posttoday
ปฏิรูปสังคมไทย ตอนจบ

ปฏิรูปสังคมไทย ตอนจบ

18 เมษายน 2553

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันมุตตยาลัย

มากันถึงข้อที่เหลือ สังคมไทยที่ยังรอการแก้ปัญหา ด้วยอะไรบ้างนั้น มีดังนี้

ประการที่สี่ ปัญหาเรื่องกฎหมายที่ยังล้าสมัยและยังไม่ทรงความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็นการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น สิ่งซึ่งเป็นหลักประกันให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขก็คือกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว ประชาชนทุกคนก็ไม่มีหลักประกันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ฉะนั้นสังคมไทยจะต้องช่วยกันทำให้กฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์ สมตามหลักการของประชาธิปไตยที่ว่า Rule of Law หรือ นิติธรรมต้องนำนิติรัฐ ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์แต่สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์กลายไปเป็นเครื่องรางของขลังแทนเสียแล้ว สังคมไทยก็จะอยู่กันไปในลักษณะไม่มีหลักประกันอะไรเลยสภาวะที่เรียกกันว่าสองมาตรฐานทางกฎหมายจะต้องได้รับการแก้ไขให้หมดไป

ประการที่ห้า ปัญหาเรื่องสถาบันการศึกษาที่นับวันมุ่งไปเป็นพาณิชยศึกษามากขึ้นทุกที จนหลงลืมเนื้อหาเดิมแท้หรือภารกิจหลักของการจัดการศึกษาไปมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่างๆ ควรจะหันกลับมาพิจารณาคุณค่าที่แท้จริงของการจัดการศึกษาว่าควรมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และการพัฒนาคนให้เป็นคนที่เต็มคน คือ ทั้งหัวสมอง ทั้งหัวใจและทักษะในการดำเนินชีวิตได้รับพัฒนาไปอย่างพร้อมเพรียงกันไม่ใช่ปล่อยให้นิสิตนักศึกษาของเรากลายเป็นกลุ่มเด็กหรือกลุ่มปัญญาชนที่ “สมองโตแต่หัวใจตีบ ยิ่งเก่งแต่ยิ่งโกง”

ประการที่หก สื่อมวลชนของไทย ซึ่งในเวลานี้ตกอยู่ในสภาวะเลือกข้างจนหลงลืมหลักการของความเป็นสื่อมวลชนที่จะต้องนำเสนอความจริงโดยปราศจากอคติกลายไปเป็น “สื่อมอมชน” หรือบางสื่อก็หลงลืมบทบาทที่แท้จริงของตนออกไปไกลกลายเป็น “สื่อเมินชน” คือไม่ได้สนใจประชาชน เท่านั้นยังไม่พอกลายเป็นสื่อที่ย้อนกลับมาทำลายประชาชนอีกต่างหาก สื่อมวลชนควรจะเป็นมากกว่าสื่อมวลชนที่มุ่งทำมาหากิน กล่าวคือ จะต้องเป็นสื่อที่เป็นปัญญาชนด้วย จึงจะสามารถนำเสนอความจริงสุดท้ายไปถึงมือประชาชน โดยที่มุ่งไปสู่การเปิดหูเปิดตาประชาชนให้มีความเข้มแข็งทางสติปัญญาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นสื่อที่ร่วมกันปิดหูปิดตา หรือมอมเมาประชาชนให้ติดจมอยู่ในขยะข้อมูลปฏิกูลข่าวสารอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

และ ประการที่เจ็ด อันนี้เป็นปัญหาใหม่ที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันแก้ก็คือน่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะถูกเสี้ยม ถูกโฆษณาชวนเชื่อให้จงเกลียดจงชังคนไทยด้วยกันเอง โดยมีผลประโยชน์เป็นเครื่องล่อเป็นเครื่องมอมเมาและในที่สุดหากเรายังทิ้งภาวะอย่างนี้ไว้ต่อไปก็จะเกิดความแตกแยก ขัดแย้งแตกสามัคคีและหากไม่มีฝ่ายไหนลุกขึ้นมาหาวิธีแก้ไขก็จะพัฒนากลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเอง และแน่นอนที่สุดสังคมไทยซึ่งเคยเป็นสังคมแห่งสันติสุขมาโดยตลอดก็จะกลายเป็นสังคมที่คุ้นเคยกับความรุนแรงและวันหนึ่งถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ปัญหานี้ ความรุนแรงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยและเข้ามาแทนที่อุปนิสัยแห่งความรักสงบของสังคมไทยกลายเป็นการรักความรุนแรงอาวุธที่ว่าน่าเป็นห่วง น่ากลัวอย่างระเบิดชนิดต่างๆ นั้น เอาเข้าจริงก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับมิจฉาทิฐิคือการที่คนไทยถูกกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาเห็นแก่ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ถูกมอมเมาให้เห็นแก่เงินจนยกย่องเป็นสรณะ หรือถูกเสี้ยม ถูกยุยงให้จงเกลียดจงชังคนที่เห็นต่างไปจากตนเอง สิ่งนี้ต่างหากเล่าเป็นความรุนแรงที่น่ากลัวที่สุดเพราะระเบิดนั้นอย่างดีที่สุดก็เป็นระเบิดเฉพาะจุด เฉพาะครั้ง เฉพาะที่ แต่ความจงเกลียดจงชังที่มีอยู่ในหัวใจคนเรานั้น หากถูกจุดขึ้นมาแล้วสามารถฆ่าคนได้มากมายเกินคณานับ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า หากคุณมีระเบิดอยู่ในมือ คุณระเบิดคนได้ครั้งเดียว แต่หากคุณมีความรุนแรงซึ่งเกิดจากความจงเกลียดจงชังอยู่ในใจแล้ว คุณสามารถทำลายมนุษยชาติได้นับครั้งไม่ถ้วน

ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดคือปัญหาเฉพาะหน้าที่เราคนไทยซึ่งมีเจตนาที่จะร่วมกันปฏิรูปประเทศไทยควรหันกลับมาพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วยกขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ร่วมกันถกแถลงหาทางออก แล้วก็วางเป็น Road Map ในการยกเครื่องประเทศไทยครั้งใหญ่ ถ้าเราสนใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย ปัญหาทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ควรจะเป็นโจทย์ที่เราทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณา แล้วหาสมมติฐานร่วมกันด้วยวิธีที่เราร่วมกันคิด ร่วมกันพิจารณา ร่วมกันหาทางออกร่วมกันเท่านั้นแหละ สังคมไทยจึงจะกลับคืนมาสู่ความเป็นสยามเมืองยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเราปล่อยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงกับรัฐบาลเพียงสองกลุ่มเท่านั้นร่วมกันหาทางออกของปัญหา แน่นอนเหลือเกินว่า ยิ่งแสวงหาทางออก ยิ่งพบทางตันอยู่ร่ำไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท