
ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๓)
พระพุทธศาสนาสอนให้เราทั้งหลาย ปลดละวางคลายออกจากการเข้าไปจับเหนี่ยวยึดถือในอารมณ์นั้นๆ ที่ส่งต่อเข้ามาทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
พระพุทธศาสนาสอนให้เราทั้งหลาย ปลดละวางคลายออกจากการเข้าไปจับเหนี่ยวยึดถือในอารมณ์นั้นๆ ที่ส่งต่อเข้ามาทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การปลดปล่อยความเข้าไปยึดถือดังกล่าวนั้น จึงนำมาสู่การทำจิตนั้นให้เกิดความสงบ มีสติกำกับรู้ มีความสังวรในการรับรู้นั้น เรียกว่า มีอินทรีย์สังวร หากขาดอินทรีย์สังวรแล้ว จิตดังกล่าวก็ต้องเคลื่อนไหวไปตามวิถีแห่งธรรมของความปรุงแต่ง แน่นอนถ้าสัตว์โลกยังเป็นไปเช่นนั้น โลกนี้จึงต้องเคลื่อนตัวไปสู่ความหายนะ มีความฉิบหายเป็นเบื้องหน้า ด้วยการทำลายกัน ด้วยการต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงให้ได้มา หรือผลักไสไล่ส่งออกไป ในสิ่งที่ทั้งชอบและไม่ชอบดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันที่โลกเคลื่อนไหวอยู่ในความเร่าร้อน ทั้งนี้ ด้วยอำนาจคำว่า ความรักความชัง ความต้องการความไม่ต้องการ ดังที่เรากล่าวกันอยู่เสมอว่า
เมื่อเราต้องการ... เราก็แสวงหา อยากได้ อยากมี อยากเป็น และต้องการ
เมื่อได้มาแล้ว... ก็ต้องรักษา หวงแหน หวงกั้น ยึดถือ ไม่อยากให้ใครแย่งชิง ไม่อยากให้ใครเอาไป
และสำคัญยิ่งคือ ไม่อยากให้ใครได้ในสิ่งที่เราได้...
อำนาจดังกล่าวที่ก่อเกิดขึ้นจากการแสวงหาด้วยความต้องการหรือความทะยานอยากเป็นปัจจัยนั้น เกิดอำนาจธรรมที่เป็นอกุศลอันหนึ่งเรียกว่า ริษยา และ มัจฉริยะ
ความริษยาและความมัจฉริยะ จึงเป็นต้นทางอันทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องวิวาทกัน ทะเลาะกัน แย่งชิงกัน และทำลายกัน เพราะสืบเนื่องมาจากการแสวงหา เพราะสืบเนื่องมาจากความต้องการเป็นปัจจัย จึงนำมาสู่การกระทำต่างๆ นานา หากว่าโลกเป็นสมัยที่ค้ำชูด้วยอำนาจของศีลธรรม การแสวงหาดังกล่าวก็ยังอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม ย่อมมีแรงผลักดันให้เข้ามาควบคุมให้การแสวงหานั้นอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง การทำลายการแย่งชิงกันการเบียดเบียนกันก็ลดลง แต่เมื่อไหร่ที่อำนาจศีลธรรมที่จะมาทำให้เกิดกรอบปฏิบัติในการแสวงหาให้ถูกต้องสูญสิ้นไป ก็จะเกิดแรงผลักดันให้เกิดการทำลายกันมากยิ่งขึ้น และที่สุดก็จะนำไปสู่ความไร้สันติภาพของโลกนี้
อ่านต่อพรุ่งนี้







