posttoday
ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๒)

ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๒)

09 กรกฎาคม 2556

เป็นการบรรยายธรรมแบบธรรมดาๆ มี ดร.ภาวดี ทองอุไทย เป็นผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นเชิงลึก

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

...เป็นการบรรยายธรรมแบบธรรมดาๆ มี ดร.ภาวดี ทองอุไทย เป็นผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นเชิงลึก เป็นธรรมดาแต่เป็นเชิงลึกสำหรับบุคคลที่ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของพระพุทธศาสนา แม้พระสงฆ์เราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน การที่จะเข้าถึงเชิงลึกได้ก็ต้องศึกษาจริงๆ ฉะนั้นการที่ไม่ได้ศึกษาในเชิงลึก ธรรมะที่ธรรมดานี้ก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะธรรมะมีความลึกซึ้งที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะบทธรรมะที่ยกขึ้นกล่าวในครั้งนั้นเป็นเรื่องของ กฎอนัตตา หรือ ธรรมะอนัตตา จากการยกพระสูตร พระอนัตตลักขณสุตตัง ขึ้นเป็นตัวตั้ง เป็นธงนำสู่การสาธยายแบบไม่ลึกมากเกินไป และไม่เฟ้อการบรรยายแบบนักปริยัติ เอาเฉพาะเจาะจงเป็นแก่นๆ ให้เห็นความจริงของหลักการหลักธรรมในพระพุทธศาสนา

ยกเรื่องของ พระอนัตตลักขณสุตตัง ขึ้น เพื่อต้องการให้ชาวพุทธหรือผู้มีศรัทธาในอินเดียได้เข้าใจตรงกันว่า พระพุทธศาสนานั้นสอนอะไร... และอะไรคือคำว่าพระพุทธศาสนา เพราะคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนานั้นมีความลุ่มลึกเป็นชั้นๆ ค่อยลาดลงไป ค่อยๆ ลุ่ม ค่อยลาด ค่อยลึกลงไป จะไม่ตัดขาดเหมือนภูเขาขาด คำว่า ลุ่มลาดลึกลงไป จึงมีตั้งแต่เบื้องต้นดูเหมือนตื้นๆ ชายฝั่ง... เมื่อออกจากฝั่งไปหน่อยค่อยลาดลงไปๆ ค่อยลึกไปๆ... จนลึกที่สุดแห่งที่สุดคือ ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะบรรยายเป็นภาษา ถ่ายทอดเป็นภาษา ผู้นั้นต้องเข้าถึงธรรมนั้นด้วยตนเอง จึงจะเข้าถึงความลึกซึ้งที่สุดแห่งที่สุดนั้นได้ โดยเฉพาะความลึกซึ้งของพระพุทธศาสนานั้น จะมุ่งสู่คำว่า กฎอนัตตา...นั่นคือที่สุด

การยกกฎอนัตตาขึ้นกล่าวบูชาในครั้งนั้น จึงเป็นเชิงอนุมานเชิงพอที่จะยกขึ้นมาเทียบเคียงให้เห็นให้เข้าใจ เพื่อนำไปสู่การน้อมโน้มจิตนั้นให้มีความศรัทธาเลื่อมใส เพื่อจะได้ถือการปฏิบัติให้ถูกต้องตรงตามพระธรรมในพระพุทธศาสนา การแสดงครั้งนั้นไม่ได้ใช้เวลามากนัก แต่ให้ความหมายลึกซึ้งทางจิตใจของผู้ฟังทั้งคณะศรัทธาชาวอินเดียและผู้ติดตามไปจากประเทศไทย ก็ยังให้ทุกคนหรือหลายๆ คน กล่าวว่า เป็นความพิสดารลุ่มลึกของการบรรยาย เรียกว่าตื่นเต้นพอสมควรกับผู้ฟังที่โหยหา เพื่อจะได้รับฟังพระธรรมคำสั่งสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา

ได้กล่าวในครั้งนั้นว่า... หลักวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาโดยรูปลักษณ์ที่แท้จริงนั้น คือเป็นการประกาศคำสั่งสอน เพื่อความเป็นอิสรภาพแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันให้พ้นจากความเป็นทาสอยู่ภายใต้อำนาจแห่งโลกนี้ การประกาศหลักวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา จึงเป็นการประกาศหลักแห่งสันติภาพของมนุษยชาติ รวมถึงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีวาสนาบารมี ที่พึงจะเข้าถึงก็คือสามารถที่จะศึกษาปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักวิปัสสนาในพระพุทธศาสนานี้ได้

วิปัสสนานั้นเป็นกระบวนการวิธีปฏิบัติ ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นเพื่อแสดงให้นักวิปัสสนาทั้งหลายได้เข้าใจว่า ที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิปัสสนานั้น แท้จริงตรงกันไหมกับความหมายแห่งพระพุทธศาสนา... จึงยกคำว่าวิปัสสนาขึ้นมาเป็นตัวกล่าวและแสดงให้เห็นว่าวิปัสสนาคือ กระบวนการวิธีการปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งในความจริงอันประเสริฐก็คือ พระอริยสัจ เป็นความจริงขั้นสูงสุดที่ทรงตรัสรู้โดยพระผู้มีพระภาคเจ้า และจัดระบบระเบียบไว้อย่างชัดแจ้งชัดเจนว่ามีอยู่ ๔ ประการ ผู้ที่จะรู้แจ้งเข้าถึงหลักอริยสัจ ๔ หรือธรรมอริยสัจได้นั้น ก็ต้องอาศัยกระบวนการวิธีปฏิบัติ โดยกระบวนการนี้เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน หรือ การเจริญวิปัสสนาญาณ อันเป็นการทำปัญญาให้รู้ชอบเห็นจริง รู้แจ้งในความเป็นจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ เพื่อเข้าให้ถึงความจริงอันเป็นความจริงแท้แห่งธรรมชาติหรือโลกนี้ เพื่อจะได้ปลดปล่อยความคิดที่ยึดติดยึดถือผิดๆ เข้าใจผิดๆ ที่ยึดมั่นยึดถือจนนำไปสู่ความยึดมั่นยึดถือในโลกว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา หรือโลกนี้เป็นที่ขวนขวายควรแก่การแสวงหาให้ได้มาซึ่งความสุข หรือโลกนี้เที่ยงแท้...

กระบวนการวิปัสสนาญาณในพระศาสนา เพื่อให้ถึงพระอริยสัจ ๔ นั้น คือต้องการปลดปมความคิด คลายความยึดติดยึดถือผิดๆ ให้สิ้นไป ซึ่งเป็นธรรมดาของเราทั้งหลายที่ดำเนินวิถีจิตมาจากธาตุของความไม่รู้ จึงให้ปรุงแต่งให้เข้ากันด้วยกับสิ่งที่ปรุงแต่งนั้นและยึดถือก่อรูปก่อร่างสร้างนามสร้างรูปขึ้นจากความไม่รู้นั้น ก็ให้ถือนามรูปรูปนามนั้นเป็นตัวเป็นตน...เป็นบุคคลขึ้นมา เราหลงยึดถืออย่างนี้มาตั้งแต่เราลืมตาเห็นรูป ได้ยินเสียงแรกที่เข้าหู เห็นรูปแรกที่เข้าทางตา กลิ่นแรกที่เข้าทางจมูก รสชาติแรกที่เข้าทางปาก เราก็สั่งสมสัญญายึดถือความจำได้หมายรู้ให้เข้าไปยึดถือสิ่งดังกล่าวนั้น ปรุงแต่งและยึดถือในสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น

การเข้าไปจับยึดในสิ่งดังกล่าวนั้นทั้งหลายทางช่องการรับรู้นั้น นั่นเป็นอาการของจิตที่ลุ่มหลง เป็นอาการของจิตที่มีอำนาจอวิชชาควบคุมอยู่ ให้เห็นผิดไปจากความจริงและให้รู้ผิด เมื่อเห็นผิดรู้ผิดเกิดขึ้น จึงเข้าไปจับยึดถือตามความรู้สึกที่ตั้งขึ้นนั้น จึงกลายเป็นตกเป็นทาสแห่งวัตถุนั้น ด้วยอำนาจการเข้าไปจับยึดถือนั้น ด้วยความทะยานอยากนั้น และเมื่อเข้าไปจับไปยึดไปถือแล้ว เราก็ปรุงแต่งไปตามสภาพธรรมนั้นๆ

สิ่งใดที่ชอบที่รักต้องการ เราก็ต้องการ เราก็แสวงหา... หรืออารมณ์นั้นๆ เราก็ดึงเข้าหาเหนี่ยวเข้าหาตัวเอง สิ่งใดที่เราไม่ชอบไม่ต้องการ เราก็จะผลักไสไล่ส่งออกไป อาการยินดีในสิ่งที่ชอบเรียกว่า ราคะ อาการที่ไม่ยินดีโกรธเกลียดสิ่งที่ไม่ชอบเรียกว่า โทสะ สภาพแห่งราคะ-โทสะ หรือความรักความชังจึงเกิดขึ้น และรักชังดังกล่าวนี้ จึงพัฒนาอาการจิตของสัตว์ทั้งหลายให้ยึดติดยึดถือตกอยู่ภายในอำนาจของโลกนี้หรือตกเป็นทาสของโลก และจมอยู่ในความไม่รู้ โหยหาเรียกร้องต้องการหรือไม่ต้องการจนเกิดจิตสันดานอันเป็นไปของสัตว์ชั้นต่ำที่เรียกว่า ความเห็นแก่ตัว อันเป็นนิสัยของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงย่อมเป็นไปเช่นนั้น เพราะอำนาจที่เข้าควบคุมจิตที่ทำให้เกิดความวิปลาสวิปริต ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นสัตว์ประเสริฐอันควรแก่การคิดการพูดการทำ ด้วยอำนาจนั้นเข้ามาควบคุมจนสูญเสียสภาพความเป็นอิสรภาพแห่งธรรม อำนาจนั้นคือ อวิชชา...

อ่านต่อพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69