
บริหารงานให้ได้ทั้งคุณภาพและบริการ
....ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์
จากประสบการณ์การบรรยายกับหลายบริษัท ผมพบว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพ มีของเสียจำนวนมากกว่าปกติ จากการวิเคราะห์ พบว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน แต่ต้องทำงานเหมือนกับพนักงานเก่าที่มีความชำนาญสูง เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะพนักงานเก่ามีฝีมือที่เคยทำงานโดนจ้างออกไปเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจปีที่แล้ว จากความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นและปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ จึงทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจว่า
“ระหว่างปริมาณที่ผลิตได้ (Quantity) กับคุณภาพ (Quality) อะไรสำคัญกว่ากัน?”ถ้าให้ความสำคัญกับปริมาณ โดยไม่ใส่ใจคุณภาพ แน่นอนปัญหาที่ลูกค้าร้องเรียนคงเข้ามาเยี่ยมเยียนบริษัทของท่านในไม่ช้าเป็นแน่ แต่ถ้าให้ความสำคัญกับคุณภาพมากเกินไป งานก็ไม่เดิน ผลิตไม่ได้ตามกำหนด ส่งของได้ไม่ทันเวลา ผลกระทบคือ อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อจากผู้ขายรายอื่นก็แย่อีกเหมือน จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ผมนึกถึงหนึ่งในกรณีศึกษาจากหนังสือจิตสำนึกคุณภาพสร้างได้จริงใน 120 วัน ซึ่งผมแต่งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ลองอ่านและพิจารณาดูนะครับว่า บริษัทของท่านเป็นอย่างนี้บ้างหรือไม่
“
กรณีศึกษา ทำไม่ได้!!! แต่ต้องทำให้ได้!!! เข้าใจไหม?”ตอนเช้าของวันสิ้นเดือน ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ผู้จัดการมาทำงานเช้ากว่าทุกวัน แล้วรีบเรียกลูกน้องเพื่อประชุมก่อนเริ่มงาน ผู้จัดการยืนทำหน้ายักษ์ แล้วเริ่มกล่าวทักทาย
“
พวกเราเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่า ตอนนี้บริษัทของเรายังมียอดค้างส่งให้กับลูกค้าอีกห้าพันชิ้น ซึ่งถ้าเราทำตามปกติก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน เนื่องจากต้องส่งสินค้าให้กับลูกค้าให้ทัน มิเช่นนั้นเราก็จะถูกปรับ ดังนั้นผมจึงขอให้พวกเราช่วยกันเร่งมือให้เต็มที่ เพื่อที่จะส่งงานที่เหลืออีกห้าพันชิ้นนั้นให้ทันพรุ่งนี้เช้า ผมคิดว่าพวกเราคงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทขณะนี้ สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรุ่งนี้ผมจะมาฟังข่าวดี” พูดจบผู้จัดการก็กลับไปทำงาน ปล่อยให้หัวหน้างานและลูกน้องยืนตะลึงกับคำสั่งแบบบีบคอให้ทำพนักงานคนแรกถามตัดพ้อขึ้นว่า
“เอาไงดีพี่!! ผู้จัดการเล่นสั่งแบบนี้ เราจะทำยังไงกันดีล่ะ โอ้โฮ!!! งานที่เหลือห้าพันจริงๆ แล้วต้องใช้เวลาสองวัน แต่พี่เขาจะให้เสร็จในวันเดียว ใครจะไปทำได้ล่ะ พวกผมไม่ใช่เทวดานะ”หัวหน้างาน (Supervisor) นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแสดงความเห็นดังขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ใต้ดิน (ใต้ดินในที่นี้ หมายถึง การทำงานลัดขั้นตอน) เลยไหมพี่? รับรองทันแน่นอน”หัวหน้างานรับฟัง แล้วครุ่นคิดในใจ
“
ถ้าพรุ่งนี้งานไม่ได้ห้าพันละก็ พี่เขาเอาเราตายแน่ๆ !!!แต่ถ้าเราใต้ดิน แล้วผิดพลาดมีปัญหาเกิดขึ้น หรือว่าถ้ามีคนจับว่าเราไม่ทำตามขั้นตอนแล้วละก็ เราก็ตายอีกเหมือนกัน
”หลังจากยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก็ตัดสินใจพูดกับลูกน้องว่า
“
เอา! เป็นไงเป็นกัน ใต้ดิน (ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้) ไปเลยแล้วกัน แต่ระวังกันหน่อยนะ! อย่าให้พลาด หรือมีใครจับได้ เดี๋ยวจะซวยกันหมด วันนี้กี่ทุ่มก็ต้องทำให้เสร็จห้าพันนี้ให้ได้”พูดจบก็รีบสั่งให้ลูกน้องรีบแยกย้ายกันไปทำงาน
สายๆ ของวันรุ่งขึ้น ผู้จัดการคนเดิมเดินยิ้มแก้มปริเข้ามาตบไหล่หัวหน้างานอย่างสบายอารมณ์ ซึ่งต่างกับคนหน้ายักษ์เมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แล้วพูดขึ้นว่า
“ขอบใจนะ คุณนี่เก่งมากๆ เลย ที่สามารถทำให้เสร็จได้ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ผมฝากไปขอบคุณลูกน้องคุณทุกๆ คนด้วยนะ แหม!!! ทำได้เยี่ยมจริงๆ” พูดจบผู้จัดการก็ไปดื่มกาแฟด้วยความสบายใจกรณีนี้เล่นบีบคอกันเลย ซึ่งผลที่ตามมาก็มีสองอย่าง ถ้าไม่มีสิ่งผิดปกติ หรือลูกค้าไม่รู้ก็ถือว่าโชคเป็นของเราอีกครั้ง แต่ถ้าเกิดปัญหา หรือลูกค้าจับได้ ก็ไม่ต้องถามนะครับว่าเราจะทำกันอย่างไรต่อไป
กรณีศึกษานี้เกิดขึ้นกับทุกหน่วยงานละครับ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต หรือบริการ ภาครัฐ หรือภาคเอกชน ซึ่งมีทางเดียวที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ คือ การสร้างจิตสำนึก หรือความตระหนักในคุณภาพ ซึ่งต้องทำกันทุกคนนะครับ ขอย้ำว่า ต้องทำทุกคนจริงๆ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงสุด ไปจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ครับ
1.วิเคราะห์ความสามารถจริงๆ ของเราก่อนว่า เรามีความสามารถขนาดไหน และไม่ควรทำงานเกินกำลังความสามารถ เพราะอาจเกิดความผิดพลาดเสียหายไม่ช้าก็เร็ว
2.ผู้บริหารกำหนดแนวทาง เช่น กำหนดการให้ความสำคัญกับการทำงาน โดยเน้นที่คุณภาพเป็นอันดับแรก การส่งมอบเป็นอันดับสอง ทำได้อย่างนี้ผู้ปฏิบัติก็ไม่สับสน
3.สร้างจิตสำนึกของการตรวจสอบ คือ ในระหว่างที่ทำงานต้องตรวจสอบการทำงานของตนเสมอว่าทำถูก หรือผิด เกิดสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่ (ไม่ควรทำไปแบบส่งๆ เพื่อให้เสร็จแบบขอไปที)
4.คิดถึงผู้ที่ทำงานต่อจากเรา โดยคิดเสมอว่า เราต้องส่งสินค้าดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ กับผู้ที่จะทำงานต่อจากเราเท่านั้น จะไม่ส่งของเสียออกไปเด็ดขาด
5.เมื่อเกิดปัญหา อย่ากลัว อย่าซุก อย่าปกปิดเด็ดขาด แจ้งไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้น โดยถือคติที่ว่า
“พบปัญหาในบริษัท ดีกว่าให้ลูกค้าเจอ”6.
หัวหน้าไม่ควรตำหนิ หรือลงโทษ โดยไม่วิเคราะห์หาสาเหตุ ต้นตอ หรือที่ไปที่มาของปัญหา หรือสิ่งผิดปกตินั้น เพราะจะทำให้พนักงานกลัว และไม่กล้าบอกความจริง7.หัวหน้าต้องเข้าไปปฏิบัติงาน ช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด และควรใช้ระบบพี่เลี้ยง หรือคู่หู (Buddy) ระหว่างพนักงานเก่ากับใหม่ อย่าทอดทิ้งพนักงานใหม่ให้เปล่าเปลี่ยว ทำงานคนเดียว เพราะโอกาสผิดพลาดนั้นมีสูง
8.เมื่อเกิดปัญหาอย่าหาที่ลง หาคนผิด หรือหาแผนกที่ทำงานผิดพลาด ควรที่จะประชุมและแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน หากโทษกันไป โทษกันมา ก็จะเกิดปัญหาการปัดความรับผิดชอบ การทำงานแบบป้องกันตนเอง สุดท้ายเป็นการทำลายความสามัคคีในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจุดจบก็คือ ความแตกแยก และการทำงานไม่เป็นทีมนั่นเองครับ
9.ผู้บริหารต้องใจกว้าง มีน้ำใจ เช่น ให้รางวัลเมื่อพนักงานสามารถทำงานได้ตามเป้า ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่ดีเยี่ยมอีกทางหนึ่ง
10.การให้กำลังใจกัน อย่าทอดทิ้งกัน และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะเราไม่ได้ขายสินค้าในชื่อของแผนกใดแผนกหนึ่ง หรือในนามของใครในบริษัท แต่เราขายของในนามบริษัท ซึ่งก็คือในนามของพวกเราทุกคนนั่นเอง ดังนั้นจะดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนละครับ เพราะถ้าหากลูกค้าร้องเรียนมา เขาก็ไม่ได้ตำหนิแผนกใด หรือคนใดคนหนึ่งนะครับ แต่เขาตำหนิในชื่อบริษัทนั่นเอง
ถ้าหากบริษัทใด หรือหน่วยงานไหนทำได้แบบนี้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าหัวบันไดบริษัทของท่านไม่แห้งเป็นแน่ เพราะลูกค้าจะวิ่งเข้ามาซื้อสินค้าตลอด จนผลิตกันไม่ไหวอย่างแน่นอนครับ สุดท้ายผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้า และบริการให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของลูกค้าตลอดไปครับ







