
การทำงาน รายได้ และสถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุไทย
เรื่อง : รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
ในสัปดาห์ก่อนๆ นั้น ได้นำเสนอว่า บุตรยังคงเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจที่สำคัญของผู้สูงอายุ นอกจากบุตรแล้ว การทำงานเป็นแหล่งรายได้ในลำดับถัดมาของผู้สูงอายุ การสำรวจประชากรสูงอายุประเทศไทย พ.ศ. 2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงาน มีประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นของผู้สูงอายุที่ทำงานในช่วงสัปดาห์ก่อนสัมภาษณ์ โดยสัดส่วนของผู้ที่ทำงานลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเพศชายมีแนวโน้มที่จะทำงานมากกว่าเพศหญิง ผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตชนบทมีสัดส่วนที่ทำงานสูงกว่าผู้สูงอายุในเมือง และผู้สูงอายุที่ทำงานมักอยู่ในภาคการเกษตรหรือภาคนอกระบบ โดยส่วนใหญ่ (63%) มีสถานภาพการทำงานเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง อันดับถัดมาเป็นการช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่มีรายได้ (17%)
ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุไทย มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อปี และ 15% มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี และกว่า 1 ใน 5 รายงานว่ามีรายได้ไม่เพียงพอ อีกกว่า 1 ใน 4 ไม่พอใจสถานะทางการเงิน ผู้สูงอายุในเขตเมืองมีรายได้สูงกว่า มีสัดส่วนที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่ำกว่า และไม่พอใจในสถานะทางการเงินต่ำกว่าผู้สูงอายุในเขตชนบท การที่ผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำ ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานและแหล่งหลักของรายได้มักมาจากบุตร
การออมและทรัพย์สินที่มีน่าจะเป็นเครื่องชี้สถานะทางเศรษฐกิจในยามสูงอายุ หากมีการออมไว้ล่วงหน้าก็จะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาการขาดรายได้ เนื่องจากการหยุดทำงานเมื่อยามสูงวัย ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2550 ชี้ให้เห็นว่า 69% ของผู้สูงอายุไทยมีการออมหรือสะสมทรัพย์สินทั้งในรูปของสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ แต่สัดส่วนที่รายงานว่ามีทรัพย์สินหรือการออมมากกว่า 1 ล้านบาท มีเพียง 6% เท่านั้น
การที่ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงาน มีรายได้ต่ำและมีทรัพย์สินหรือเงินที่ออมไม่มาก และไม่มีหลักประกันรายได้ยามชราภาพ ทำให้ผู้สูงอายุไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจหรืออยู่ในภาวะยากจน







