
เรียกเขาว่าคนรักจักรยาน อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง
“กระแสจักรยานมาแรงแบบนี้ เหมาะยิ่งกว่าเหมาะที่จะมีนิตยสารจักรยานดีๆ สักเล่มในเมืองไทย”
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ไม่เครดิต
“กระแสจักรยานมาแรงแบบนี้ เหมาะยิ่งกว่าเหมาะที่จะมีนิตยสารจักรยานดีๆ สักเล่มในเมืองไทย”
อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง บรรณาธิการ ไซคลิง พลัส ไทยแลนด์ (Cycling Plus Thailand) ฉบับภาษาไทยของนิตยสารจักรยานชื่อดังจากเมืองผู้ดีที่ได้ยอมรับจากนักปั่นทั่วโลกบอกอย่างมั่นอกมั่นใจ
มั่นใจในฐานะนักปั่นคนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าจักรยานเป็นพาหนะที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้ มั่นใจอย่างแรงกล้าว่านิตยสารจักรยาน โดยคนรักจักรยานเล่มนี้ จะกระตุ้นให้คนอ่านหันมาปั่นเจ้าพาหนะสองล้อนี้กันอย่างแพร่หลาย
ในวันที่บนท้องถนนทุกเส้นทุกสายมีรถจักรยานโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถประจำทาง สองล้อหมุนไปอย่างคล่องตัว ฝ่าการจราจรติดขัด ซอกแซกไปตามช่องว่างระหว่างคัน เป็นที่สะดุดตาคนบนหลังพวงมาลัย สีหน้าท่าทางของสิงห์นักปั่นเหล่านั้นซีเรียสจริงจัง คล้ายเป็นการประกาศต่อหน้ารถทุกคันบนถนนว่าบัดนี้จักรยานมิใช่พาหนะเด็กเล่นอีกต่อไป หากเป็นพาหนะทางเลือกที่คนยุคใหม่ใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน
“ทุกวันนี้มีคนปั่นจักรยานมากขึ้นอย่างคาดไม่ถึง บางยุควัยรุ่นนิยมปั่นบีเอ็มเอ็กซ์เล่นท่าผาดโผน บางคนปั่นฟิกซ์เกียร์จนกลายเป็นแฟชั่น เป็นสีสันบนท้องถนน หลายคนปั่นเสือหมอบทัวริ่ง เมาท์เทนไบค์ไปเที่ยวต่างจังหวัด บ้างปั่นจักรยานแม่บ้านไปจ่ายตลาด
เดี๋ยวนี้มองไปบนถนน เราเห็นคนหันมาปั่นจักรยานซิตี้ไบค์ เป็นพาหนะหลักในทั้งปั่นออกกำลังกาย ปั่นเที่ยว ปั่นไปทำงานในคราวเดียวกัน การปั่นจักรยานไม่ใช่เรื่องของการปั่นแค่สนุกอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องของคนรวยคนจน คนเมืองคนชนบท แต่เป็นเรื่องของคนที่อยากหาทางเลือกใหม่ให้แก่ชีวิตครับ” เขาบอกเสียงเข้ม
จักรยานเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เมื่อรูปทรงโครงสร้างที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัย มาบรรจบกับศิลปะในการขับขี่ บังคับควบคุมให้ไปตามใจต้องการ ทั้งหมดคือเสน่ห์ของจักรยานที่ชายคนนี้หลงใหลหัวปักหัวปำ
“จักรยานเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประโยคคนเคยกล่าวไว้ว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มนุษยชาติคิดขึ้นมา มันพัฒนาสูงสุดเมื่อมาถึงจักรยาน พ้นจากจักรยานไปแล้ว มีแต่เทคโนโลยีที่ทำลายโลก ทำลายศักยภาพความเป็นมนุษย์
ปัจจุบันจักรยานกลายเป็นกระแสโลก เป็นเรื่องเดียวกันที่คนในนิวยอร์ก อัมสเตอร์ดัม ปักกิ่ง กรุงเทพฯ พูดถึงจักรยานเป็นคำตอบหนึ่งของเมืองน่าอยู่ เมืองที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในวิถีชีวิตประจำวันเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นเมืองน่าอยู่
เดี๋ยวนี้สุขภาพคนเมืองใหญ่มันเลวร้ายกันไปหมด ดังนั้นจักรยานมันได้สุขภาพที่ดีของคนใช้ ได้สุขภาพของเมืองที่เราอยู่ด้วย”
ในมุมมองของอิทธิฤทธิ์ เขายอมรับว่ากรุงเทพมหานครยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นเมืองจักรยาน
“ไม่ใช่เฉพาะจักรยาน แต่คนเดินถนนก็เหมือนกัน ผังเมืองเอย ฝาท่อเอย ฟุตปาทที่มันสะเปะสะปะเอย แต่เราคงไม่รอวันพร้อมที่จะทำให้เราออกไปปั่นใช่ไหมล่ะ กรุงเทพฯ ยังมีมุมดีๆ อีกเยอะ มุมที่แปลกใหม่ มีสีสัน ถ้าเกิดได้ปั่นจักรยานช้าๆ ไปตามตรอกซอกซอย มันได้สัมผัสกับแง่มุมน่าสนใจได้ชัดกว่า บางทีเราเดินก็ไปได้ไม่ทั่ว เข้าไม่ถึง เชื่อผมสิ ถ้าคุณไม่ใช้จักรยานในกรุงเทพฯ ก็เสียโอกาสที่จะได้เจอแง่มุมแบบนั้น” เขายิ้มมุมปาก
มิใช่เป็นเพียงพาหนะในการเดินทาง หากแต่เป็นมาตรวัดรสนิยม ใช้จักรยานแบบไหน เราก็เป็นคนแบบนั้น มันเป็นเหมือนของมีค่า เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของชีวิต
อิทธิฤทธิ์ออกตัวว่าเป็นคนเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ผาดโผนโจนทะยาน จักรยานคันโปรดในครอบครองเลยมีแต่จำพวกโรดไบค์ ซิตี้ไบค์ และทัวริ่ง เหมาะแก่การสัญจรในเมืองมากกว่าลุยน้ำดำโคลน
“ผมรักอิสระ เวลามีเรื่องกลุ้มๆ ก็จะคว้าจักรยานออกไปปั่นคลายเครียด เวลาอยู่บนหลังอาน สองล้อหมุนไป ได้อยู่นิ่งๆ อยู่กับตัวเอง ความเครียดมันละลายหายไปหมด
ทุกสัปดาห์ผมชอบตื่นเช้ามาปั่นในวันหยุด รถน้อย ถนนโล่ง มันสดชื่น ได้พลังงานดีมาก”
กลับมาที่การนำนิตยสารจักรยานที่มีอายุเก่าแก่กว่ายี่สิบปีมาปลุกปั้นในฉบับภาษาไทย จำนวน 145 หน้า ราคา 150 บาท ด้วยประสบการณ์การทำหนังสือที่เชี่ยวกรำของบรรณาธิการคนนี้
อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง พื้นเพเป็นคนอุบลราชธานีโดยกำเนิด จบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาการสื่อสารมวลชน วิชาเอกหนังสือพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยผ่านงานเป็นผู้สื่อข่าวทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ทางด้านข่าวสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นกองบรรณาธิการนิตยสารโลกสีเขียว ก่อนเปลี่ยนสายไปสู่การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสื่อ (Media Campaigner) ของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำงานด้านการเขียนของตัวเอง รับงานเขียนอิสระและเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่ม มีผลงานเขียนพ็อกเกตบุ๊กออกมาแล้ว 5 เล่ม เช่น ความสุขในสวนหลังบ้าน สร้างชีวิตด้วยแนวคิดไร้ขีดจำกัด วันที่ชีวิตเดินทาง และชีพจรแห่งโยคะ ทุกวันนี้ยังคงชอบการเดินทาง การเขียนหนังสือ การฝึกโยคะและการขี่จักรยาน
เขาย้ำอีกครั้งว่าเมืองไทยพร้อมแล้วที่จะมีนิตยสารจักรยานดีๆ สักเล่ม
“ไซคลิง พลัส เป็นแบรนด์หนังสือที่นักปั่นทั่วโลกยอมรับ พอเอามาทำ ต้องดูว่าเหมาะกับคนไทยหรือเปล่า เดี๋ยวนี้แค่คลิกก็รับรู้ข้อมูลท่วมท้นอยู่แล้ว แต่เราต้องการอัพเดตเรื่องโรดไบค์ ซิตี้ไบค์ ซึ่งเป็นเรื่องหลักของทางฉบับอังกฤษ
พอมาเป็นไซคลิง พลัส ไทยแลนด์ เราพยายามสื่อสารถึงคนปั่นจักรยานทุกกลุ่ม ทุกแนว ขอใช้คำว่า สปอร์ต แอนด์ ไลฟ์สไตล์ แมกกาซีน ยังคงความเป็นดั้งเดิมอยู่ แต่เพิ่มในส่วนของเนื้อหา ข่าวสารความเคลื่อนไหวแบบไทยๆ เช่น เรื่องแฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ความเคลื่อนไหวในแวดวงจักรยาน ทั้งสิ่งที่ผ่านมาแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น เรื่องท่องเที่ยวในบ้านเรา เราชวนนักปั่นชาวไทยจริงๆ มาขึ้นปก
ทุกอย่างที่ทำต้องสะท้อนความเป็นมืออาชีพ รับผิดชอบผู้อ่าน รับผิดชอบต่อสังคม แต่ไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง อย่างน้อยเราต้องมีความเจ๋งในตัวเอง ไม่เดินตามใคร ต้องมีความสง่างามในแบบของเรา”
ยามขับขี่จักรยาน เขาใช้ความรัก ความสนุกเป็นเครื่องชี้นำในการออกแรงปั่น เช่นเดียวกับการทำนิตยสารจักรยานเล่มนี้ เขาและทีมงานก็ทำมันออกมาด้วยความรัก ความสนุก เพื่อให้รสชาติการอ่านของผู้อ่านเป็นรสชาติเดียวกับการออกไปปั่นจักรยาน
“ทุกคนในกองขี่จักรยานเป็น แต่ไม่จำเป็นต้องนักปั่น สำคัญว่าต้องสื่อสารกันได้ ไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มาก รักแล้วสนใจ อยากศึกษา มีใจ บางคนเข้าเลือด บางคนอยู่ในลมหายใจ บางคนอยู่ในดีเอ็นเอเลยด้วยซ้ำ
นักปั่น ผมชอบคำนี้นะ แต่คงไม่เรียกว่าตัวเองเป็นนักปั่น ขอเป็นเพียงคนรักจักรยานก็พอ พร้อมจะรักจักรยานทุกแบบ พร้อมจะคว้าจักรยานทุกคันออกไปบนถนน” บรรณาธิการไซคลิง พลัส ไทยแลนด์ หัวเราะแช่มชื่น
แล้วคุณล่ะพร้อมหรือยังที่จะไปร่วมทำให้สังคมน่าอยู่ ด้วยการใช้จักรยานเป็นตัวปรับปรุงสภาพแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจแก่กันและกัน







