
ปลูกเลี้ยงดูแลรักษาบรอมีเลียด
บรอมีเลียดหลายสกุลหลายชนิดมีถิ่นเดิมอยู่ในป่าดิบชื้นหรือป่าฝนของอเมริกาเขตร้อน ดังนั้น หลายคนอาจไม่ทราบว่า การให้น้ำมากเกินไปจนเครื่องปลูกแฉะจะทำให้เกิดผลเสียหายมาก
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
บรอมีเลียดหลายสกุลหลายชนิดมีถิ่นเดิมอยู่ในป่าดิบชื้นหรือป่าฝนของอเมริกาเขตร้อน ดังนั้น หลายคนอาจไม่ทราบว่า การให้น้ำมากเกินไปจนเครื่องปลูกแฉะจะทำให้เกิดผลเสียหายมากกว่าผลดี ระบบรากของบรอมีเลียดต้องการอากาศที่เคลื่อนไหว นั่นคือได้รับออกซิเจนสูง ซึ่งจะทำให้พืชแข็งแรง สับปะรดสีปลูกในดินทรายที่แฉะระบายน้ำยากจะไม่สร้างรากฝอยและรากขนอ่อนที่ดูดซึมธาตุอาหาร ดังนั้น ระบบรากจึงมักเสียหายจากการเน่า ดังนั้น ส่วนผสมเครื่องปลูกบรอมีเลียดส่วนใหญ่จึงต้องให้ระบายน้ำและอากาศที่ดีเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังเรื่องการระบายน้ำออกจากเครื่องปลูก สังเกตดูให้ผิวเครื่องปลูกในกระถางเริ่มแห้งก่อนที่จะเริ่มให้น้ำรอบใหม่ ดูให้ผิวเครื่องปลูกแห้งลงไป 23 เซนติเมตร ก่อนที่เริ่มต้นให้น้ำ ไม่ว่าจะโดยการใช้สายยาง หรือเปิดระบบฉีดพ่นเหนือศีรษะ (Overhead Sprinkler) ก็ตามที
บรอมีเลียดส่วนมากมีความทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งขาดน้ำ หรือการได้รับน้ำมากเกินไป มันทนได้ระยะหนึ่งโดยไม่แสดงอาการให้เห็น แต่หากปล่อยไว้นานแล้ว ผลเสียหายจะเกิดขึ้นในที่สุด เริ่มโดยอาการหยุดชะงักการเติบโต ใบเหี่ยว ใบห่อ (ส่วนยอด) และอาจเริ่มอาการยอดและรากเน่า หากเครื่องปลูกแฉะระบายน้ำได้ไม่สะดวก บรอมีเลียดที่ชอบร่ม เช่น กุสแมเนีย อาจชอบให้ฉีดพ่นน้ำเหนือพุ่มใบให้เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากไม่มีฝน บรอมีเลียดกลุ่มชอบแดดจัดเองก็ชอบรดน้ำให้ที่ยอด ซึ่งขังน้ำได้จนล้นออกมาอย่างน้อย 23 สัปดาห์ต่อครั้ง และกลุ่มที่ชอบร่มปานกลางควรให้น้ำ 12 สัปดาห์ต่อครั้ง
สำหรับบรอมีเลียดซึ่งปลูกในกระถาง ควรได้รับน้ำที่ส่วนยอดจนน้ำไหลล้นลงไปในเครื่องปลูกในกระถาง เพื่อให้ระบบรากในกระถางได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ระบบรากที่ชุ่มชื้นช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้อย่างปกติ
บรอมีเลียดในกระถางมีความต้องการน้ำบ่อยครั้งมากกว่าปลูกประดับในแปลง ในช่วงฤดูร้อนควรให้น้ำถี่ขึ้นทุกๆ 23 วัน และบรอมีเลียดที่ปลูกในแปลง เช่น คริพแอนอัส ดิ๊กเกีย ออโซไฟตัม และพิทคาร์เนีย ต้องการน้ำทุกวัน เพราะบรอมีเลียดดังกล่าวไม่มียอด ซึ่งขังน้ำหรือเก็บน้ำได้ในซอกใบ ดังนั้นการรดน้ำให้ทุกวันจึงเป็นเรื่องควรปฏิบัติ
บรอมีเลียดซึ่งปลูกให้เกาะติด หรือห้อยอยู่กับกิ่งไม้ในรูปไม้อิงอาศัยนั้นจะมีความต้องการน้ำที่แตกต่างกันออกไป ทิลแอนเซีย ต้องการละอองน้ำที่ฉีดพรมให้ หรืออาศัยน้ำฝน ทิลแอนเซียไม่อาจดูดน้ำเข้าไปทางระบบรากของมัน ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนทิลแอนเซีย จึงมีความต้องการน้ำมากกว่าในช่วงฤดูฝน ยิ่งบรรยากาศมีความแห้ง ขาดความชุ่มชื้นในบรรยากาศด้วยแล้ว ทิลแอนเซียอาจแสดงอาการที่เราไม่เห็นได้ชัดเจนนัก นอกจากมันจะหยุดการเจริญเติบโต ปลายใบบางชนิดอาจม้วนงอเข้าหายอด เช่น Tillandsia CaputMedusae เป็นต้น
คนส่วนใหญ่มองทิลแอนเซียว่าเป็นพืชทนแล้ง จึงติดกาวทิลแอนเซียเข้ากับตอไม้ หรือบางคนติดกับแม่เหล็กติดตู้เย็นเลยก็มี เพราะเชื่อผิดๆ ว่าไม้อากาศดังกล่าวอยู่ได้ด้วยอากาศในห้องเท่านั้น แต่ความจริงแล้วแม้ทิลแอนเซียจะมีเกร็ดหรือขนขึ้นคลุมผิวใบช่วยให้ดูดซับไอน้ำได้ และรักษาความชื้นไว้ในต้นได้ดีกว่าพืชอื่น แต่พวกมันก็ยังต้องการละอองน้ำให้เป็นประจำ เพื่อการเจริญเติบโตและออกดอกได้ตามธรรมชาติ ในฤดูร้อนเราควรฉีดพ่นละอองน้ำให้ทุกๆ 34 วัน และนำมันไปจุ่มลงในน้ำให้มันดูดน้ำเข้าไปได้ในเวลา 56 นาที และหากสภาพอากาศแห้งแล้งมากอาจทำเช่นนั้นทุกๆ สัปดาห์ก็ยิ่งดี ส่วนในฤดูฝนเราทิ้งช่วงให้น้ำได้นาน 23 สัปดาห์ต่อครั้ง
บรอมีเลียดที่ยอดขังน้ำได้ เช่น นีโอรีจีลยา และเอกเมีย อาจดูดน้ำเข้าทางใบและราก ดังนั้น การฉีดพ่นละอองน้ำ หรือใช้สายยางฉีดพ่นน้ำให้ชุ่มโชกเป็นการพอเพียงแล้ว
คุณภาพน้ำที่ให้นับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบรอมีเลียด เพราะมันสามารถดูดน้ำและธาตุอาหารผ่านใบเข้าไปได้ หากน้ำมีสิ่งสกปรก หรือมีพิษอยู่ด้วยอาจทำให้ต้นบรอมีเลียดเกิดอาการผิดปกติและอาจทำให้ต้นตายก็เป็นได้ วิธีดีที่สุดคือสังเกตดูคราบที่ตกค้างบนใบ หากมีคราบอาจเกิดจากการที่น้ำมีความเป็นด่างสูง ซึ่งการมีแคลเซียม หรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตในน้ำมาก หรืออาจเพราะมีเกลือแร่อยู่สูง ดังนั้น จึงควรใช้น้ำฝนที่สะอาดรองใส่ตุ่มไว้ใช้หากจำเป็น หรือจะใช้น้ำที่ฝนเครื่องกรองน้ำที่ใช้ตามบ้านก็ได้







