
จากวันวาน ถึงวันนี้ หลากวิถี ณ ถนนสามเสน
ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ วิชช์ญะ ยุติ
“ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ”
พร่ำนิราศพระบาทของบรมครู “สุนทรภู่” ไปหลายจบ เผลอแป๊บๆ เราก็มายืนอยู่บนถนนสามเสน แถวๆ ซอยสามเสน 11 ที่เชื่อมต่อซอยสามเสน 13
เราไม่รอช้า เดินดุ่มๆ มุ่งหน้าเข้าซอย บางแยกย่อยนั้นอาจจะเป็นซอยตัน แต่สามารถเดินทะลุถึงกันได้โดยสะดวก บ้านเรือนตั้งติดเรียงเป็นตับ สะอาดสะอ้าน น่าอยู่อาศัย เด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมเก่าสลับกับตึกแถวสมัยใหม่ แลดูขัดแย้งแต่ก็น่าค้นหารากเหง้าความเป็นมา
เดินเข้าซอยไม่ไกลเกินกำลัง ก็จะเจอ 2 ชุมชนใหญ่ที่มีเรื่องราวเรื่องเล่ายาวนาน บ้านญวน กับ บ้านโปรตุเกส ซึ่งทั้งสองชุมชนนี้สงบเงียบและงดงามตามวิถีชาวคริสต์ อันมี 2 วัดสำคัญ “วัดนักบุญฟรังซีสเซเวียร์” กับ “วัดคอนเซ็ปชัญ” เป็นจุดศูนย์กลางให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ชุมชนญวนที่วัดนักบุญฟรังซีสเซเวียร์
ญวนไม่ได้มีแค่ที่เวียดนาม ที่ประเทศไทยก็มีญวน ยิ่งเฉพาะที่สามเสนซอย 13 ถือเป็นชุมชนญวนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ที่นี่เป็นที่รู้จักในฐานะชุมชนญวนเก่าแก่ และวัดนักบุญฟรังซีสเซเวียร์นั้นก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของชาวญวน ที่อพยพมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2377
ตามหลักฐานว่ากันว่าเป็นกลุ่มแรกของชาวญวนที่เข้ามาประเทศไทย คือ คริสตังญวน ที่หนีการเบียดเบียนศาสนาในประเทศอันนัม โดยเข้ามาพร้อมกับกองทัพไทยที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งไปสู้รบกับกองทัพพระเจ้ามินหม่าง พระยาวิเศษสงคราม และพระยาณรงค์ฤทธิ์ โกษา นายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ ซึ่งเป็นคาทอลิก จึงได้กราบทูลขอชาวญวนคริสตังเหล่านี้ไปชุบเลี้ยงและก่อร่างสร้างชุมชนบนถนนสามเสน
แรกเริ่มโบสถ์วัดนักบุญฯ สร้างด้วยไม้ไผ่ กาลต่อมาได้เปลี่ยนเป็นงานก่ออิฐถือปูน หลังขนาดใหญ่ ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ลักษณะเป็นโบสถ์นีโอกอธิกงดงามด้วยงานสถาปัตยกรรมโบราณ ภายในมีดาวประดับและตกแต่งด้วยกระจกสี มีรูปปูนปั้นพระแม่มารีกับนักบุญฟรังซีสเซเวียร์ เด่นเป็นสง่าน่าเลื่อมใส
รอบๆ วัดเป็นบ้านเรือน เก่าบ้าง ใหม่บ้าง ตึกแถวมีแต่น้อย ส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังๆ น่าสนใจ คือ ร้านอาหาร ร้านขายของ และแผงขายละลานไปหมด ใครไปตอนเช้าก็จะเจอกับตลาดเช้าที่คึกคักมากๆ ยิ่งเช้าวันอาทิตย์ยิ่งคึกคัก ผู้คน ของกินแบบฉบับญวน จะถูกนำมาตั้งขายกัน ให้คนที่ชอบการกินได้ลิ้มรส
ถามไถ่คนแถวนั้นบอกว่าของอร่อยหากินยากและแปลกๆ ก็มีเยอะ มากกว่าแหนมเนือง ขนมเบื้อง ข้าวเกรียบปากหม้อ ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี ก็เห็นจะเป็น “ปลากริมปลา” นี่แหละ ปกติปลากริมเป็นขนม แต่ที่นี่ปลากริมเป็นของคาว ใช้เส้นกวยจั๊บญวนต้มใส่เนื้อปลาช่อน ปรุงรสกลมกล่อม โรยใบผักชีฝรั่ง บีบมะนาว อร่อยเลิศ (เราเองก็ยังไม่ได้ลองนะ เจ้าถิ่นบอกอย่างนั้น 555) ที่สำคัญ ปลากริมยังมีหลายปลากริม ปลา หมู ไก่ เลือกได้ตามชอบ
ถ้าไปช่วงคริสต์มาส ก็จะได้หม่ำ ข้าวต้มมัดญวน ห่อใหญ่ ไส้เยอะ จำได้ว่าเคยไปเยือนชุมชนญวนที่หนองคาย เขาก็มีข้าวต้มมัดญวนให้กินเช่นกัน กินมัดเดียวก็จุก ไส้อัดแน่นด้วยหมูสามชั้น ถั่วเขียว และเครื่องอื่นๆ อีกสารพัด อร่อยจนน้ำตาไหล เพราะปลื้มปริ่มในฐานะเป็นขนมแห่งความสามัคคี ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำ อย่างที่ชาวญวนสามเสนทำก็คงคล้ายกัน จะทำเฉพาะในวันคริสต์มาส หลังทำพิธีมิสซาเสร็จ ทุกคนก็จะได้อิ่มแปล้ด้วยข้าวต้มมัด
เรื่องภาษาญวน คนในชุมชนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เท่านั้นที่จะยังส่งภาษาญวนถึงกัน เด็กรุ่นหลังๆ พูดกันไม่ได้แล้ว จะรู้แค่คำทักทาย หรือภาษาญวนง่ายๆ กินข้าวหรือยัง ไปไหนมา น่ารักจัง ผมรักคุณ แค่นี้จริงๆ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหาย โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน ภาษารากเหง้าของบรรพบุรุษจึงถูกกลืนและเลือนหายไปกับการเปลี่ยนแปลง จริงแท้และแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะชาวญวนที่สามเสน ชาวญวนที่อื่นๆ ก็เป็น เลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น
วัดคอนเซ็ปชัญของชาวโปรตุเกส
ไม่ไกลกันนัก เดินไม่กี่ก้าวก็จะถึงวัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งคนแถวนั้นเรียกกันว่า วัดใน ขณะที่วัดนักบุญฟรังซีสเซเวียร์ จะรู้จักในนาม วัดสามเสน ที่เรียกวัดในน่าจะเพราะทำเลที่อยู่ด้านในนั่นเอง
วัดนี้ตั้งอยู่กลางชุมชนชาวโปรตุเกส เกือบจะติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านเรือนชาวชุมชนโอบล้อมไว้อย่างอบอุ่น ว่ากันตามประวัติ ชาวชุมชนนั้นเป็นชาวโปรตุเกสที่สืบเชื้อสายเมื่อครั้งเข้ามาค้าขายสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดราว พ.ศ. 2217 มีโบสถ์ไม้เป็นเอกลักษณ์
เรื่องราวของชาวชุมชนโปรตุเกสปรากฏชัดอีกครา เมื่อ พ.ศ. 2325 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวเขมรที่หนีภัยจากการจลาจลราว 400500 คน ให้มาอยู่รวมกับชาวโปรตุเกสที่ตรงนี้ ตั้งแต่นั้นชุมชนโปรตุเกสสามเสนจึงหลอมรวมเอาชาวเขมรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกชุมชน และเรียกว่า บ้านเขมรแห่งวัดคอนเซ็ปชัญ
พร้อมกันทั้ง พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ยังมีดำริให้สร้างวัดคอนเซ็ปชัญขึ้นใหม่ แทนโบสถ์หลังเดิมที่ทรุดโทรมลงราวๆ พ.ศ. 2379 ซึ่งตัวโบสถ์นั้น สวยเด่นเป็นสง่า ตั้งตระหง่านอยู่กลางชุมชน งดงามด้วยงานสถาปัตยกรรมยุโรป
เราเดินสำรวจรอบๆ ลานด้านหน้าโบสถ์จะมีแท่นบูชาพระแม่มารีตั้งอยู่ แม้จะเก่าแต่ก็ดูขลัง เช่นเดียวกับสภาพบ้านเรือน บ้านเก่ามีหลายหลังน่าชม เป็นบ้านไม้เสียส่วนใหญ่ ไปตอนบ่ายๆ เงียบด้วยผู้คน เสียงฝีเท้าคนเดินได้ยินไปทั่วชุมชน
เดินจากโบสถ์อีกหน่อยก็จะเจอแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นท่าเรือเล็กๆ มีป้ายบอกว่าท่าเรือรับเสด็จ วิวเจ้าพระยายามบ่ายก็สวยได้อารมณ์ไปอีกแบบ ยิ่งเฉพาะวิวไกลของ 2 สะพาน สะพานซังฮี้ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายก็จะเป็นสะพานพระราม 8 ถ้าได้มายืนตรงนี้ตอนค่ำๆ น่าจะสวยมากๆ ไฟคงระยิบเปล่งประกายจับใจ
แม้จะดูเงียบหงอย ทว่าภายในชุมชนก็มีร้านค้าร้านขายเปิดให้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ หรือกินของอร่อย แก้หิวได้ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง มีเยอะ แต่ที่ตั้งใจว่าจะได้ลิ้มรสอาหารโปรตุกีสรสชาติดั้งเดิมเหมือนที่อยู่ในโพย เนื้อแซนโม ต้มมะฝาด แกงเหงาหงอด ขนมจีนคั่วไก่ เป็นต้องอดกัน เพราะหาไม่มี ชาวบ้านบอกต้องเป็นวาระพิเศษเท่านั้นถึงจะมีให้หม่ำ เช่น งานแต่ง งานพระแม่ไถ่ทาส มาแล้วได้กินชัวร์
หอบความผิดหวังกลับออกจากชุมชน มุ่งหน้าสู่ปากซอย ความคึกคึกของเด็กนักเรียนน้อยจากโรงเรียนในย่านนั้น เห็นชัดเลยว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ชุมชนเก่าแก่ แล้วก็ไม่ใช่ชุมชนชาวโปรตุเกส แต่ยังเป็นแหล่งการศึกษาที่รวมไว้ซึ้งสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ
รอบๆ ทั้งสองชุมชนยังมีสถานที่ที่น่าไปเยือน พร้อมสัมผัสเรื่องเล่าต่างๆ
1.ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สวนสุนันทา
ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2523 ตัวตึกเป็นตำหนักเก่า “สายสุทธานภดล” สร้างขึ้นสมัยต้นรัชกาลที่ 6 เด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบเรือนมะนิลา มี 2 ชั้น เพดานและใต้ถุนยกสูง ภายนอกตึกมีลวดลายปูนปั้น ช่องลมฉลุลายงดงาม เดิมเคยเป็นที่ประทับ “พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา” พระอัครชายาในรัชกาลที่ 5 ภายในจัดแสดงศิลปวัตถุและของใช้ส่วนพระองค์ ตลอดของสะสมของพระวิมาดาเธอฯ เช่น ภาพเขียนสีน้ำมันโดยคุณข้าหลวง ชุดเฟอร์นิเจอร์ศิลปะจีน สมุดไทยโบราณ กระดานชนวน ตะเกียง เครื่องแต่งกายสาวชาววัง หุ่นกระบอก ฯลฯ ผู้สนใจแวะไปชมกันได้ ซึ่งระหว่างวันที่ 24-28 มิ.ย.นี้ ที่นี่จะมีงานรำลึกถึงพระวิมาดาเธอฯ โทร. 02-665-7702
2.สะพานซังฮี้
ชื่อเต็มคือสะพานกรุงธน เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมฝั่งกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน
สร้างเมื่อ 31 ส.ค. 2497 เปิดการจราจรวันที่ 7 มี.ค. 2500 ส่วนชื่อซังฮี้ มาจากเครื่องกิมตึ้ง หรือชื่อเครื่องถ้วยชามของประเทศจีน มีลวดลายต่างๆ ตกแต่งสวยงาม ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 นิยมสั่งถ้วยชามเหล่านี้มาจากประเทศจีนเพื่อใช้และสะสม และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น ได้พระราชทานนามตำหนัก ถนน สะพาน และคลองต่างๆ เป็นชื่อเครื่องกิมตึ้งของประเทศจีนทั้งสิ้น ซึ่งใครมาแถวชุมชนญวน หรือชุมชนโปรตุเกส ก็จะมองเห็นสะพานซังฮี้ได้ถนัดทีเดียว
3.สะพานพระราม 8
ได้ชื่อว่าเป็นสะพานยามค่ำคืนที่สวยที่สุด มีความยาวรวม 475 เมตร โดดเด่นสวยงามเพราะถูกออกแบบเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร หรือสะพานหลักเสาเดียว ติดอันดับ 5 สะพานขึงระดับโลก (รองจากเยอรมนี 3 แห่ง และเนปาล 1 แห่ง) ที่สวยงาม โดยผสมผสานงานศิลปะแบบไทยไว้อย่างลงตัว คนชอบถ่ายรูปก็มักเลือกสะพานแห่งนี้เป็นโลเกชั่นเสมอ ถ้าไปยืนบนท่าเรือในชุมชนโปรตุเกส สามเสน ก็สามารถเห็นวิวสวยๆ สะพานพระราม 8 ได้เช่นกัน
4.หมูทอดเมตตา
แม้จะมาเยือนถิ่นญวนกับถิ่นโปรตุกีส แต่เราขอท้าให้ลองหมูทอดเจ้านี้แล้วจะติดใจ เขาทำได้อร่อยเด็ดดวงจนหยุดไม่ได้ หมูทอด หมูหวาน หมูฝอย ตับทอด เนื้อแดดเดียว อร่อยทุกอย่าง กินกับข้าวเหนียวนุ่มมากกก ยิ่งอร่อย ถือเป็นของอร่อยง่ายๆ ที่แทรกตัวอยู่ใน 2 ชุมชนที่ห้ามพลาด







