
‘Historic day of Buddhist in India’เนื่องในวันวิสาขบูชาพ.ศ. ๒๕๕๖! (ตอนที่ ๖)
พระอาจารย์อารยะวังโสแสดงธรรมเทศนาแด่ศรัทธาสาธุชนในนครมุมไบ ซึ่งมีทั้งชาวพุทธและผู้ที่ไม่ใช่ชาวพุทธ ผู้ฟังเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นบุคคลระดับสูง
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
พระอาจารย์อารยะวังโสแสดงธรรมเทศนาแด่ศรัทธาสาธุชนในนครมุมไบ ซึ่งมีทั้งชาวพุทธและผู้ที่ไม่ใช่ชาวพุทธ ผู้ฟังเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นบุคคลระดับสูง มีฐานะโอกาสด้านสังคม เศรษฐกิจ และการบริหาร เช่น นักกฎหมาย แพทย์ นักวิชาการ นักธุรกิจ วิศวกร รวมถึงบุคคลที่สนใจในพระพุทธศาสนา
พระอาจารย์อารยะวังโสสวดสาธยายพระธรรมจักรกัปปวัตนสุตตังและพระอนัตต ลักขณะสุตตัง พร้อมพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑๑ รูป จากประเทศไทย แล้วกล่าวบรรยายนำสู่การบูชาธรรม ...
You have just listened to the two most important Suttas Dhammachak Kappavattana Sutta and Anatta lakkhana Sutta. Now you can control your mind, straight up your body and close your eyes. You can pay respect to Buddha, Dhamma and Sangha by controlling your mind and body through selfawareness.
You know you think in your mind BuddhoBuddho, DhammoDhammo and SanghoSangho. You use mindfulness to control your mind and say Buddho in your mind 3 times, Dhammo 3 times, and Sangho 3 times. Then, you have developed mindfulness and selfawareness, or Sati and Sampachanya in Pali. You will use Sati or mindfulness to control your mind. And you can realise the meaning of Buddho, Dhammo, and Sangho.
Buddho, Dhammo and Sangho will be united in your mind as Buddha or Buddho. When you control your mind and concentrate on Buddha or Buddho, you will gain wisdom from Sati that controls your mind.
Next I will give Dhamma to be translated to Marathi by Bhante Bodhipalo.
ต่อจากนั้น พระอาจารย์อารยะวังโสนำเข้าสู่ธรรมบรรยายดังต่อไปนี้
ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนที่ประชุมอยู่ ณ Dadasaheb Gaikwad Sanskrutik Kendra Hall แห่งนี้ พึงตั้งกายตรง ดำรงสติควบคุมจิต กำหนดรู้อยู่ที่ “พุทโธ” ในระยะเบื้องต้นชั่วขณะเวลาหนึ่ง เพื่อปรับสภาพจิตให้มีความรู้ มีความตื่น และเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งสติปัญญา เพื่อจะได้สดับตรับฟังธรรมเทศนาสู่การปฏิบัติไปตามลำดับ
สิ่งที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าเราจะเรียนรู้สิ่งใด การเรียนรู้เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ประชุมลงที่จิต จึงต้องทำให้จิตมีความรู้ตื่นเบิกบานขึ้นเพื่อรองรับการเรียนรู้ จากการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา อย่าได้ส่งจิตออกไปภายนอก ไม่ว่าจะส่งไปตามอายตนะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ... ให้รวมรู้ลงภายในที่จิตแห่งตน
หากส่งจิตไปรับผัสสะจากภายนอก จิตเราก็จะส่งออกไปภายนอกเพื่อไปมองดูสิ่งเหล่านั้น จนขาดการมองดูจิตตนเอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นมูลเหตุ ซึ่งความอยากของเรานั้น ทำให้จิตดวงนี้เดินทางไปแสวงหาตามความอยาก เมื่อจิตเดินทางไปแสวงหาตามความต้องการ ตามความอยาก เช่น อยากเห็นรูปที่สวย อยากได้กลิ่นที่ดี ที่หอม อยากได้ลิ้มรสต่างๆ นานา ฯลฯ จึงทำให้จิตนั้นดิ้นรนขวนขวายแสวงหา มุ่งไปภายนอก จนขาดการรวมจิตรู้ลงภายในให้เป็นหนึ่งเดียว
จิตของทุกคนจึงทำงานอยู่ตลอดเวลาโดยการส่งออกไปภายนอก จิตจึงขาดคุณภาพที่ดี ขาดความมั่นคงเข้มแข็ง ด้วยจิตทำงานซัดส่ายอยู่ตลอด มิได้พักเลย เมื่อไม่ได้พักจิต จิตก็อ่อนแอ ขาดกำลังตามธรรมชาติของเขาที่เป็นธาตุรู้ที่มีกำลัง
แม้ตอนนอนหลับ ท่านทั้งหลายนอนพักกาย แต่จิตไม่ได้พัก จิตยังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังมีคำกล่าวว่า “กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นเปลว” คือ ทำงานอยู่ตลอด ไม่ได้พักผ่อนเลย
(อ่านต่อฉบับหน้า)







