
‘A Historic day of Buddhism in India’ เนื่องในวันวิสาขบูชาพ.ศ. ๒๕๕๖! (ตอนที่ ๑๖)
การรู้ความจริงดังกล่าวนี้ รู้แจ้งอันหมดจดนี้ เรียกว่า กระบวนการวิปัสสนาญาณ เป็นความรู้อันหมดจดเกิดขึ้นเพื่อขจัดความไม่รู้ให้สิ้นไป เมื่ออวิชชาสิ้นไป
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
การรู้ความจริงดังกล่าวนี้ รู้แจ้งอันหมดจดนี้ เรียกว่า กระบวนการวิปัสสนาญาณ เป็นความรู้อันหมดจดเกิดขึ้นเพื่อขจัดความไม่รู้ให้สิ้นไป เมื่ออวิชชาสิ้นไป ตัณหาอุปาทานย่อมสิ้นไป หรือกล่าวรวมว่า การขจัดตัณหาอุปาทานให้สิ้นไปได้ นั่นคือการขจัดซึ่งความทุกข์ให้สิ้นไปได้ ด้วยตัณหาอุปาทานเป็นสมุทัยของความทุกข์ นี่คือความเป็นอริยสัจในพระพุทธศาสนา ดังที่สวดในพระธัมมจักกัปปวัตนสุตตังว่า เหตุแห่งทุกข์ก็คือ ตัณหาอุปาทานนั่นเอง พระพุทธศาสนาจึงรวมเรียนรู้เรื่องของความทุกข์ว่าสัตว์ทั้งหลายอยู่ในห้วงของความทุกข์ เป็นสัตว์ทุกข์ การจะแก้ความทุกข์ได้นั้นต้องตัดให้ขาดในรากเหง้าของตัณหาอุปาทาน การจะตัดตัณหาอุปาทานให้สิ้นไปนั้นก็ย่อมต้องกลับไปหาอริยสัจองค์ที่ ๔ คือ หนทางการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นี้ให้สิ้น อันมีองค์ธรรม ๘ ประการ องค์ธรรมทั้ง ๘ ประการ คือการพัฒนาจิตให้เข้าถึงญาณทัศนะวิสุทธิ หรือแปลว่าความรู้อันหมดจด แสดงว่าองค์ธรรมทั้ง ๘ ประการนั้นก็คือ ธรรมโอสถที่ขจัดอวิชชาหรือความไม่รู้ให้สิ้นไปนั่นเอง
การขจัดอวิชชาให้สิ้นไปนั้น จึงเป็นงานหลักของพระพุทธศาสนา นี่เป็นเพียงแค่เบื้องต้น หากเบื้องต้นท่านทั้งหลายมีความรู้เข้าใจอย่างเป็นธรรมดา แม้ยังไม่รู้แจ้งก็บรรเทาทุกข์อยู่ได้บ้างในเบื้องต้น แม้ท่านทั้งหลายจะไม่สามารถพัฒนาจิตถึงขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ได้ แต่อย่างน้อยๆ ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ ก็ทำให้ท่านทั้งหลายมีความรู้ชอบเกิดขึ้น มีความรู้ชอบว่า... สัตว์ทั้งหลายไหลวนไปตามอำนาจของกฎแห่งกรรม พระพุทธศาสนาจึงสอนเบื้องต้นให้ท่านทั้งหลายมีศีลธรรม ศีลธรรมเกิดขึ้นได้เพราะท่านทั้งหลายต้องเชื่อกฎแห่งกรรมว่า... กระทำสิ่งใดย่อมได้รับผลสิ่งนั้นไม่ว่าดีหรือชั่วตอบแทนผู้กระทำนั้น การเชื่อและเข้าใจในกฎแห่งกรรม อันเป็นความจริงในธรรมชาติที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลนั้น จึงเป็นหลักเบื้องต้นของพระพุทธศาสนาที่สอนท่านทั้งหลาย การสอนเรื่องกฎแห่งกรรมหรือกฎธรรมชาตินี้ เป็นการปูพื้นเบื้องต้นเพื่อที่จะก้าวไปสู่ความดับทุกข์ให้สิ้น คือพระนิพพานเป็นที่สุด
พระพุทธศาสนาจึงสอนทั้งสองส่วน
๑.สอนเพื่อความสิ้นทุกข์ คือออกจากโลกนี้
๒.หากท่านทั้งหลายยังอยู่ในโลกนี้ ทำอย่างไรให้บรรเทาทุกข์ได้ เรียกว่าอยู่อย่างมีความสันติได้
การสอนของพระพุทธศาสนาจึงวางพื้นเบื้องต้น ให้โลกอยู่รวมกันอย่างสันติด้วยศีลธรรมและจริยธรรม การรวมจิตให้สงบนิ่งและเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลในเบื้องต้น แม้ญาณปัญญาไม่รู้แจ้งจนออกมาจากความทุกข์สิ้นได้ แต่ให้มีปัญญารู้ว่า อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลที่เกิดขึ้นในโลกนี้
เราจึงเห็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนว่า ข้อที่ ๑ ไม่ทำชั่วทั้งปวง ข้อที่ ๒ ทำความดีให้ถึงพร้อม และที่สุดแล้วจึงจะพัฒนาจิตเพื่อความสิ้นทุกข์ พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้สอนส่วนสุดเพื่อพระนิพพานหรือวิปัสสนาญาณอย่างเดียว ลดลงมาก็สอนสมถะเพื่อแก้จิตท่านทั้งหลายให้มั่นคง ลดลงไปอีกคือให้มีความคิดความนึกชอบทำในฐานะเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐคือไม่ทำบาปสร้างบุญ
พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่ง สอนตามกำลัง ท่านทั้งหลายทำได้ตรงส่วนไหนก็ทำตรงส่วนนั้น แต่ขอให้ส่วนนั้นเป็นส่วนที่เป็นความดีที่พร้อมต่อเนื่องไปจนถึงความดีที่สุดคือความสิ้นทุกข์ นั่นคือ พระพุทธศาสนา
เราจึงเห็นว่าพระพุทธศาสนาสอนการทำทานเป็นเบื้องต้น รู้จักการให้การทำบุญสร้างกุศล การรักษาศีลเป็นท่ามกลางคือการไม่ประกอบความชั่ว และการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาคือทำความบริสุทธิ์ให้ถึงพร้อม นั่นเป็นที่สุดเกิดขึ้นเป็นกระบวนการสอนในพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการเรียนรู้หรือศึกษาปฏิบัติ จึงเริ่มต้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เมื่อมีขั้นที่หนึ่งก็ต้องมีขั้นที่สอง ไม่ได้ย่ำอยู่ที่หนึ่ง เมื่อมีสองต้องมีสาม เมื่อสามต้องจบ การเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาเป็นการเรียนรู้ไม่ได้ให้ยึดติดยึดถือ แต่ให้เข้าใจในสิ่งนั้นว่ามันเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ก็คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา
สรุปว่า แม้พระพุทธศาสนาสอนให้ท่านเป็นมนุษย์ที่ดี แต่ไม่ได้สอนให้ท่านติดความดีนั้น ไม่ได้สอนให้ท่านทั้งหลายติดยึดความเป็นผู้ร่ำรวยมีฐานะเป็นกษัตริย์ หรือแม้เป็นเทวดาหรือเป็นพรหมทั้งหลาย พระพุทธศาสนากล่าวสิ่งนี้ว่าเกิดขึ้นได้จริงจากความดี แต่ไม่ได้สอนให้ติดดีคือติดยึดในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น การสอนไม่ให้ติดในความดีคือหัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เฉพาะการไม่ทำชั่วอย่างเดียว บาปก็ไม่ทำ แม้บุญกุศลก็ไม่ติด เพราะถ้าติดเมื่อไหร่มันก็ยึดถือด้วยอำนาจของความทะยานอยาก เมื่อยึดถือเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น เพราะความจริงแท้ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนควรยึดถือได้เลย แม้รูปนามตัวตนของท่านทั้งหลายที่สุดเบื้องหน้าก็ต้องทิ้งลงแม่น้ำคงคา ต้องเผาทิ้งข้างทางเป็นซากศพซากผีไป แต่ในขณะเดียวกันแม้พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้ยึดถือยึดติดสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่มีสภาพความเป็นตัวตนหลงเหลืออยู่เลยสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้สอนให้ทำลายอย่างขาดสติปัญญา
พระพุทธศาสนาสอนให้ทำลายอย่างมีสติปัญญา ก็รู้หาเหตุของความทุกข์และทำลายเหตุทุกข์ให้สิ้นไป นั่นคือ การทำลายหรือการประหารทิ้งของพระพุทธศาสนา คือแก้ที่เหตุ ดับที่เหตุ
เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลายย่อมดับสิ้น การทำลายความชั่วอกุศลกิเลส จึงเป็นคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา เพราะการทำลายให้สิ้นไปนั้นไม่เบียดเบียนใคร แต่เป็นการสงเคราะห์ทั้งตนและผู้อื่น เป็นการทำลายหรือการปหานะละทิ้งด้วยการทำความรู้หรือปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตดวงเดียวดวงนี้
(อ่านต่อฉบับหน้า)







