posttoday
อรภา ศิลมัฐ (ว่าที่) คุณหมอคิดนอกกรอบ

อรภา ศิลมัฐ (ว่าที่) คุณหมอคิดนอกกรอบ

18 เมษายน 2553

เรื่อง: ปอย / ภาพ: ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐบาลคะแนนสูงอันดับต้นๆ ของประเทศเป็นปลื้มทั้งครอบครัวแล้ว แต่นักศึกษาแพทย์หน้าใสกิ๊ง “น้องมิ้นต์” อรภา ศิลมัฐ กลับตัดสินใจเลือกเล่าเรียนศึกษานอกกระแสหลัก คณะแพทย์เอกชน น้องมินต์ บอกยิ้มหวานว่า กำลังศึกษาปีที่ 5 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ บอกให้ฟังกันเป็นเรื่องธรรมดาๆ กันอย่างนี้ ก็คงไม่ต้องแจกแจงกันยาวว่า เธอเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

มิ้นต์กำลังศึกษาในคณะแพทย์แผนจีน วันนี้ยังไม่มีแพทย์ที่จบในเมืองไทยเลย มิ้นต์บอกภาคภูมิใจกับเครื่องแบบมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่อกซ้ายติดเข็มกลัดอักษรจีน ตัว “เสียง” แปลว่า คุณงาม ความดี แสดงถึงอุดมการณ์ และความพร้อมพาชีวิตออกนอกกรอบจากเส้นทางเดิมๆ อย่างไม่ยำเกรงการเดินฝ่าออกนอกเส้นทางใหม่ๆ ที่อาจมีสิ่งไม่คาดฝันให้น่าตื่นเต้นได้ตลอดเวลา

“ปรึกษาคุณแม่ บอกมิ้นต์เอนท์ติดแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มิ้นต์ไม่เรียนได้ไหม? โดยมิ้นต์มีเหตุผลเราเรียนจบ 6 ปี ใช้ทุนอีก 2 ปี แล้วไปเรียนต่อเฉพาะทางอีก 2 ปี ออกมาทำงานเปิดคลินิกหลังเลิกงานเหรอ? ให้ไปทำงานเป็นแพทย์ชนบทอยู่ชายแดนท้าทายสนุกกว่าไหมคะแม่? มิ้นต์เป็นคนดื้อมั้งคะ (หัวเราะเบาๆ) คุณแม่ก็บอกว่า... 6 ปีที่เรียนหมอกับอีกตลอดชีวิตการทำงาน ชีวิตเป็นของเธอ เธอโตแล้ว ลองคิดชั่งน้ำหนักดูเอาเองว่าอย่างไหนทำแล้วมีความสุขกว่ากัน

...ซึ่งคำว่า แพทย์แผนจีน ฟังๆ ดูก็ประหลาด (หัวเราะ) เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรุ่นมิ้นต์ ลองไปค้นคว้าศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต แล้วคุณแม่ก็ทำงานในฝ่ายพัสดุประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แม่แนะนำให้มิ้นต์ลองไปคุยกับพวกคุณลุงคุณอาหมอๆ ดู เกือบทุกท่านเลยค่ะบอกว่า น่าจะลองดูนะ เพราะแนวโน้มแพทย์ทางเลือกกำลังมาแรงมาก ความใฝ่ฝันของมิ้นต์ คืออยากเป็นหมอที่ดี ...หมอที่ดีคือหมอที่ไม่เลี้ยงไข้ มีคนไข้เหตุฉุกเฉินดึกๆ ดื่นๆ ก็ต้องรีบมา มิ้นต์อยากเป็นคนทำงานแบบนี้ค่ะ และอยากกรุยทางด้วยตัวเอง ไม่อยากเดินตามทางที่คนอื่นปูไว้ให้ก่อนแล้ว ปรากฏว่าลูกสาวรอด แต่คุณแม่โดนคนรอบๆ ข้าง ญาติๆ ต่อว่ามากกว่ามิ้นต์อีก (หัวเราะ) ว่าทำไมปล่อยลูกสาวมาเรียนที่นี่ล่ะ เพราะอนาคตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คือสิ่งที่เห็นๆ อยู่ว่าดีที่สุดอยู่แล้ว” มิ้นต์ ว่า

เมื่อถามเรื่องท้าทายสำหรับมิ้นต์ในการเรียนสาขานี้ มิ้นต์บอกคือการเรียนภาษาจีนที่เป็นอักษรภาพ 1 คำศัพท์แทน 1 ความหมาย ไม่ใช่การเรียนในทางทฤษฎีแพทย์จีน เพราะเรื่องใหม่น่าสนุกสนานมากกว่าเครียด

“เช่นการ ‘แมะ’ หรือการตรวจชีพจรที่มีถึง 28 แบบ มิ้นต์ยังจับได้ไม่ถึงครึ่งเลยค่ะ แต่ละอย่างก็แปลกดี เช่น การตรวจจับชีพจรคนไข้ขณะมีประจำเดือนจะเหมือนเอามือไปสัมผัสปั่นกับ ‘ลูกปัด’ ที่วางอยู่บนจาน หรืออีกแบบถ้าคนไข้เครียด หรือปวดเมื่อยที่ใดที่หนึ่ง ชีพจรก็ตึงๆ เหมือนสายกีตาร์ หรือความรู้ใหม่ที่รากไม้ใบหญ้าคือยา เป็นเรื่องมหัศจรรย์เป็นโลกใหม่ที่น่าศึกษาจริงๆ ค่ะ” มิ้นต์ กล่าว

วิธีการเรียนสาวน้อยว่าที่คุณหมอหน้าหวานที่เรียนเก่ง ติดอันดับ 15 ของชั้นเรียนมาโดยตลอด มิ้นต์บอก วิธีการเรียนมีแต่ความใฝ่ฝันอยากนำหน้าชื่อด้วยคำว่า “แพทย์หญิง” ไม่เคยตั้งเป้าเลย แต่ถ้าผลลัพธ์ทำได้ดีจึงค่อยตั้งความหวัง ซึ่งการคิดอย่างนี้ทำให้ไม่เครียด

“ตอนนี้เกรดยังพอใช้ได้อยู่ ตั้งเป้าว่าอยากได้เกรด 3.75 เกียรตินิยม ตอนนี้ได้เกรด 3.82 แล้วค่ะ มิ้นต์ตั้งใจเรียนในห้องให้มากที่สุดค่ะ” มิ้นต์ บอกทิ้งท้ายแบบถ่อมตัวพร้อมรอยยิ้มหวาน

มิ้นต์ฝากบอกเพื่อนๆ ใครเรียนหนัก อาจมีอาการเครียด การอ่านหนังสือหนักๆ มากเกินไปในช่วงสอบอาจเกิดอาการหดหู่ เบลอจำอะไรไม่ค่อยได้ นาทีนี้หัวเราะอยู่แต่อีกนาทีต่อมาน้ำตาไหลได้ง่ายๆ นอนไม่ค่อยหลับ ร้อนวูบวาบเหงื่อออกทั่วตัว หมอมิ้นต์บอกอย่าวิตกกังวลว่าตัวเองเข้าขั้นเพี้ยน เพราะมิ้นต์ก็ (เคย) มีอาการแบบนี้ นี่คืออาการเครียดบำบัดได้โดยการกินขนมหวาน “เต้าทึง” เพราะมีพุทราจีน ลำไยแห้ง ที่เป็นยาปรับสมดุลขั้นต้นได้ชะงัดนัก ใครเครียดต้องลองไปซื้อเต้าทึงมากินซะแล้ว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน