posttoday
กินอย่างฉลาด

กินอย่างฉลาด

10 กรกฎาคม 2556

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

ในโลกใบนี้ที่ใครๆ บอกกันว่า มีประชากรล้นโลก ทรัพยากรจะหมดไป เราจะมีอาหารไม่พอแบ่งปันกัน เราจะต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ แต่จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าในฐานะคนเมือง หนูดีกลับพบว่า เรามีกินกันมากเกินไป กินกันล้นเกินจนต้องบอกตัวเองว่า เรา “ต้อง” จำกัดอาหาร เราต้องไม่กินมากเกินไป และเราต้องลดความอ้วน

ความอ้วนจะมีได้ ในสังคมที่คนบริโภคเกินพอดีเท่านั้น

แล้วทำไมโลกใบนี้ ที่บอกว่าอาหารจะมีไม่พอเลี้ยงคนแต่ทำไมคนกลุ่มใหญ่จึงมีปัญหาบริโภคล้นเกิน

หลังจากเพิ่งกลับจากอเมริกามา หนูดีก็พบว่า คนอเมริกันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนที่หนูดีเคยเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัยเลย คือ พวกเขายังคงกินกันเยอะแยะ ล้นเกิน และอาหารที่กินก็เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลอรี่ ไขมันอันตราย สีผสมอาหาร ความหวานที่เกินขีดจำกัด แต่ต่ำด้วยสารอาหารและปริมาณเส้นใย

แม้ปัจจุบันจะเกิดความตื่นตัวขึ้นมาในหมู่คนรุ่นใหม่ว่า เราสามารถตายจากอาหารที่เรารับประทานได้ โดยเฉพาะกินแล้วเป็นโรคต่างๆ จนมีคำกล่าวว่า ในอเมริกา เราสามารถซื้อโรคหัวใจได้ แต่คนก็ยังมีน้ำหนักเกินกันมากมายจนเป็นวาระแห่งชาติกันเลยทีเดียว

ไปอเมริกาทีไร ถ้าได้นั่งกับเพื่อนอเมริกันหัวข้อจะไม่พ้นว่า ทำไมคนไทยผอมจัง ฉันอยากเกิดเป็นคนเอเชียฉันจะได้ผอมๆ มั่ง ฉันอยากกินอาหารไทยเพราะมีสมุนไพรเยอะฉันจะได้ไม่อ้วน ฯลฯ ได้ยินแบบนี้ หนูดีก็จะเขินๆ เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ทั้งสาวไทยหนุ่มไทยก็บ่นอ้วนกันจนเป็นวาระแห่งชาติไม่แตกต่างกันเลย ทำให้หนูดีมาสังเกตว่า เรื่องราวรอบเอวของคนเรานี่มันเป็นวาระระดับโลกเลยทีเดียวนะคะ เพราะไปประเทศไหน ก็ไม่พ้นเรื่องนี้จริงๆ

ฉบับนี้ หนูดีเลยขอเสนอวิธีการกินที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากภาวะรอบเอวหนา และตัวใหญ่เกินเข็มขัดเส้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะการที่เรามีไขมันล้นเกิน โดยเฉพาะไขมันช่วงรอบเอวนั้นไม่ใช่แค่ไม่สวยไม่งามอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เรามีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ อีกหลายประเภทอีกด้วย

หลายๆ คนที่ลดความอ้วนแล้วไม่ได้ผล ก็เพราะว่า เราบังคับตัวเองให้ยกเลิกการรับประทานอาหารโปรดหลายๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่พวกเราทำได้ดีเลยทีเดียว เป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ แต่หลังจากรู้สึกอดอยากปากแห้งมานาน ก็มาถึงวันหนึ่งที่เราอยู่ในสภาวะอ่อนแอ ต้านทานสิ่งเร้าภายนอกไม่ไหว และเราก็ปล่อยตัวไปตามกระแสของ เค้ก คุ้กกี้ หรือ อาหารมื้อเย็นจานใหญ่ที่ร้านโปรด แล้วในที่สุด น้ำหนักที่เราเพียรลดไปแทบตายก็เด้งกลับมาที่เดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

โรคอ้วน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และสมองก็อาศัยอยู่ในร่างกาย ดังนั้น การดูแลน้ำหนักให้อยู่ในภาวะพอดีๆ กับส่วนสูง เป็นเรื่องของเราทุกคน ถ้าเราอยากมีสมองที่สดใส เพราะสมองที่สดใสย่อมอาศัยอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

อันดับแรก ลดขนาดจานลง อ่านไม่ผิดค่ะ ลดที่ขนาดของจาน เพราะมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลพบว่า การใช้จานขนาด 8 นิ้ว แทนที่จานขนาด 10.4 นิ้ว โดยไม่เติมจานที่สอง พบว่า เราสามารถลดปริมาณอาหารใน 1 วันลงได้ถึง 20% ไม่เพียงแต่จานเล็กลงจะใส่อาหารได้น้อยลง แต่อาหารที่น้อยลงนั้นจะดูมากขึ้นเมื่อเทียบกับขนาดจาน ตรงนี้เองค่ะ ที่จะไปหลอกสมองว่า เราได้กินเยอะกว่าที่เรากินไปและสมองจะรู้สึกพึงพอใจ

อีกงานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Preventive Medicine กล่าวว่า คนรับประทานไอศกรีมในถ้วยขนาด 17 ออนซ์จะรับประทาน 31% น้อยกว่าคนที่กินในถ้วยขนาดใหญ่กว่านี้สองเท่า และที่สำคัญก็คือ พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขากินน้อยกว่า เพราะถ้วยขนาดเล็กหลอกตาว่าเขากินเยอะเต็มถ้วยนั่นเอง ...สมองนี่หลอกง่ายจริงๆ นะคะจะว่าไปแล้ว

ขนาดของ “ช้อน” ก็สำคัญค่ะ งานวิจัยพบต่อเนื่องไปว่า เมื่อคนเรารับประทานด้วยช้อนที่ตักได้ 2 ออนซ์ เขาจะรับประทานน้อยลงกว่าคนที่รับประทานด้วยช้อน 3 ออนซ์ถึง 15% และเมื่อมีการใช้ถ้วยขนาดเล็กและช้อนขนาดเล็กร่วมกัน คนเราจะรับประทานน้อยลงถึง 57% โดยที่ทุกคนยังคงรู้สึกพึงพอใจกับอาหารที่รับประทานไป

มาถึงแก้วน้ำกันบ้าง แก้วที่จะทำให้เรา “ดื่ม” ได้น้อยลง คือ แก้วที่มีลักษณะเตี้ย ป้อม สั้น และปากกว้าง และถ้วยแก้วแบบที่จะทำให้เราดื่มเยอะคือแก้วแบบผอมบาง และทรงสูงเพรียว สิ่งนี้ไม่สำคัญหากเราเลือกดื่มน้ำเปล่าเป็นน้ำประจำตัว แต่หากเราเป็นคนชอบกินน้ำอัดลม โซดา น้ำผลไม้หวานๆ หรือ แอลกอฮอล์ เราก็ควรระมัดระวังเมื่อเลือกแก้วค่ะ

ทั้งหมดนี้ ลองคิดรวมๆ แล้วเปลี่ยนแปลงวิธีการรับประทานของเรา เช่น หั่นอาหารให้ชิ้นเล็กลง ใช้มีดทาเนยที่เล็กลง ทำอาหารในภาชนะที่เล็กลง ฯลฯ เพราะในการดูแลร่างกายของเราไม่ให้มีขยะล้นเกินมากองอยู่ที่เอว สะโพก และต้นขา เราไม่เพียงต้องเปลี่ยนประเภทอาหารที่เรารับประทานเท่านั้น แต่การลดขนาดที่รับประทานก็เป็นเรื่องสำคัญ

เพิ่งได้เจอเพื่อนชาวอเมริกันที่ลดน้ำหนักไปได้ 15 กิโลกรัมจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เธอบอกว่า เธอยังกินอาหารแบบอเมริกันเหมือนเดิมคือ พิซซ่า พาสต้า แฮมเบอร์เกอร์ แต่เธอไม่ยอม “เติม” รอบสอง และลดขนาดที่รับประทานลงเท่านั้นเอง แทนที่จะอิ่มแบบจุกแอ้ดๆ เธอก็อิ่มแบบหลับสบาย เธอไม่ออกกำลังกายเลยค่ะเพราะไม่ชอบเหงื่อ แต่ด้วยวิธีนี้ เธอใช้เวลา 1 ปี แบบค่อยๆ ลดขนาดชุดลงมาได้ 3 size เป็นที่น่าประทับใจของคนที่ได้พบเห็น

อาหารก็สำคัญ แต่ “ขนาด” ของอาหารที่เรากินเข้าไปก็สำคัญเช่นกัน ลองปรับเปลี่ยนภาชนะดูสักนิดนะคะ และที่สำคัญที่สุดก็คือ หุ่นดีๆ ไม่ได้ดีแต่กับร่างกายเท่านั้น เพราะสมองที่สดใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรงค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท