
7 บทเรียนชีวิตผู้นำจาก โชค บูลกุล (ตอน 1)
นานๆ ที ผู้เขียนก็ต้องขอคุยเรื่องของคุณโชค บูลกุล CEO ของฟาร์มโชคชัยกรุ๊ปกันสักหน่อย
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นานๆ ที ผู้เขียนก็ต้องขอคุยเรื่องของคุณโชค บูลกุล CEO ของฟาร์มโชคชัยกรุ๊ปกันสักหน่อย แม้จะรู้จักท่านมาเกือบ 10 ปี และได้เชิญท่านมาเป็นวิทยากรพิเศษให้กับนิสิตหลักสูตร MBA Executive MBA (EMBA) และ HRM อยู่ทุกๆ ปี ทว่าแต่ละปีก็ได้เห็นไอเดียใหม่ๆ โครงการใหม่ของคุณโชคผุดโผล่มาทุกครั้ง เวลาเราพบหน้ากัน คุณโชคมักจะปรารภอยู่เสมอๆ ว่า “ผมไม่มีอะไรใหม่มาพูดแล้ว ทุกเรื่องอาจารย์ก็เคยได้ยินมาหมดแล้ว หาอะไรคุยใหม่กันดีไหม?” ก็จริงอยู่ที่บางเรื่อง เช่น ประวัติความเป็นมาของธุรกิจฟาร์มโชคชัย เรื่องกลยุทธ์ที่คุณโชคนำมาใช้ในการกู้ธุรกิจให้ฟื้นจากพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 หรือเรื่องกรรมวิธีในการจูงใจลูกน้อง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอเรื่องราวเดิมๆ นั้น คุณโชคจะมีมุมมองที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปกว่าเดิมจากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี
มาเป็นวิทยากรเที่ยวนี้ คุณโชคได้ตกลงกับผู้เขียนว่าจะไม่ขอบรรยายแบบพูดคนเดียว แต่ขอเป็นการถามตอบจะดีกว่า ซึ่งนิสิตของเราได้ป้อนคำถามให้ท่านได้ตอบจากประสบการณ์อย่างจุใจอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องของการสร้างแบรนด์เฉพาะตัวของผู้นำ (Personal Branding) การพัฒนาตนเองสู่เส้นทางความสำเร็จ เทคนิคการบริหารคนและจูงใจคน ตลอดจนแนวคิดเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงด้วย มาฟังคุณโชคไขข้อข้องใจนิสิต MBA ของศศินทร์กันเลยค่ะ
จะสร้างแบรนด์ของตนเองได้อย่างไร? สำหรับข้อนี้ คุณโชคตอบว่าทุกคนต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า “ความสำเร็จ” ที่ตัวเองต้องการให้ชีวิตคืออะไร แต่ละคนล้วนมีความชอบและความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะใช้มาตรฐานหรือเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นตัวกำหนดของเราไม่ได้ ตัวเราต้องนิยามคำว่า “ความสำเร็จ” ด้วยตนเอง ผู้เขียนคิดว่าคำตอบของคุณโชคให้ข้อคิดที่ดีกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และเยาวชนทุกคน หน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองและครูอาจารย์คือช่วยแนะแนวทาง แต่ไม่ใช่กำหนดแนวทาง ให้เด็กเดินในเส้นทางที่เขาเลือกอยากจะไป ให้เขาได้ไปไกลที่สุด คุณโชคบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องค้นพบให้ได้ว่าเรารักชอบที่จะทำในสิ่งใด โดยให้สังเกตว่าเวลาที่เราทำอะไรได้นานๆ รู้สึกสนุกกับมันและทำจนลืมเวลา นั่นแหละคือสิ่งที่เราชอบ หรือหลงใหลในสิ่งนั้น โดยภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าเรามี “Passion” ในการทำสิ่งนั้น การสร้างแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนเราเริ่มจาก Passion นี่เอง
อยากประสบความสำเร็จต้องมี “วินัย” ลำดับต่อไปสู่เส้นทางความสำเร็จคือต้องมีวินัย
(Discipline) ลำพังมีแค่ความฝัน ความชอบไม่พอ มันเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้น นิสิต MBA บางคนอาจมองว่าเกิดมาเป็นคุณโชคย่อมถือว่าเป็นโชคดีที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะเป็นปึกแผ่น มีธุรกิจที่ทำรายได้ แต่หลายคนก็ไม่ทราบความจริงว่าชีวิตของท่านก็มิได้ราบรื่นสวยหรู ไม่มีอุปสรรคหรือวิกฤตเกิดขึ้นเลย วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้มองเห็นโอกาสในอุปสรรคนั้น ทำให้ได้พิสูจน์ตนเองว่ามีมานะอดทน ไม่ท้อถอย มุ่งมั่นทำงาน ไม่ใช่ทำตัวสำรวยสวยกราก แต่ต้องมีวินัยในตนเอง ทำงานตามแผนการที่วางไว้ให้ได้ ทั้งนี้ คุณโชคย้ำว่าการทำธุรกิจฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นธุรกิจทางด้านเกษตรกรรมนั้นเป็นงานหนัก ต้องลุยกับลูกน้อง ให้ลูกน้องเห็นว่าผู้นำร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา (Be with the subordinates) และเมื่อลูกน้องมีปัญหาต้องการคำปรึกษา ผู้นำก็ต้องอยู่ที่นั่น (Be there) และพร้อมเสมอที่จะตอบคำถามหรือแก้ปัญหาให้ลูกน้อง
อยากได้ความรู้ ต้องลงไปหาประสบการณ์ สัมผัสของจริง คุณโชคเล่าให้นิสิตฟังว่า ท่านไม่ชอบเรียนหนังสือในห้องเรียนตั้งแต่เด็กๆ จนเรียนจบปริญญาตรีที่สหรัฐอเมริกา (ด้วยวิธีที่แหวกแนวเสียด้วย) ท่านชอบสังเกต ชอบลงไปสัมผัส ทดลองหาประสบการณ์ด้วยตนเอง แล้วเรียนรู้สรุปบทเรียนจากประสบการณ์การทดลองนั้น ลักษณะแบบนี้มักเป็นนิสัยของบรรดา CEO ที่สร้างตนมาจากการเป็นเถ้าแก่ เช่น คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา บิลล์ เกตส์ และเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน เป็นต้น ข้อสรุปก็คือ คนที่จะเป็นนายคน เป็นผู้นำ ต้องลงไปสัมผัสของจริง และการที่ไม่ชอบเรียนในห้องเรียนไม่ได้หมายความว่าคนเป็นผู้นำไม่ชอบเรียนรู้ แต่เขามีวิธีเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและชอบพูดคุย สังเกตการณ์ ติดตามข่าวสารเสมอๆ ไม่ใช่ว่าไม่เรียนหนังสือในโรงเรียนและไม่ต้องแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการอื่น ก็สามารถเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จได้ แบบนี้ยังไม่เคยพบค่ะ
ผ่านไปแล้ว 3 บทเรียน สัปดาห์หน้าพบกับอีก 4 บทเรียนชีวิตผู้นำที่มีคุณค่าจากคุณโชค บูลกุลค่ะ







