
ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๔)
ศีลธรรม จึงเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของสังคมของมนุษยชาติในเบื้องต้น ที่สร้างรูปหนึ่งเกิดขึ้นคือ กฎหมาย ศีลธรรมก็แปรเป็นกฎหมาย..กฎสังคมขึ้น
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ศีลธรรม จึงเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของสังคมของมนุษยชาติในเบื้องต้น ที่สร้างรูปหนึ่งเกิดขึ้นคือ กฎหมาย ศีลธรรมก็แปรเป็นกฎหมาย..กฎสังคมขึ้น เป็นกฎที่แสดงถึงดุลยภาพแห่งธรรม เป็นกฎที่แสดงลักษณะเก้าอี้ ๓ ขา เพื่อให้เกิดดุลยภาพขึ้นในสังคมนั้น ซึ่งสังคมไม่สามารถขาดในธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งได้ ดุจดังเก้าอี้ ๓ ขา ที่ไม่สามารถขาดขาใดขาหนึ่งได้ ถ้าขาดไปเพียงขาเดียวนั้นดุลยภาพแห่งธรรมนั้นก็ย่อมเสียดุลยภาพไป และนั่นคือการล่มสลายของสังคมนั้น และในกฎดังกล่าวที่มีอำนาจแห่ง ๓ กฎสร้างความสมดุลกันอยู่นั้น ตัวกฎศีลธรรมนั้นเป็นตัวที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นตัวที่จะอุปถัมภ์ให้กฎสังคมและกฎหมายนั้นดำรงอยู่ได้อย่างมีเอกภาพของธรรม...
ดังในสังคมปัจจุบันแม้สังคมจะมีกฎหมายกฎสังคมที่เข้มแข็ง แต่กฎศีลธรรมนั้นล่มสลายหรือเสื่อมลง ภาวะแห่งสังคมที่อิงไปทางกฎของกฎหมายและกฎสังคมนั้น ก็ย่อมยากที่จะดำรงอยู่ได้อย่างมีดุลยธรรม นี่คือความจริงที่ปรากฏอยู่ในสังคมปัจจุบัน และในท่ามกลางความวุ่นวายของโลกดังปกติที่มีอยู่ เราจึงเห็นความจริงนี้ว่า... หากต้องการให้โลกนั้นสงบนิ่ง หรือกลับคืนสู่สันติ กลับคืนสู่ความสุขนั้น... กฎศีลธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง และกฎศีลธรรมในความหมายที่ยกขึ้นกล่าวมานั้นก็คือ หลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ที่แสดงให้เห็นความจริงอันเป็นไปเพื่อสันติภาพแห่งธรรม ด้วยการเรียนรู้เข้าใจในความเป็นธรรมดาของโลกนี้ เพื่อเข้าให้ถึงตัวต้นเหตุของปัญหา... ซึ่งคืออำนาจอวิชชาที่ควบคุมจิต
เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่จิตยังถูกควบคุมอยู่ ความผิดเพี้ยนที่เกิดจากความคิดความนึกอันให้ผิดเพี้ยนนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะความไม่รู้และให้เกิดความรู้ผิดๆ ดังนั้น การจะแก้ปัญหาเพื่อให้โลกนี้บรรเทาทุกข์ และลดความเร่าร้อนลง เพื่อให้สัตว์โลกนั้นกลับคืนสู่เขตแดนแห่งสันติธรรม ก็ต้องปลดปล่อยพันธนาการจากจิตให้พ้นจากความเป็นธาตุของโลก ดังที่ในพระพุทธศาสนาได้สั่งสอนให้เราเข้าใจถึงความจริงของโลกว่า ความหมายของโลกคือสังขาร สังขารก็คือโลก และคำว่า “สังขาร” ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว ประกอบกันเกิดขึ้นแล้ว แสดงความไม่เที่ยง แสดงสามัญลักษณะของความเกิดความดับเป็นธรรมดา เป็นสภาวธรรมที่แสดงให้เห็นความจริงของความเป็นอนิจจัง และในความเป็นอนิจจังแสดงให้เห็นการปรากฏมีอยู่ของความทุกข์ ทั้งความเป็นอนิจจังก็ดี ทั้งความทุกข์ก็ดี จึงแสดงความเป็นกฎธรรมชาติที่เป็นจุดสูงสุด หรือเป็นสัทธรรมขั้นสูงสุดที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาตินั้น
สิ่งที่แสดงถึงความเป็นสัจธรรมขั้นสูงสุดในกฎความจริงดังกล่าวนั้น ย่อมแสดงถึงซึ่งความเป็นเอกภาพแห่งธรรม เราทั้งหลายจึงควรศึกษาในความไม่เที่ยงหรือความเป็นกฎอนิจจังนั้น เป็นเรื่องที่สัตว์โลกทั้งหลายพึงจะหยั่งรู้เข้าไปได้ยาก แม้ปรากฏมีอยู่ให้เห็นเป็นธรรมดา แต่จะหยั่งรู้ให้เห็นความเป็นธรรมดานั้นยากที่สุด และตรงนี้เองคือการอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดดังกล่าว เป็นการสรุปรวบยอดความรู้อันสูงสุดที่เรียกว่า อริยสัจ เพื่อให้เห็นความจริงว่าโลกนี้ไม่เที่ยง
คำว่า “ไม่เที่ยง” คำเดียวนั้น ยังให้เกิดปัญญาญาณ เกิดวิชชาขึ้น เกิดความสว่างขึ้น ขจัดซึ่งความมืดในโลกนี้ให้หมดไปได้ ขจัดซึ่งความเร่าร้อน ปลดปล่อยพันธนาการจากอำนาจโลกนี้ได้ และในความเป็นจริงแห่งการศึกษาเข้าถึงความจริงดังกล่าวนั้น จึงพบความจริงแท้อันหนึ่งว่า การจะยึดถือความเป็นไปแห่งโลกนี้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ย่อมไม่ได้เลย ด้วยความเปลี่ยนแปลงผันผวนไปตามวิถีแห่งธรรมอันเป็นจริงที่เรียกว่า ความไม่เที่ยง จึงให้เห็นกฎความจริงอันหนึ่งอันเป็นที่สุดแห่งที่สุดคือ กฎอนัตตา คือความไม่มีรูปร่าง ความไม่มีความเป็นตัวเป็นตน เป็นความว่างเปล่าในสภาพธรรมที่ปรากฏมีอยู่แห่งโลกนี้ โลกนี้รวมแล้วเข้าถึงความจริงอันสูงสุดนั้น กลายเป็นหลักที่แสดงให้เห็นความเป็นกฎอนัตตา ในกฎอนัตตาแสดงให้เห็นความจริงขั้นสูงสุด คือสุญญโต คือว่างเปล่า
เราได้เรียนรู้ในพระพุทธศาสนา กล่าวเป็นภาษาบาลีเสมอว่า สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยงก็คือโลก สังขารคือโลก โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกไม่มีลักษณะอันจะเห็นแจ้งประจักษ์ชัดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้เข้าใจถึงตัวธรรมว่า สภาพโลกคือความไม่เที่ยงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แตกดับ โลกนี้ยึดมั่นยึดถือก็คือตัวทุกข์ ที่เกิดขึ้นคือทุกข์ ที่ดับไปก็คือทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและดับไป นี่คือเรื่องของโลก และที่สำคัญยิ่งคือ รวมความหมายแห่งความไม่เที่ยง ความหมายแห่งความทุกข์อยู่ที่ความหมายคำว่า อนัตตา
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้น รวมลงที่ความเป็นอนัตตา...
คำว่า “อนัตตา” ก็จะให้ความหมายว่า ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร บาลีว่า อสารกตฺเถน แปลว่า ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวแท้ที่พึงดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ อุบัติเกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวง หรือประชุมอยู่ในโลกนี้ รวมย่อลงคือรูปนามขันธ์ ๕ คือตัวเราที่เรายึดถือกันนี้คือโลก คือไม่ใช่เป็นตัวแท้ที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับ นั่นคือความหมายของอนัตตา อันแสดงให้เห็นความเป็นความว่างเปล่า เป็นสุญญโต รื้อค้นเข้าไปไม่มีแก่นสาร ว่างเปล่า
อัสสามิกโต ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของได้ ที่เราถือว่าเป็นของๆ เราตั้งแต่หัวจรดเท้า สมบัติพัสถานทั้งหลาย สุดท้ายทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แตกดับและสลายไป ไม่มีอะไรที่จะถือความเป็นเจ้าของได้เลย แม้ตัวเราที่สมมติว่าเป็นตัวเราเอง อย่าว่าแต่สมบัติภายนอกเลย
อ่านต่อพรุ่งนี้







