ลิงกำถั่ว
เคยอ่านพบเรื่องราวต่อไปนี้ในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้วว่า
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
เคยอ่านพบเรื่องราวต่อไปนี้ในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้วว่า
“...ที่ประเทศอินเดียแต่โบราณนั้น มีชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งต้องทนทุกข์กับปัญหาที่เกิดจากน้ำมือของพญาวานรนับร้อยๆ ตัว ที่คอยมารังควานด้วยการแอบมาขโมยกินพืชไร่พืชสวนอยู่มิวายเว้น
ว่ากันว่า พวกมันฉลาดมาก เพราะในยามปกติที่พืชไร่พืชสวนยังไม่ผลิดอกออกผลสะพรั่ง พวกมันก็จะอาศัยอยู่ในป่า ยากที่ใครผู้ใดจะได้พบเห็น
พวกมันทำตัวดังหนึ่งไม่มีตัวตน แต่ครั้นถึงเวลาที่พืชไร่พืชสวนผลิดอกออกผลสะพรั่งเท่านั้นแหละ ในค่ำคืนอันเงียบสงัดคืนใดคืนหนึ่ง มันจะกรูกันเข้ามาในท้องไร่ ท้องสวน จากนั้นก็จัดการกับพืชพรรณธัญญาหารอันแสนโอชะอย่างไม่ต้องเกรงใจ แล้วก็จากไปพร้อมกับคราบน้ำตาของชาวสวน
สถานการณ์เป็นมาอย่างนี้หลายปี จนชาวสวนได้รับความลำบากไปตามๆ กัน แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง มีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนั้น พอรับทราบปัญหา เขาจึงออกอุบายให้ชาวสวนเอาหม้อดินปากสอบ (ปากแคบ) มาวางกระจายไว้ทั่วสวน จากนั้นก็นำอาหารต่างๆ นานา เช่น ถั่วสารพัดชนิด ที่พวกพญาวานรชอบกินใส่ไว้ในหม้อดินเหล่านั้น
เมื่อวางกุศโลบายรอบคอบแล้ว ในค่ำคืนวันหนึ่ง พญาวานรก็มาตามนัด พวกมันกรูกันมาเป็นร้อยสองร้อยตัว แต่ละตัวพอมาถึงก็รีบล้วงมือลงไปกำอาหารที่อยู่ในหม้อด้วยความโลภเสียเต็มกำมือ
ชาวบ้านสังเกตเห็นลิงโลภทั้งหลาย กำลังล้วงมือเข้ากำเศษอาหารในหม้อออกมากินจนลืมเนื้อลืมตัวเพราะติดอยู่ในรสอร่อยเช่นนั้น จึงให้สัญญาณตีเกราะเคาะไม้ขึ้นมา
พวกลิงได้ยินเสียงเคาะไม้ก็ตกใจวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น แต่โดยมาก พวกมันวิ่งได้ไม่ไกล เพราะไม่ว่าจะวิ่งไปไหน พวกมันก็ลากเอาหม้อดินติดมือไปด้วย
โดยกุศโลบายอันนี้เอง ชาวสวนจึงจับลิงได้หลายร้อยตัว แต่แทนที่จะลงโทษ พวกเขาเริ่มฝึกลิงเหล่านั้นให้เชื่องจนสามารถนำลิงมาเป็นผู้ช่วยของเขาในการทำมาหากินได้อย่างมีความสุขตราบจนถึงทุกวันนี้...”
ทำไมลิงที่มีความเฉลียวฉลาดแคล่วคล่องว่องไว จึงถูกจับได้ง่ายๆ
คำตอบก็คือ เพราะมันเผลอ “กำถั่ว” เอาไว้เต็มกำมือนั่นเอง ตอนพวกมันล้วงมือเข้าไปในหม้อนั้นช่างง่ายดาย เพราะในมือของพวกมันยังว่างเปล่า แต่ครั้นพวกมันเผลอ “กำถั่ว” ไว้เต็มกำมือเสียแล้ว มือธรรมดาๆ ก็กลายเป็นกำปั้นที่ใหญ่เกินกว่าจะถอนออกมาจากปากหม้อแคบๆ ได้
เพราะลิง “กำถั่ว” เวลาวิ่งหนีชาวสวน มันก็ต้องลากเอาหม้อดินตามไปด้วยอย่างทุลักทุเล ผลของการปล่อยไม่ลงปลงไม่ได้ มันจึงกลายเป็นลูกไล่ให้ชาวสวนจับเอามาใช้งานจนทุกวันนี้ เป็นลิงอยู่ในป่าอย่างเสรี แต่พอเห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคิดถึงความปลอดภัย มันก็เลยกลายเป็นลิงที่น่าสมเพช
การ “ปล่อยวาง” เป็นเรื่องง่าย แต่คนส่วนใหญ่ที่ลองได้เผลอ “กำ” อะไรเอาไว้สักอย่างเสียแล้ว โดยมากก็มักจะปล่อยไม่ลง ปลงไม่ได้ ครั้น “กำ” ไว้นานๆ บางคนก็แทบแยกไม่ออกว่าอันไหน คือ ของที่เรามีสิทธิแค่กำเอาไว้แล้วก็ต้องปล่อย อันไหนที่เราแค่กำเพียงชั่วคราวประเดี๋ยวประด๋าว ก็ต้องรีบวางเพราะมันไม่ใช่สมบัติส่วนตัว หากแต่เป็นสมบัติของส่วนรวม
เมื่อใครก็ตามได้เผลอกำอะไรบางอย่างไว้นานๆ จนเคยตัว กระทั่งบางคนยึดติดถือมั่นถึงขนาดแยกมือออกจากของ แยกของออกจากมือไม่ได้ เผลอกำอะไรก็คิดไปว่า สิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมือตัวเองขึ้นมาจริงๆ
คนที่ทำตัวเป็น “ลิงกำถั่ว” จึงเป็นคนน่าสงสาร
ภาวะความเป็นคนน่าสงสารจะหายไปก็ต่อเมื่อเลิก “กำถั่ว” ได้นั่นแหละ
ตราบใดที่ยังคง “กำ” ไม่ยอม “ปล่อย” ตราบนั้นอายุของความทุกข์ก็จะยังคงยืดเยื้อยาวนานออกไป ปล่อยลงปลงได้กันเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นเอง ที่ความทุกข์จะหมดอายุขัย
ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์หรือปัญหาทั้งหลาย มันไม่เคยอยากอยู่กับเรานานๆ หรอก เพราะสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงตามกฎอนิจจังอยู่แล้ว เป็นเราต่างหากที่เผลอกำทุกข์นั้นไว้เสียจนเคยชิน
“ทุกข์ไม่ไป” หรือ “เราไม่ปล่อย”
บางทีนี่ก็เป็นปุจฉาที่เราน่าจะตั้งขึ้นมาถามตัวเองบ้างเหมือนกัน


