posttoday
ความรู้สึกวิ่งตามการกระทำ

ความรู้สึกวิ่งตามการกระทำ

03 กรกฎาคม 2556

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

เขาว่า นักเขียนมืออาชีพ ต่างกับคนที่อยากเป็นนักเขียนคือ นักเขียนมืออาชีพ ...อยากหรือไม่อยาก ก็จะต้องเขียน และเขียนตามกำหนดเวลาด้วย เพราะทุกงานเขียนมี Deadline เหมือนกับงานอื่นๆ แต่สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียนนั้น ต้องรอมีอารมณ์จะเขียน หรือ อยากเขียนก่อน แล้วจึงจะเขียน

นักร้องก็เหมือนกันค่ะ นักร้องมืออาชีพ ไม่ว่าวันนั้นจะอยากร้องเพลงหรือไม่อยากร้อง ก็จะต้องร้อง ต้องไปฝึกซ้อม ต้องไม่ทานน้ำแข็ง ต้องว่ายน้ำเพื่อทำให้ปอดแข็งแรง และอีก ฯลฯ ที่นักร้องสมัครเล่นไม่จำเป็นต้องทน เพราะนักร้องสมัครเล่นนั้น ร้องเมื่อมีอารมณ์อยากจะร้องเพลงเท่านั้น

คุณแม่หนูดีเคยเล่าให้ฟังถึงนักเขียนสตรีชื่อดังคนหนึ่งในยุคแม่ เธอเป็นต้นแบบผู้หญิงที่ทำงานที่บ้าน ทันสมัยน่าดูนะคะ มีโฮมออฟฟิศ แต่แทนที่เธอจะปล่อยตัวตามสบาย ในเมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้า ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวสวย เขียนบ้างไม่เขียนบ้างตามแต่อารมณ์จะพาไปก็ได้ เพราะไม่มีเจ้านายคอยควบคุม แต่เธอเลือกที่จะตื่นแต่เช้าทุกวัน อาบน้ำ แต่งตัวสวย แต่งหน้าอีกด้วย แล้วมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือในบ้าน และลงมือเขียนตั้งแต่แปดโมงเช้าทุกวัน ...ไม่ว่าเธอจะมีอารมณ์เขียนหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีผลงานออกมาสม่ำเสมอ และหลายๆ เล่มได้รางวัลระดับประเทศอีกด้วย

เรามักคิดว่า รอให้มีอารมณ์ก่อน แล้วค่อยลงมือทำอะไร

แต่สมองและร่างกายไม่ได้ทำงานแบบนั้นตลอดเวลา

ส่วนใหญ่แล้ว เราต้องลงมือทำไปก่อนสักพัก แล้วอารมณ์อยากทำ มีความสุข สนุก หรือ ลื่นไหล มันจะค่อยๆ ตามมาเอง

เคยบอกตัวเองไหมคะ

เดี๋ยวไว้มีอารมณ์ก่อนนะ แล้วค่อยไปออกกำลัง

เดี๋ยวไว้มีอารมณ์ก่อน แล้วค่อยเขียนรายงาน

เดี๋ยวไว้มีอารมณ์ก่อน แล้วค่อยอ่านหนังสือสอบ

ความจริง คือ สิ่งตรงกันข้ามค่ะ

เมื่อเราเริ่มทำแล้ว เราจะพบว่า อารมณ์อยากทำจะตามมาเอง พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ต้องขอเล่าถึงเรื่องหนึ่งที่หนูดีเพิ่งอ่านเจอในหนังสือ Chicken Soup for the Soul ถึงเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากหย่ากับสามี เธอไปพบจิตแพทย์และบอกว่า

“ฉันเกลียดสามีของฉันมาก ฉันอยากจะทำร้ายเขาในทุกๆ วิธีที่ฉันจะทำได้ ฉันอยากหย่าจากเขา”

หมอตอบว่า

“ถ้าอย่างนั้น คุณต้องชื่นชมเขาเยอะๆ ทำดีกับเขาเยอะๆ และคอยดูแลเขาในทุกๆ เรื่อง”

“ทำไมดิฉันจะต้องทำอย่างนั้นคะ ดิฉันเกลียดเขาจะตายอยู่แล้ว อยากประทุษร้ายเขาในทุกโอกาสที่ทำได้เลย” ภรรยาถาม

“ก็เพราะว่า ถ้าคุณทำอย่างนี้ เขาจะรักคุณมาก ในที่สุด เมื่อเขารักคุณสุดหัวใจแล้ว คุณค่อยหย่าเขา เพราะการทิ้งเขาในเวลาที่เขารักคุณที่สุด จะเป็นการทำร้ายเขามากที่สุด ตามที่คุณต้องการไงครับ”

(สารภาพว่า อ่านมาถึงตรงนี้ หนูดีก็งงๆ หมอที่ไหนจะแนะนำคนไข้แบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องแต่งหรือเปล่า แต่ก็ได้แง่คิดค่ะ เลยนำมาเล่าต่อ)

ในที่สุด คนไข้ก็เห็นด้วย เธอหายหน้าไป 6 เดือนเต็ม เมื่อเธอกลับมาครั้งนี้ เธอดูสดใส มีน้ำมีนวล หน้าตายิ้มแย้ม ดูผิดไปเป็นคนละคนกับเมื่อครึ่งปีที่แล้ว เพราะตอนนั้น เธอดูโมโห หม่นหมอง และเหมือนโกรธใครอยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุณหมอถามว่า ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง เธอตอบว่า

“มันดีมากๆ เลยค่ะ คุณหมอ คำแนะนำของคุณหมอได้ผลมาก ตอนนี้ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ดิฉันมีความสุขมากค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น คุณจะให้หมอนัดทนายความให้เลยไหม”

คนไข้สาวทำหน้างงๆ และถามว่า

“นัดทำไมคะ” หมอตอบว่า “ก็เพื่อทำเรื่องการขอหย่าจากสามีของคุณไงครับ”

ผู้หญิงทำหน้างงๆ และพูดต่อไปว่า

“หย่าทำไมคะ ตอนนี้ ดิฉันรักสามีสุดหัวใจเลย”

เรื่องเล่าเรื่องนี้ น่ารักตรงที่แสดงให้เราเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเต็มร้อยในตอนที่เราเริ่มทำอะไร แต่พอเราทำไปสักพัก ความรู้สึกจะค่อยๆ เพิ่มมาจนเต็มร้อยให้เราเอง ยิ่งในกรณีที่มีคนอื่นเกี่ยวข้องแบบนี้ สิ่งที่เราทำจะกำหนดสิ่งที่อีกคนทำแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ เหมือนกับว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยเดียวกัน เพราะพฤติกรรมของคนหนึ่งมีผลกับอีกคนหนึ่งในทันที

เคยได้ยินฝรั่งพูดว่า Fake it till you make it ซึ่งฟังแรกๆ หนูดีไม่ค่อยชอบเพราะมีคำว่า Fake แต่ก็อย่างที่เขาบอกก็จริงนะคะ หากเราแกล้งทำแบบเฟคๆ ไปสักพัก ในที่สุดมันก็จะจริงเองแบบห้ามไม่ได้ ความรู้สึกของคนเราก็เช่นกัน หากเราเศร้า แต่ถ้าเราฝืนยิ้มไปสักพัก ความรู้สึกดีๆ จะค่อยๆ ไหลเข้ามาเอง มันเป็นปรากฏการณ์ของสมอง เหมือนกับงานวิจัยของนักวิจัยเรื่องอารมณ์และสมองคนโปรดของหนูดี Dr.Antonio Damasio เคยทำวิจัยเรื่อง “การยิ้มเปลี่ยนอารมณ์คนได้” โดยในวันที่เราหงุดหงิด ให้เราลอง “ยิ้ม”ไปเรื่อยๆ พอถึงประมาณ 15 ครั้ง สมองจะสั่งการให้หลั่งเอนดอร์ฟินออกมาในระดับที่เปลี่ยนแปลงอารมณ์เราได้ พูดง่ายๆ ว่า เราไป Trigger สมองในระดับเคมีเลยทีเดียว คราวนี้ จะหงุดหงิดต่อก็ทำได้ยากขึ้นแล้วค่ะ

แต่เคล็ดลับคือ “ต้องยิ้มจริงใจ” ในกรณีนี้ Dr. Damasio หมายถึง “ยิ้มจนตาหยีและเห็นตีนกา” ค่ะ

อื้ม สาวๆ หลายคนคงลำบากใจ แต่ของอย่างนี้ ต้องลองเองถึงจะรู้ค่ะว่าได้ผลจริงหรือไม่ อย่าเพิ่งเชื่อหนูดี

การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตและทำงานที่สำคัญๆหลายอย่างให้สำเร็จลุล่วง แค่รอ “มีอารมณ์” คงเป็นไปไม่ได้ แต่ประเด็นคือ ลงมือทำไปเลย พอเริ่มทำงานไปแล้วสักพัก คุณจะรู้สึกลื่นไหลไปเอง และเมื่อถึงตอนนั้น งานก็จะเสร็จลงแบบไม่รู้ตัว เคล็ดลับของหนูดีกับหลักการนี้เหรอคะ...หยิบงานชิ้นที่ไม่อยากทำที่สุด ขึ้นมาทำในเวลาที่ไม่มีอารมณ์อยากทำงานชิ้นนั้นเลย ...เท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท