posttoday
@ life

@ life

09 กรกฎาคม 2556

ระวัง!! คนใกล้ตัวเป็นโรคจิต

โดย...มัลลิกา

ระวัง!! คนใกล้ตัวเป็นโรคจิต

ด้วยสภาวะสังคมปัจจุบันมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่ก่อให้เกิดความเครียด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม หรือแม้กระทั่งปัญหาครอบครัว ส่งผลให้มีคนไทยจำนวนมากที่ไม่สามารถแบกรับกับปัญหาและความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ทำให้ป่วยเป็น “โรคจิต” เพิ่มมากขึ้น จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคจิตที่เข้ามารับการรักษามีจำนวนกว่า 1,076,155 คน

ลักษณะของการป่วยโรคจิตมีหลายประเภท แต่ประเภทที่น่าเป็นห่วงคือ “โรคจิตที่จะทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง” ทำร้ายร่างกายตนเองและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ได้แก่ โรคจิตชนิดซึมเศร้า โดยคนที่เป็นโรคจิตชนิดนี้จะมีอาการเฉื่อยชา ไม่ดูแลตนเอง เบื่ออาหาร คิดมาก วิตกกังวล บางคนก็ร้องไห้ตลอดเวลา และบางคนอาจตัดสินใจถึงขั้นฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังมีอาการโรคจิตที่เกิดจากสารเสพติดที่ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน เพ้อ คลุ้มคลั่ง ก้าวร้าว ควบคุมตนเองไม่ได้ ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น โดยผู้ป่วยโรคจิตทั้งสองกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้มากที่สุด

คนใกล้ตัวเรามีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตหรือไม่ “นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร” เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) แนะวิธีสังเกต คือ อาการในเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคจิตจะมีอาการซึมเศร้า เก็บตัว จากที่เคยเรียบร้อยก็จะกลายเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงจนน่ากลัว ไม่ชอบอาบน้ำ สะสมขยะ พูดจาหรือหัวเราะอยู่คนเดียว ซึ่งหากพบเห็นควรรีบพาไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาและบำบัดทันที

5 สัมผัส สร้างลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์

ด้วยความเชื่อว่า นอกเหนือจากพันธุกรรมแล้ว หากต้องการลูกที่เฉลียวฉลาด มีพัฒนาการที่ดี (IQ) อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย (EQ) เป็นคนดี มีศีลธรรม (MQ) ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยคุณพ่อคุณแม่พัฒนาศักยภาพของลูกน้อยได้ตั้งแต่ในครรภ์มารดา คือ การมอบโภชนาการที่ครบถ้วน สมดุล และการกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกน้อยในครรภ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ สัมผัสทางกาย การมองเห็น การรับรส การได้ยิน และการรับกลิ่น

“นพ.มานิตย์ แสนมณีชัย” สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จ.ชลบุรี กล่าวว่า “สมอง” คือ ต้นทุนสำคัญของชีวิต ดังนั้นการกระตุ้นสัมผัสทั้ง 5 คุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมมือกันถ่ายทอดความรักความผูกพันไปสู่ทารกในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ 2 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มกระตุ้นสัมผัสทางกาย ด้วยการลูบเบาๆ ที่หน้าท้องคุณแม่ แม้ทารกยังเป็นตัวอ่อนอยู่มากแต่ก็สามารถเริ่มรับรู้สัมผัสทางกายได้แล้ว แขนขาของลูกน้อยสามารถเริ่มขยับได้ ผ่านการลูบเบาๆ ที่หน้าท้อง พร้อมพูดคุยกับลูก

เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 45 ทารกจะเริ่มได้ยินเสียงต่างๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยกับเขา เล่านิทาน หรือเปิดเพลงทำนองสบายๆ ให้ฟัง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน ถึงเดือนที่ 67 จึงมีพัฒนาการรับรส และการมองเห็น ทารกจะลืมตา รับรู้แสงสว่างจากภายนอก ตอบสนองด้วยการดิ้น และเมื่ออายุ 9 เดือนพัฒนาการได้รับกลิ่นจะเริ่มทำงานแม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่การใช้น้ำมันอโรมากลิ่นหอมอ่อนๆ นอกจากช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถกระตุ้นการรับกลิ่นของทารกในครรภ์ได้

เจาะ สัก ตัดต่อ เสี่ยงโรค

ในปัจจุบันแฟชั่นเกี่ยวกับการเจาะ สัก เพนต์ หรือการต่อส่วนต่างๆ ทั้งที่เป็นขนตา ต่อเล็บ ต่อเส้นผม กำลังเป็นที่นิยมทั้งในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่กระบวนการการเสริมความงามตามแฟชั่นนั้น เบื้องหลังอาจแฝงไปด้วยอันตรายที่เราอาจคาดไม่ถึงได้

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงได้เตือนวัยรุ่น ระวัง สัก เจาะ เพนต์ ตัดต่อเล็บ ต่อขนตา ต่อผม ให้ระวังภัย อาจเกิดอาการแพ้สารเคมี เป็นโรคผิวหนังอักเสบ หรือโรคอื่นๆ บางรายอาจถึงขั้นติดเชื้อได้ อย่างเช่น การสัก เจาะ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เป็นฝี หนอง โรคบาดทะยัก วัณโรค ผิวหนัง ตับอักเสบ ซิฟิลิส เอดส์ หรือเกิดอาการแพ้ เช่น แพ้โลหะ ที่ใช้เจาะ ใส่ เช่น แพ้นิกเกิล แพ้สีที่ใช้สัก บางคนอาจเกิดแผลเป็น หรือเกิดอาการกำเริบของโรคผิวหนังที่มีอยู่ก่อน เช่น สะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ โดยเฉพาะการสักขอบตา อาจทำให้เยื่อบุตาขาวอักเสบหรือเป็นอันตรายถ้าสาร สี เข้าไปโดนตาดำอาจทำให้ถึงตาบอดได้

พับกระดาษ เสริมทักษะจินตนาการ

“การพับกระดาษแบบญี่ปุ่น” หรือ “โอริงามิ” เป็นที่นิยมในหลายประเทศทั่วโลก จากการสร้างสรรค์แผ่นกระดาษแบบ 2 มิติ นำมาพับให้มีรูปทรงต่างๆ ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ “โอริงามิ” จึงถูกนำไปใช้ในการออกแบบดีไซน์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และทางจิตวิทยา อาทิ การฝึกกล้ามเนื้อนิ้วและมือ การฝึกสมาธิ เป็นต้น

“ลอร่าศศิธร วัฒนกุล” คุณแม่ยังสาว ได้เล่าประสบการณ์ของลูกรักที่ได้จากการพับตัวอักษร (Alphabet) หรือที่คนไทยเรียกว่าตัวอักษร เอบีซี เป็นตัวสัตว์ต่างๆ ว่าสามารถเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของลูกหลังจากได้พับ Alphabet ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้าน “ไอคิว” เสริมสร้างสติปัญญาด้านความรู้ความสามารถ เพราะการพับกระดาษทำให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อนิ้วและมืออย่างเต็มที่ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กล้ามเนื้อนิ้วและมือได้อย่างคล่องแคล่ว ส่งผลต่อการพัฒนาสมองทั้งสองซีก การพับทีละขั้นตอนยังช่วยฝึกให้เด็กๆ ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ และการค่อยๆ พับกระดาษจากตัวอักษรเป็นตัวสัตว์ยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอีกด้วย

สำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ตัว Alphabet ทั้ง 26 ตัว จะช่วยให้ได้สนุกกับการท่องคำศัพท์ AZ ไปพร้อมๆ กับการพับเป็นตัวสัตว์ต่างๆ และยังต่อยอดการค้นคว้าเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมอีกด้วย ด้าน “อีคิว” เสริมสร้างระดับความฉลาดด้านอารมณ์ การพับกระดาษช่วยในการฝึกสมาธิให้จดจ่อแนวแน่ ทำให้เด็กมีสมาธิยาวขึ้น เริ่มพัฒนาบุคลิกภาพเป็นคนที่ใจเย็น สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ รู้จักอดทน และเคารพตนเอง และด้าน “เอ็มคิว” เสริมสร้างความคิดด้านคุณธรรม ระหว่างการทำกิจกรรมจากหนังสือชุดนี้ เด็กๆ จะได้สานสัมพันธ์กับคนรอบตัว ครอบครัว เพื่อนๆ พวกเขาจึงได้แบ่งปันของเล่นกับผู้อื่น เป็นการสอนให้เด็กมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท