
‘Historic day of Buddhist in India’เนื่องในวันวิสาขบูชาพ.ศ. ๒๕๕๖! (ตอนที่ ๗)
ยิ่งท่านทั้งหลายต้องทำงานทางโลกเกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ มากมาย ต้องนึก ต้องคิด เรื่องนานาสาระ หรืออสาระ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ยิ่งท่านทั้งหลายต้องทำงานทางโลกเกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ มากมาย ต้องนึก ต้องคิด เรื่องนานาสาระ หรืออสาระ ก็ล้วนแล้วแต่ใช้จิตดวงนี้ดวงเดียวไปนึกคิดปรุงแต่ง วางแผนเรื่องราวเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจึงใช้จิตสิ้นเปลืองอย่างสุรุ่ยสุร่าย จนสูญเสียคุณภาพจิตของธาตุรู้ที่ดีไป
การใช้จิตของท่านทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่องานภายนอก จนจิตเข้าไปยึดถือสิ่งเหล่านั้นในทางโลกว่า เป็นตน เป็นของตน และให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นปกติ โดยเข้าใจว่า โลกนี้เที่ยงแท้ โลกนี้มีความสุข โลกนี้เป็นตัวตน โลกนี้มีความสวยงาม...
การที่จิตของท่านทั้งหลายมีความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวนั้น นั่นคือสัญญาณที่แสดงอาการเสื่อมของจิตจากความรู้แท้ที่เป็นจริงตามธรรมชาติ เรียกอาการจิตดังกล่าวว่า จิตวิปลาส หมายถึง การรู้ที่คลาดเคลื่อนจากความจริงอันเป็นปกติที่มีความเป็นธรรมดาอันปรากฏอยู่ในธรรมชาติ
สัตว์สังคมในโลกนี้จึงมีสภาพจิตที่วิปลาสคลาดเคลื่อนเหมือนคนบ้าที่เดินทางเที่ยวไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง จับเรื่องนั้น วางเรื่องนี้ แสวงหาเรื่องเหล่านั้น เพื่อสนองตอบความอยากความต้องการที่ดำเนินไปด้วยจิตที่ขาดสติปัญญา
ความวิปลาสคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นในจิต ที่ให้เห็นผิดไปจากธรรมชาติความจริง ที่เกิดภาวะความมึนงงลุ่มหลงเกิดขึ้นในความไม่รู้แห่งจิตดวงนั้น เรียกว่า โมหะจิต
“โมหะจิต” จึงเป็นจิตลุ่มหลงที่มีลักษณะอาการสยบติดอยู่กับความไม่รู้ (อวิชชา) จึงเรียกว่าจิตลุ่มหลง ความลุ่มหลงของจิตก็เสมือนคนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ มองไม่เห็น ฟังไม่รู้เรื่อง พูดไม่เป็น นึกคิดจินตนาการไปตามความรู้สึกที่ปรุงแต่ง ด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้ จึงให้ดำเนินไปบนเส้นทางแห่งชีวิตที่พานพบแต่ภยันอันตราย
และด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้ลุ่มหลงนี้ที่เรียกว่า โมหะจิต จึงกลายเป็นเครื่องพันธนาการผูกมัดให้สัตว์อยู่ในความมืดมนอันยาวนาน ถึงแม้ว่าโลกนี้จะให้ความสว่าง แต่ก็มิได้ให้สัตว์เหล่านั้นออกไปจากความมืดได้เลย นั่นเพราะแสงสว่างแห่งธรรมชาติเหล่านั้น ไม่สามารถขจัดความมืดในดวงจิตที่ลุ่มหลงนั้นให้สิ้นไปได้ จึงทำให้ไม่รู้ไม่เข้าใจในความจริงที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ ดั่งที่เห็นเป็นปกติว่า สภาพธรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ และล้วนแต่ไม่ใช่ตัวตน มีเกิด มีดับเป็นธรรมดา และไม่มีสิ่งใดเลยที่จะให้เห็นว่าเป็นความสวยความงามอย่างแท้จริง
ด้วยความลุ่มหลงของสัตว์ที่มีจิตที่มืดมน จึงเข้าไปยึดถือในสังขารทั้งหลาย ในสัตว์ทั้งปวงเป็นอารมณ์ ดังพระบาลีที่กล่าวว่า สัตตารัมมะนังวา สังขารัมมะนังวา หมายถึง การยึดถือสัตว์...สังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์ ด้วยการเดินทางของจิตที่ไปแสวงหาอำนาจภายนอกเป็นที่ยึดเหนี่ยว ด้วยอำนาจความไม่รู้คือ อวิชชา จึงให้จิตดำเนินไปบนเส้นทางที่มีความทะยานอยากและมากด้วยอุปาทานคือ ความยึดมั่นถือมั่น
อำนาจความไม่รู้หรืออวิชชา ได้แปรรูปการทำงานแสดงสภาพธรรมอันสืบเนื่องสู่ความทะยานอยากและการยึดมั่นถือมั่น ที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า ตัณหา และอุปาทาน อันแสดงที่ปัจจุบันธรรมของความไม่รู้ ให้จิตเดินทางด้วยความทะยานอยากเข้าไปจับฉวยอารมณ์ต่างๆ ที่ก่อเกิดจากการยึดถือในสัตว์หรือสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์ และยึดถือในอารมณ์เหล่านั้นจนก่อเกิด อุปธิ
และเมื่ออุปธิเกิดขึ้น แดนแห่งความทุกข์ย่อมเกิดขึ้น ซึ่งอุปธิเกิดขึ้นได้นั้น ก็เพราะตัณหาอุปาทานก่อตัวเกิดขึ้นในสิ่งนั้นๆ หมายถึง ตัณหาอุปาทานเกิดขึ้นในสิ่งใด อุปธิก็ย่อมมีเกิดขึ้นในสิ่งนั้น
ใคร่ขอให้ทุกคนที่สดับตรับฟังธรรมเทศนาในที่ประชุมแห่งนี้ ทั้งที่เป็นชาวพุทธและที่ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่สนใจในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาได้รู้จักคำที่เป็นภาษาบาลีว่า “อุปธิ”
“อุปธิ” เป็นตัวธรรมะที่แสดงการก่อเกิดขึ้นของตัณหาและอุปาทานที่เข้าไปยึดถือสัตว์และสังขารทั้งหลาย ที่เกิดสืบเนื่องเพราะการเข้าไปยึดถือสัตว์ หรือสังขารทั้งหลายเป็นอารมณ์ ก่อให้เกิดคำว่า “เวทนา”
เมื่อ “เวทนา” เกิดขึ้น ตัณหาอุปาทานก็เข้าไปถือในเวทนานั้น ทั้งนี้ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย
เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น ก็ย่อมนำพาให้จิตของสัตว์ทั้งหลายไหลวนไปสู่วิถีแห่งความมืด ให้ไม่รู้ตามความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ และให้รู้ผิดไปจากความจริง นี่คืออำนาจของอวิชชา อันนำไปสู่การแสวงหาและยึดติดยึดถือในสิ่งที่แสวงหานั้น จนก่อเกิดอำนาจอุปธิขึ้น อันเป็นแดนแห่งความทุกข์
ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะอุปธิเกิดขึ้น
เมื่ออุปธิสิ้นไป แดนแห่งความทุกข์ก็ย่อมสิ้นไป
การเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาจึงต้องรู้จักความหมายของรูปศัพท์คำดังกล่าวนี้ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันก่อตัวทำให้เกิดคำว่า “อุปธิ” ขึ้น
นักวิปัสสนาทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ พึงทำความเข้าใจในความหมายแห่งรูปศัพท์ตามที่กล่าวมานี้ เพื่อจะได้นำมาเป็นตัวตั้งในการสืบสวน สอบสวน ค้นหา มูลเหตุอันทำให้เกิดการก่อตัวอุปธิขึ้น
เพราะเมื่ออุปธิเกิดขึ้น แดนแห่งความทุกข์ย่อมเกิดขึ้น
การจะดับทุกข์ก็ต้องทำให้สิ้นอุปธิ
แม้แต่บุคคลทั้งหลายที่ไม่ใช่นักวิปัสสนา หรือไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่หากท่านทั้งหลายประสงค์ต้องการจะนำชีวิตออกจากความทุกข์ ก็พึงตั้งใจศึกษาความหมายจากรูปศัพท์เหล่านี้ ซึ่งจะพรรณนาโดยพิสดารต่อไปตามลำดับ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







