่งไปสู่จุดที่สุดตามตรงก็คือพระนิพพาน จะไม่ถือปฏิบัติด้วยศีลด้วยพรต เป็นเพื่ออย่างอื่น หรือออกทางขวางไปเพื่อความวิเศษ ไปเพื่อการเหาะเหินเดินอากาศ ไปเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ จะไม่ประกอบในพิธีการต่างๆ ที่ขวางทางมรรคขวางทางผลเลย นี่คือการสิ้นซึ่งคำว่า สีลพัตตปรามาส คือไม่ลูบคลำจาบจ้วงอีกแล้ว ไม่ไหว้เทวดา ไม่ไหว้นางฟ้า ไม่ไปทำบูชาสิ่งเหล่านี้ เพราะเข้าถึงเข้าใจความจริงว่า
ไม่มีสรณะใดอันประเสริฐที่สุด เท่ากับสรณะนี้แล้ว คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ตรัสบัญญัติสิ่งใดไว้ว่า ห้ามทำ ผู้เข้าถึงธรรมดังกล่าวจะมั่นคงมาก จะไม่ทำ ไม่เลี่ยงบาลีโดยเด็ดขาด
ตรัสแสดงสิ่งใดไว้ว่า ให้ทำ ผู้เข้าถึงธรรมดังกล่าวนี้ จะทำอย่างเต็มกำลังเพื่อให้บรรลุผล ด้วยซื่อตรง ซื่อสัตย์ ในฐานะเป็นสาวกอย่างแท้จริง
เพราะผู้ถึงธรรมจักษุดังกล่าวนี้ จักขุเกิดขึ้นได้นั้น ก็คือความเข้าถึงความเป็นชั้นอริยบุคคลชั้นต้นคือพระโสดาบัน และเมื่อจักขุพัฒนาสืบเนื่องไป จักขุไม่ได้อยู่อย่างนี้ การเห็นนั้นก็พัฒนาให้เกิดญาณ ญาณคือการหยั่งรู้ลงไปในสภาพธรรมนั้นๆ เป็นการหยั่งรู้ลงไปในสภาพธรรมนั้นๆ เพื่อให้เข้าถึงเข้าใจในความจริงดังกล่าวนั้น จนที่สุดทำให้เกิดปัญญาขึ้น... เมื่อปัญญาอันรู้ชอบเกิดขึ้น วิชชาความรู้ก็เกิดขึ้น ความรู้วิชชาคือความรู้จริงในสภาพธรรมนั้นก็ย่อมเกิดขึ้น... เมื่อวิชชาเกิดขึ้น ความสว่างก็เกิดขึ้น เพราะอวิชชาคือความมืดมิดนั้นก็หมดสิ้นไป อวิชชานี่เป็นสภาพธรรมของความมืดมิด หมดสิ้นไป จึงกล่าวว่า
เมื่อวิชชาเกิดขึ้น ความสว่างก็ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อความสว่างเกิดขึ้น การเห็นแจ้งในพระอริยสัจสี่ ก็ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อเห็นแจ้งในพระอริยสัจสี่เกิดขึ้น การเห็นความจริงอันเป็นไปตามกฎอนัตตา ย่อมเป็นไป
นี่คือกระบวนการการพัฒนาการของจิตไปตามหลัก ๕ ขั้นดังกล่าว สู่ธรรมวิถี อันให้เข้าถึงความจริงขั้นสูงสุด เพื่อที่สุดแห่งความรู้จริง คือรู้เข้าถึงคำว่า กฎอนัตตา แต่การจะเข้าถึงกฎความจริงดังกล่าวได้ตามที่กล่าวในเบื้องต้นแล้ว ก็ต้องมาจากการพัฒนาจิตตามกระบวนการวิปัสสนาญาณ ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ขั้นตอนของวิปัสสนาญาณหรือเรียกว่า วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ถ้าจะกล่าวในที่นี้พอสรุปให้เข้าใจในชื่อแต่ละขั้นและความหมายพอจะได้รู้ว่าแต่ละขั้นนั้นมีความหมายว่าอย่างไรเพื่อการจดจำ แต่ควรไปศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งขอเริ่มต้นที่พระคาถา อันปรากฏเป็นปกติ เมื่อมีผู้ได้ ธรรมจักษุ ที่ว่า..
“ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ”
แปลความหมายว่า สังขารทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเห็นความเกิดความดับของสังขาร นั่นคือมีจักขุแล้ว การเห็นความเกิดความดับของสังขาร นั่นคือการเข้าสู่วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ขั้นตอนของวิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ ที่เรียกว่า อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ คือเห็นความเกิดความดับของสังขารด้วยญาณ โดยญาณรู้ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการพัฒนาสติจนแก่กล้า ถึงขั้นพัฒนาจนเกิดญาณ สามารถรู้ สามารถมองเห็น ด้วยญาณของตนเอง
เมื่อวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ สมบูรณ์แล้ว ก็เข้าสู่ วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๒ ที่เรียกว่า ภังคานุปัสสนาญาณ คือแสดงการแตกดับส่วนเดียว หรือการแตกหักแตกทำลาย
จากนั้นเข้าสู่ วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๓ ที่เรียกว่า ภยตุปัฏฐานนุปัสสนาญาณ คือเห็นภัยจากสังขาร ให้เห็นสังขารนี้ว่ามีแต่ภัยเป็นภัย ด้วยปัญญาด้วยญาณ มิใช่ความคิด สะดุ้งขึ้นมาจากข้างใน เห็นภัยจริงๆ ในความรู้สึกที่เห็นภัยนั้น
เราคิดให้ตายเราก็ไม่เห็นภัย เหมือนทุกคนเคยเห็นคนตาย เคยไปเผาคนตาย ก็ไม่ได้สะดุ้งจิตถึงขั้นภย (ภะยะ) เลย ไม่ได้สะดุ้งเห็นเป็นโทษเป็นภัยเลย ไปเผาคนมามากมาย ทั้งที่รู้ว่ามีคนตายเกิดขึ้น ก็ไม่เห็นทุกคนกลับมาด้วยความกลัว กลัวสังขาร กลัวความตาย ทุกคนยังกินอิ่มนอนหลับ ทำงานเหมือนธรรมดา ไม่มีใครกลัวความตาย อย่างมากก็ร้องไห้เสียใจเพราะพ่อแม่เราตาย คนรักเราตาย อาจจะเสียใจ ๓ วัน ๗ วัน แต่มันไม่ได้เกิดปัญญาในความเสียใจนั้น
แต่ในพระพุทธศาสนาสอนให้เรามีปัญญาเห็นภัย แม้เกิดขึ้นในจิตก็เห็น เห็นจนสะดุ้ง และอุทานขึ้นว่า นี่เป็นภัยจริงๆ และจะพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไป
(อ่านต่อฉบับหน้า)







