
วริศรา ไพรสานฑ์กุล ไม่ได้มีถนนสายเดียวไปสู่ปลายทาง
ไม่บอกไม่เชื่อว่า สาวผมยาว รูปร่างผอมเพรียว ดูกระฉับกระเฉงตรงหน้า ที่แม้แต่เพื่อนร่วมงานยังแอบอิจฉา
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ไม่บอกไม่เชื่อว่า สาวผมยาว รูปร่างผอมเพรียว ดูกระฉับกระเฉงตรงหน้า ที่แม้แต่เพื่อนร่วมงานยังแอบอิจฉา เพราะหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยังเดินตามตรึม เหมือนเป็นเด็กสาววัยรุ่น จะเป็นคุณแม่ลูกสอง ที่กำลังจะเข้าสู่หลักสี่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ต้องยอมรับว่ากาลเวลาไม่อาจพรากความสาวและความสวยของ ยุ้ย-วริศรา ไพรสานฑ์กุล ไปได้เลย สมแล้วที่วันนี้เธอไม่ต่างจากแม่ทัพหญิงคนสำคัญของ อมอร์แปซิฟิค (ไทยแลนด์)
ที่เปรียบเปรยว่าเธอเป็นแม่ทัพหญิง เพราะปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของอมอร์แปซิฟิค (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าแบรนด์เครื่องสำอางยอดนิยมจากประเทศเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น ลาเนจ โซลวาซู และเร็วๆ นี้กำลังจะเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่อย่าง มามอนต์
เธอยังเป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันแคมเปญ “ลาเนจ วอเตอร์ฟูล แชริ่ง” โครงการแบ่งปันน้ำสะอาดให้กับประเทศที่ขาดแคลนน้ำทั่วโลก โดยในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ลาเนจประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมโดยจับมือกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ. ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่นพิเศษที่ได้ ลอตตา นิมิเนน ศิลปินนักออกแบบชาวฟินแลนด์ ร่วมออกแบบลวดลายบนบรรจุภัณฑ์กลุ่มวอเตอร์แบงค์
“เชื่อมั้ยคะว่าแต่ละปีมีเด็กๆ กว่า 1 ล้านล้านคนทั่วโลกไม่มีน้ำสะอาดและปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ในแต่ละปีจึงมีผู้คนมากกว่า 1.8 ล้านคนจากทั่วโลกเสียชีวิตเพราะขาดแคลนน้ำสะอาด ทางลาเนจเลยอยากเข้าไปมีส่วนร่วม โดยนำรายได้ 1% จากการขาย รวมกับเงินที่ได้จากกล่องบริจาคที่จะวางตามเคาน์เตอร์ 22 แห่งทั่วประเทศไปช่วยเหลือโรงเรียนที่มีปัญหาเรื่องน้ำ”
แม้จะอยู่ในวงการความสวยความงาม แต่ดูจากภาระงานที่รับผิดชอบอยู่กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้จะมีประสบการณ์ในวงการความงามมากว่า 10 ปี แต่ด้วยความที่อมอร์ยังเป็นน้องใหม่ในตลาดเครื่องสำอางบ้านเรามาก จึงยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายของผู้บริหารสาว
“ถึงจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลี แต่ในไทยเรายังใหม่มาก แต่เราก็ใช่ประสบการณ์ที่มี ทำให้อมอร์เป็นหนึ่งในกลุ่มเครื่องสำอางที่มีความสำคัญในไทยให้ได้ เพราะปัจจุบันเทรนด์ความงามกำลังเปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นแบรนด์จากตะวันตกอย่างเดียว ดังนั้นแบรนด์ที่รังสรรค์มาเพื่อคนเอเชียอย่างเราก็น่าจะทำตลาดได้ไม่ยาก”
ไม่น่าเชื่อว่า ถึงจะโลดแล่นในวงการความงามมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่เมื่อย้อนไปถึงวัยเยาว์ ผู้บริหารสาวสวยกลับออกตัวว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตจะมาอยู่ตรงจุดนี้ เพราะถึงจะเรียนจบมาด้านการบริหาร แต่ก็ไม่ได้วาดฝันว่าจะได้เข้าไปทำงานกับบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ของทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
“ความฝันตอนเด็กจริงๆ อยากเป็นสถาปนิก เพราะชอบวาดรูป จนทุกวันนี้ก็ยังวาด เวลาอธิบายงานให้ลูกน้อง หรือลำดับความคิดในหัวตัวเอง แต่สุดท้ายความฝันกับความจริงก็ไม่ได้ไปด้วยกัน ทั้งที่ก็เป็นเด็กสายวิทย์ แต่สุดท้ายก็เรียนไอบีเอ็ม เริ่มงานแรกด้วยการเป็นเซลส์แทน”
ผู้บริหารสาวยอมรับว่า ตอนนี้สนุกและท้าทายกับงานที่ทำ เพราะมีปรัชญาในการทำงานที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรต้องทำให้ได้ ด้วยเชื่อว่าทุกทางออกของปัญหาอาจไม่ได้เป็นขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม แต่ต่อให้เป็นสาม หนึ่ง สอง ก็ต้องมีทางไป ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้เธอหวังว่าจะเอาชนะความท้าทายต่างๆ ทั้งเรื่องภาษาในการสื่อสารกับบริษัทแม่ซึ่งเป็นบริษัทเกาหลี การเพิ่มยอดขาย และนำเข้าแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อประสบการณ์ให้กับสาวไทย
ในส่วนไลฟ์สไตล์ สาวยุ้ยบอกว่า ทุกวันนี้แทบไม่มีเวลาเหลือพอให้กับงานอดิเรก เพราะต้องบาลานซ์ทั้งงานและครอบครัว กิจกรรมยามว่างส่วนใหญ่ คือ โยคะ และขี่จักรยาน แต่ถึงจะเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนขนาดไหน แต่เพราะโตมาในสายงานเรื่องความสวยความงาม สิ่งที่สาวยุ้ยให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือวินัยในการดูแลตัวเอง
“เราเน้นบำรุงผิวหน้าทุกคืนไม่ให้ขาด ถึงหลับไปแล้ว รู้ตัวตื่นว่ายังไม่ได้ทาก็ถึงขั้นต้องลุกขึ้นมาทา ขณะเดียวกันก็ดูแลเรื่องอาหารการกิน จริงๆ ไม่ได้กลัวอ้วน แต่พยายามลดแป้ง คาร์โบไฮเดรต เพราะเป็นบ่อเกิดของเซลลูไลต์ เน้นทานผักสด เต้าหู้ และปลา”
ส่วนสไตล์การแต่งตัว เราก็ยังชอบดูเทรนด์แฟชั่น แต่สุดท้ายเราจะไม่ปล่อยให้เทรนด์นำเรา เพราะบางชุดอาจดูสวย แต่ไม่เหมาะกับเรา เลยเน้นที่ดูเหมาะกับตัวเองมากกว่า อย่างน้อยแต่งออกมาเราจะได้ไม่เสียตัวตนของตัวเองไป
สำหรับอนาคตแบบยาวๆ ผู้บริหารหญิงเก่ง บอกว่า แอบฝันอยากทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งคงเหมือนสาวๆ ทั่วไปที่อยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง
“เพิ่งได้แรงบันดาลใจจากร้านบาร์บี้ คาเฟ่ ในไต้หวัน เลยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าจะทำจริง เราอยากทำร้านที่มีซิกเนเจอร์ชัดๆ เป็นของตัวเองแบบนี้ เพื่อให้ลูกค้านึกถึง แต่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่แนะนำให้เปิดโรงเรียนอนุบาล เพราะเราเป็นคนรักเด็กมาก ส่วนเด็กก็มักจะคุยกับเรา เชื่อฟังเราเป็นพิเศษ”
รู้จักกันอีกนิด
เรียกฉันว่า ‘ซาร่า’ (ก็ได้)
แอบแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินเสียงเรียกผู้บริหารสาวว่า “ซาร่า” ถามไถ่จนได้ความว่าเป็นชื่อที่ใช้ตอนเรียนปริญญาโทอยู่ที่ออสเตรเลีย ตัดว่าชื่อจริง “วริศรา” แต่พอมาทำงานกับบริษัทต่างชาติ เรียกยุ้ย อาจไม่สะดวก เลยใช้ชื่อซาร่าด้วย อีกเหตุผลคือ ที่บริษัทมีเพื่อนร่วมงานชื่อยุ้ยเยอะมาก เลยตัดปัญหาโกอินเตอร์เป็น “ซาร่า” แทน
ของสะสมสุดหวง
“ขอแบ่งเป็นสองส่วน คือ แบบเล็กๆ จุ๋มจิ๋ม คือ สะสมแมกเน็ต ซื้อเก็บเวลาเดินทางไปที่ต่างๆ เอามาติดบนตู้เย็น เพื่ออธิบายเล่าเรื่องการเดินทางของชีวิตให้ลูกๆ ฟัง ส่วนของสะสมแบบใหญ่ขึ้นมาหน่อย คือ สะสมเฟอร์นิเจอร์จีน เพราะสามีชอบแนวนี้ เราเลยชอบตามไปด้วย”







