
เชี่ยวชาญ ก็พลาดได้
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
ทำไมเราพลาดคะ
หรือทำไมคนเก่งๆ ในโลกนี้ ถึงทำอะไรพลาดแบบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่เขาก็เก่งแสนเก่ง แต่ก็ยังพลาดได้ในเรื่องที่ ...ไม่น่าเป็นไปได้เลย
เราแทบทุกคนคิดว่า เรามีไอคิวอย่างน้อยก็มากกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานมาสักนิดละน่า ไม่อย่างนั้นเราจะเรียนจบปริญญามาได้อย่างไร และจะทำงานแบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร
แต่ลองมาสังเกตให้ใกล้อีกนิดไหมคะว่า จริงๆ แล้ว คนเราทำผิดพลาดทั้งเรื่องเล็กๆ และเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตได้อย่างไร และตัวเราเองจะตกเป็นเหยื่อการทำงานในแบบนี้ของสมองได้อย่างไรบ้าง
คนเก่งก็พลาดได้และผู้ที่เชี่ยวชาญนักหนา ก็สามารถพลาดได้อย่างไม่น่าเชื่อในสาขาที่ตัวเองเชี่ยวชาญนั่นเอง
เพราะเชี่ยวชาญ ก็เลยชิน
เพราะชิน ก็เลยสบายใจ
และเพราะสบายใจเกินไป ก็เลยพลาด
เป็นสมการง่ายๆ ที่คนทั่วไปลืมสังเกต พวกเขาก็เลยพลาดบ่อยๆ อย่างที่ไม่น่าจะพลาดจริงๆ
เรื่องราวความผิดพลาดที่น่าสนใจมาจากการสังเกตของโจเซฟ ที. ฮอลลีแนน ผู้เขียนหนังสือเล่มโปรดของหนูดี Why We Make Mistakes: How we look without seeing, forget things in seconds, and are all pretty sure we are way above average.
ระหว่างทีมงานของ NASA กับเด็กธรรมดาๆ อายุ 13 ปี ใครจะฉลาดกว่า เห็นแค่นี้ก็ตอบได้แล้วว่า NASA ฉลาดกว่าแน่ๆ แต่ในปี 2008 เด็กนักเรียนอายุ 13 ปีคนหนึ่งกลับสามารถแก้ไขการคาดคะเนของ NASA เรื่องวัตถุนอกโลกที่อาจพุ่งเข้าชนโลกได้ และเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น เด็กนักเรียนชั้นประถม 5 จากรัฐมิชิแกนที่เดินทางมาเที่ยว Smithsonian Museum ในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ก็ค้นพบข้อผิดพลาดในการแสดงโชว์ของพิพิธภัณฑ์ ที่ไม่มีใครค้นพบมาเป็นเวลา 27 ปีเต็ม
อย่าดูถูกสมองเล็กๆ ของเด็กๆ ที่เรามองว่า ไม่ฉลาดเท่าผู้ใหญ่ และต้องไปเรียนอีกหลายปีกว่าจะออกมาเป็นมันสมองที่มีคุณภาพของประเทศ แต่เด็กเล็กๆ มีหลายสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาจไม่มี นั่นคือ ดวงตาที่พยายามมองหารายละเอียดและการมองโลกที่สดใหม่ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่า “น่าจะเป็น” จนลืมมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่จริงๆ
ในปี 2007 เด็กนักเรียนวัย 13 ปี อีกคนหนึ่งจากประเทศฟินแลนด์ ก็ค้นพบความผิดพลาดในการเสนอข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ที่นำเสนอข่าวเรือดำน้ำของรัสเซียที่เดินทางไปถึงขั้วโลกเหนือ ภาพนี้ได้ถูกขายจากรอยเตอร์ให้กับสำนักข่าวทั่วโลกที่นำเสนอข่าวเดียวกันนี้ โดยไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกตเลย จนเด็กชายวอลเทอรี เซเรติน ได้มาเห็นข่าวนี้โดยบังเอิญและรู้สึกว่า ภาพนี้คุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงลองเช็กกับหนัง Titanic และพบว่า ภาพในข่าวนั้นเป็นการตัดต่อคลิปออกมาจากหนังเรื่องดังที่มีดิคาปริโอกับวินสเล็ตเล่นคู่กัน เขาบอกกับนักข่าวฟินแลนด์ว่า “ผมเช็กกับดีวีดีของผมและพบว่า เพียงเปิดหนังไปไม่กี่นาทีก็พบฉากที่ว่านี่เลย”
แล้วทำไมทีมงานข่าวระดับนานาชาติเป็นพันๆ คนที่เห็นคลิปข่าวนี้ต่างไม่มีใครสะดุดใจเลย
นี่คือเหตุผลที่เราควรตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ รวมถึงตรวจสอบผลงานของเราสม่ำเสมอด้วย แม้เราจะคิดว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่เพราะความเคยชินนั่นเองที่ทำให้เราพลาดไป
แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น สภาพแวดล้อมในบ้าน รอบบ้าน เราเองก็ไม่ควรคิดว่า เราชินแล้วและทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าเศร้า ก็คือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ณ เมืองเฟรเดอริกา รัฐเดลาแวร์ ที่ตัดสินใจผูกคอตายในเย็นวันที่ 30 ต.ค. ของปี 2005 เพียงหนึ่งวันก่อนวันฮัลโลวีน เธอผูกคอห้อยตัวลงมาจากต้นไม้ติดถนนใหญ่ในจุดถนนที่พลุกพล่าน แถมมีบ้านคนมีฐานะเรียงรายตลอดทั้งถนน แต่กว่าจะมีคนแจ้งความ 911 เพื่อให้ตำรวจมาพาร่างของเธอลง ก็ผ่านไปถึง 14 ชั่วโมง
เธอแขวนคอตายที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งและปลายเท้าลอยสูงจากพื้น 15 ฟุต และเธอแขวนคอตั้งแต่สามทุ่มของคืนวันที่ 30 ต.ค. ซึ่งตอนนั้นยังคงมืดและไม่มีใครมองเห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงเช้าวันที่ 31 ต.ค. ถนนเริ่มพลุกพล่าน คนออกไปทำงาน เด็กๆ ไปโรงเรียน มีคนเห็นร่างของเธอแล้วหลายคน แต่กลับไม่มีใครสนใจเลย กว่าจะมีคนโทรแจ้งตำรวจ เวลาก็ผ่านไปเกือบ 11 โมงเช้าแล้ว พวกเขาให้การกับตำรวจว่า เพราะมันเป็นวันฮัลโลวีน ทุกคนเลยนึกว่า ศพของเธอเป็นเพียงการแต่งต้นไม้รับวันฮัลโลวีนเท่านั้น
ยิ่งเราคุ้นเคยกับอะไรมากเท่าไร เรายิ่ง “มองข้าม” มากขึ้นเท่านั้น แทนที่จะมองเห็นรายละเอียดมากขึ้น
สามีภรรยาฝรั่งเวลาทะเลาะกันมักจะพูดว่า “เธอก็เห็นฉันเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านเท่านั้นล่ะ” น่าจะเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงสิ่งที่เราเห็นทุกวัน จนคุ้นชิน คุ้นตา และหากมีอะไรแปลกไปบ้าง สมองของเราก็จะสรุปให้ตามความเคยชินว่า ทุกสิ่งก็เหมือนเดิม
การใช้ชีวิตทุกๆ วัน โดย “สรุป” ไว้ก่อนว่า สภาพแวดล้อมของเราจะเหมือนๆ เดิม และการทำงานที่เราทำเก่งแล้ว ก็จะเหมือนๆ เดิม โดยเราไม่ต้องเปลืองพลังงานสมองลุกขึ้นมาตรวจสอบอะไรใหม่สักเท่าไรนั้น ทำให้เราเสี่ยงมาก ในการที่จะพลาดในเรื่องง่ายๆ ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพราะต่อให้เราเชี่ยวชาญมากแค่ไหน เราก็ยังสามารถตกเป็นเหยื่อของความขี้เกียจของสมองเราเองได้
วิธีเดียวที่เราจะเอาชนะธรรมชาติตรงนี้ของสมองได้ ก็คือ การบอกตัวเองว่า ฉันจะหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอในทุกๆ เรื่อง ไม่ปล่อยให้ความเคยชินหรือความเก่งกาจของเรา มาบดบังความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ให้คลาดสายตา จนอาจกลายเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงได้ในที่สุด







