
โฉมหน้า (ที่เปลี่ยนไป) กวีไทย พ.ศ.นี้
แวดวงกวีปีนี้คึกคักอย่างแรง
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ไม่มีเครดิต
แวดวงกวีปีนี้คึกคักอย่างแรง
เห็นได้จากเวทีรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ (ประเภทกวีนิพนธ์) ประจำปี 2556 บรรดากวีรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก หน้าใหม่หน้าเก่า หลากหลายสาขาอาชีพ ส่งผลงานเข้าชิงชัยกันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 101 เล่ม
คณะกรรมการได้ทำหน้าที่คัดเลือกรอบแรกเป็นกวีนิพนธ์ 18 เล่ม ได้แก่ 1.ของฝากจากแดนไกลโชคชัย บัณฑิต 2.คำนึงถึงบ้าน ขณะฝันในเมืองโขงรัก คำไพโรจน์ 3.ฉันทะลักเธอเจริญขวัญ 4.ต่างต้องการความหมายของพื้นที่ศิวกานท์ ปทุมสูติ 5.ถนนสายนั้นทอดไปสู่หัวใจแม่โกสินทร์ ขาวงาม 6.นกอพยพภักดี ไชยหัด 7.บ้านในหมอกสุขุมพจน์ คำสุขุม 8.ปีกนกฟ้าพาความรักบินไปได้มุทิตา 9.ผู้ออกแบบเส้นขอบฟ้าจเด็จ กำจรเดช 10.ฟันเฟืองมนุษย์ฐกฤต ตั้งฐานตระกูล 11.เมฆาจาริกธมกร 12.ระหว่างทางที่เสียงอาซานแว่วปราชญ์อันดามัน 13.รากของเรา เงาของโลกสุขุมพจน์ คำสุขุม 14.โลกใบเล็กพลัง เพียงพิรุฬห์ 15.วูบไหวในแสงมหัศจรรย์นิรัติศัย หล่ออรุโณทัย 16.หัวใจห้องที่ห้าอังคาร จันทาทิพย์ 17.อาณานิคมของความเศร้าวิสุทธิ์ ขาวเนียม 18.อุ้มลูกโอบโลกกอนกูยกฤษฎา สุนทร
“ปีนี้มีหนังสือส่งเข้ามามากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลซีไรต์มา 35 ปี” เป็นคำยืนยันของ ดร.พิเชฐ แสงทอง ประธานคณะกรรมการคัดเลือก และหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ประจำปีนี้
เขาวิเคราะห์ว่าเหตุผลมีอยู่ 2 ข้อ คือ ทุกวันนี้สนามของบทกวีในสื่อสิ่งพิมพ์เหลือน้อย กวีที่สร้างผลงานได้จำนวนมากพอก็เลือกที่จะเผยแพร่ออกมาเป็นเล่มเลย บวกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ง่ายและราคาถูกกว่าเมื่อก่อน ผู้เขียนจึงพิมพ์ผลงานเอง ขายเองกันมากขึ้น
“วิธีการขายก็ใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก แต่ปรากฏการณ์การรวมเล่มที่ง่ายและสะดวกก็มีจุดอ่อนคือการตีพิมพ์ผลงานโดยขาดขั้นตอนการบรรณาธิการที่เข้มข้น”
แต่ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวงการวรรณกรรมไทยยังไม่ขาดแคลนกวีรุ่นใหม่
สอดคล้องกับมุมมองของ ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต กรรมการสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ที่เชื่อมั่นว่าความนิยมต่องานเขียนประเภทบทกวีนิพนธ์ ยังไม่ถือว่าซบเซา แต่ก็ไม่หวือหวาดังเช่นแต่ก่อน
“พื้นที่ของกวีนิพนธ์ตามหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร วารสารน้อยลงมาก เหลือแต่คอลัมน์ประจำเสียมากกว่า มันเกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนด้วย แต่ตามเวทีประลองยุทธ์ก็ยังมีกวีหน้าใหม่ส่งผลงานมาลงประปราย เช่น งานประกวดของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือร้อยกรองออนไลน์ของสมาคมนักกลอนฯ ทางออกเดี๋ยวนี้คือไปโพสต์ตามบล็อก ไม่ก็เฟซบุ๊กแทน”
ในส่วนของรูปแบบการเขียน ระหว่างบทกวีฉันทลักษณ์ ไพเราะคล้องจองสละสลวย กับบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ หรือกลอนเปล่าที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ จะรูปแบบอย่างไรแล้วแต่รสนิยมความชอบส่วนตัว และความถนัดของคนนั้น
“ไม่ว่าจะเป็นฉันทลักษณ์หรือกลอนเปล่า คนเขียนจะเห็นแล้วรู้สึกกับเหตุการณ์อย่างไร จะระบายอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ามีเชิงชั้นทางวรรณศิลป์แค่ไหนในการนำเสนอคมความคิดของตัวเอง
ต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่ารูปฉันทลักษณ์นั้นมีเสียงเป็นเครื่องควบคุมความไพเราะ และไม่เป็นเหยื่อของความอับจนถ้อยคำ เพราะคนเขียนกลอนนั้นต้องมีคลังคำในสมองที่สามารถนำมาหยิบใช้จนไม่ตกเป็นทาสของรูปแบบฉันทลักษณ์
ส่วนกลอนเปล่าปล่อยให้เขียนอิสระ แต่ใครว่ามันอิสระอย่างเดียว คุณต้องเขียนให้โดนและสัมผัสใจให้ได้ ถ้าสักแต่เขียนกลอนเปล่าแต่ไม่สามารถสัมผัสใจอะไรเลย สู้ถ้อยคำของความเรียงหรือวาทกรรมที่คนพูดธรรมดาแล้วโดนใจไม่ได้ ข้ออ้างที่ว่าฉันทลักษณ์บังคับรูปแบบไม่ให้เสรีภาพของคำให้ร่ายรำอาจเป็นเพียงคำพูดเท่ที่ไม่รับชอบต่องานเขียน”
โกสินทร์ ขาวงาม กวีหนุ่มจากดินแดนที่ราบสูง ขาประจำเวทีซีไรต์ งวดนี้เขามาพร้อมผลงานชื่อถนนสายนั้นทอดไปสู่หัวใจแม่ บอกขำๆ ว่าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง กวียังจนเหมือนเดิม
“ผมมองว่าควรจะวัดกันที่หัวจิตหัวใจในการยืนยันที่จะสร้างสรรค์งานแบบนี้ด้วย รวมถึงการขยับขยายเพื่อค้นหาทิศทางการเขียน ไม่ใช่ย่ำเดินอยู่กับที่ จะว่าไปแล้วแวดวงกวีบ้านเราทุกวันนี้ก็มีความหลากหลายอยู่ มีคนเขียนกวีหน้าใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สำคัญว่าคุณจะยืนหยัดต่อการงานที่คุณรักได้อย่างไร
มันต้องมีวิธีจัดการเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องปากท้องให้มันดูไม่น่าสมเพชจนเกินไป หลายคนที่เขียนบทกวี บางคนเขาก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วย สนับสนุนส่งเสริมกันให้วิถีมันเกื้อหนุนกัน”
โดยส่วนตัวเขา โกสินทร์ยังเป็นศิลปินฝีมือดี เขียนรูปเพื่อหารายได้หล่อเลี้ยงชีวิตควบคู่ไปด้วย
ในวันที่สถานการณ์บ้านเมืองแหลมคม ประชาชนแบ่งเป็นฝักฝ่าย แตกแยกในทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่แวดวงนักเขียน เกิดกรณีวิวาทะเผ็ดร้อน ประชดประชันเสียดสี โจมตีกันด้วยข้อเขียน บทกวีอยู่หลายครั้ง คำถามตามมาว่าบทบาทกวีควรวางตัวอยู่ ณ จุดไหนในสถานการณ์เช่นนี้
“คนทำงานศิลปะก็ย่อมจะต้องให้ความสนใจกับปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว สำคัญว่าคุณต้องมีวุฒิภาวะระดับหนึ่ง ไม่ใช่ไปยุยั่วให้เกิดการแตกแยกหนักหนาเข้าไปอีก จะแสดงจุดยืนอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ทัศนคติความเชื่อแหละครับ แต่นั่นคือว่าเราจะมีวิธีพูด วิธีเขียน หรือวิธีสื่อสารอย่างไร เพื่อให้เห็นว่ากวีหรือคนทำงานศิลปะเป็นคนที่มีสติปัญญา สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นต่างกันได้ ไม่ใช่เขียนบทกวีแดกดันให้แตกหักกันไปข้าง
ความละเอียดอ่อนของคนทำงานศิลปะเป็นสิ่งที่สำคัญ หากงานศิลปะไม่อาจกล่อมเกลาให้หัวใจคุณอ่อนโยน มีแต่พ่นถ้อยคำหยาบคาย เอาสนุกเอามันเข้าว่า ‘แอ็กชั่น’ ที่จะชี้นำความคิดผู้คน ก็จะลดพลังลงไป”
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เจ้าของฉายากวีรัตนโกสินทร์ ที่เพิ่งสร้างชื่อเสียง เชิดหน้าชูตาแก่ประเทศชาติ หลังผลงานของเขาได้รับเลือกจากโครงการ Path of Visionaries of the World ให้จารึกบทกวีและชื่อลงแผ่นหินบนทางเท้าถนนฟรีดริชสตราเซอร์ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ร่วมกับวาทะจากบุคคลสำคัญจากทั่วโลก เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มหาตมะ คานธี อองตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี เมื่อเร็วๆ นี้
เขามองเป็นเรื่องธรรมดา แง่ดีคือทำให้กวีที่มีฝีมือ มีแนวคิดเฉียบคม กล้าแสดงออกชัดเจน แง่ไม่ดีอยู่ตรงที่ผลงาน หรือการแสดงความเห็นนั้นอาจไม่ผ่านการเคี่ยวกรำ กลั่นกรองดีพอ กลายเป็นความยุ่งยาก ก่อให้เกิดการปะทะกันในที่สุด
ชินวัฒน์ ย้ำว่า อย่าลืมว่าวงการนักเขียนมีสีเดียวคือ สีน้ำหมึก
“กวีมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ต้องรับผิดชอบต่องานเขียน กวีหลายคนมีบทบาทต่างสีต่างเสื้อ อันนี้เราเคารพในการตัดสินใจของแต่ละคน แต่อย่ามาเหมารวมว่าคนเกี่ยวพันกับคนนี้ต้องเป็นพวกเสื้อนี้เสื้อนั้น หรือว่าอุดมการณ์เปลี่ยนไป
ผมว่ามันไม่แฟร์กับผู้ถูกกล่าวหา หลายครั้งรู้สึกว่าไม่ควรมาด่ากันเองเพราะความคิดต่าง ความแตกต่างหลากหลายนั่นแหละสีสัน และความสวยงามของสังคมที่ไม่จำเป็นต้องมีทางเดียวเสมอไป”
ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กครองเมือง เข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน นักเขียนและกวีหลายคนนิยมโพสต์เขียนผลงานตัวเองลงไป เพื่อบันทึกเช็กเรตติ้ง หรืออาจจะตั้งใจปล่อยของในวันที่พื้นที่ตามสื่อสิ่งพิมพ์แคบลงเรื่อยๆ ก่อนรวมเป็นเล่ม ตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊ก
อังคาร จันทาทิพย์ กวีหนุ่ม เจ้าของผลงานชื่อหัวใจห้องที่ห้า บอกว่า ถ้าจะเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ก็คงต้องย้อนกลับมาที่ตัวของคนเขียนว่าจะใช้ประโยชน์มันในแง่ไหน อย่างไร
“สื่อสิ่งพิมพ์มีจุดแข็งอยู่ที่ระบบบรรณาธิการในการสกรีนงานแต่ละชิ้นว่ามีคุณภาพดีพอที่จะลงตีพิมพ์เผยแพร่หรือไม่ แต่ระบบการสกรีนจากบรรณาธิการ บวกรวมกับพื้นที่ที่มีน้อย กว่าจะได้เผยแพร่ต้องรอนานเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน ไม่เปิดโอกาสให้ปริมาณของงานมีมากมายนัก แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่าตัวงานมันน่าจะมีคุณภาพระดับหนึ่ง มีอายุอยู่นานมากกว่า
ตรงข้ามกับในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกคนสามารถเขียนและโพสต์เผยแพร่ได้ตลอด ตัวคนเขียนเองต้องบรรณาธิการตัวเอง ความรวดเร็วแบบโพสต์เร็ว มีคนอ่านเยอะ อ่านเร็ว ก็อาจจะทำให้งานมีอายุที่สั้น ผ่านไปเร็วด้วย และเมื่อไม่ต้องมีระบบการบรรณาธิการ ก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นข้อด้อยของตัวงานชิ้นนั้นๆ ฉะนั้นจึงอยู่ที่ตัวคนเขียนเองแล้วว่าจะซีเรียสหรือไม่ซีเรียส คาดหวัง ไม่คาดหวังถึงระดับคุณภาพของงานที่จะเผยแพร่หรือไม่ อย่างไร นี่เป็นเพียงข้อเปรียบเทียบคร่าวๆ กว้างๆ”
อังคาร ยอมรับว่า ในจำนวนรวมบทกวีที่ผ่านมา 5 เล่มของตัวเอง มีบทกวีที่ผ่านการพิจารณาตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ ถูกคัดออกนับได้เป็นร้อยๆ สำนวน เพราะอาจจะไม่เข้ากับคอนเซปต์เล่ม มันยังไม่ดีพอในความคิดของบรรณาธิการ
ขณะที่อาจมีบางสำนวนที่เคยเขียนลงในเฟซบุ๊กแล้วรู้สึกว่ามันพอได้ มันโอเค ถูกนำไปรวมไว้ในเล่ม
“ส่วนตัวจะเลือกบางสำนวนส่งไปตามหน้านิตยสาร ให้ผ่านสายตาของบรรณาธิการก่อน อาจจะนานหน่อย แต่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องรีบร้อนอะไร จากนั้นค่อยเอามาโพสต์ลงเผยแพร่ในเฟซบุ๊กอีกรอบ มันเหมือนการจัดระเบียบความคิด วิธีการนำเสนอ การเขียนของเราไปในตัวด้วย”
“มุมมองเรื่องบทกวีเป็นสิ่งยากแก่การเสพ เป็นของสูง ต้องขึ้นหิ้งเขียนปีนบันไดอ่าน เชื่อว่าหมดยุคสมัยไปแล้วนะครับ เป็นภาพจำที่ค่อนข้างน่าแปลกใจมากๆ บางทีก็ชวนสงสัยว่า มีใครอ่านกันอย่างจริงจังก่อนสรุปแบบนั้นหรือไม่ ทั้งที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมีกวีอยู่จำนวนไม่น้อยได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการนำเสนอบทกวีไปเยอะทีเดียว เช่น มีการนำรูปแบบของพล็อตเรื่องเล่าเข้ามารองรับประเด็น เนื้อหา ซึ่งพล็อตเรื่องเล่าก็เป็นภาพและเรื่องราวของผู้คนธรรมดาสามัญที่เห็นกันอยู่ทั่วไปในสังคมเมือง ชนบท ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง ความไม่ลงตัวของวิถีชีวิต เพื่อง่ายแก่การสื่อสารถึงผู้อ่าน







