
ละไมตะลอนในวังเวียง
ม.ล.สราลี กิติยากร
สบายดีค่ะ กลับมาทักทายด้วยภาษาที่นุ่มนวลแบบลาวกันนะคะ เพราะน้ำผึ้งยังค้างเรื่องราวเกี่ยวกับการไปเยือนยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไว้อยู่ เผอิญเรื่องราวการท่องเที่ยวของน้ำผึ้งนั้นมีมากมาย เพื่อความหลากหลายจึงเลือกนำมาเสนอให้ผู้อ่านไม่รู้สึกจำเจค่ะ
คนที่ชอบเที่ยวคงเคยได้ยินชื่อของวังเวียงมาบ้างแล้ว เป็นเมืองเล็กๆ ที่ห้อมล้อมด้วยป่าเขา บางคนบอกว่าชอบแบบเดิมๆ ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูง ดูเงียบสงบ ไม่จ้อกแจ้กจอแจเหมือนปัจจุบัน แต่ด้วยความเจริญได้เริ่มเข้ามามีบทบาททั้งร้านรวง ตึกแถว รีสอร์ตเกิดขึ้นมากมายยังกับดอกเห็ด จึงทำให้การมาพักผ่อนท่องเที่ยวที่นี่สะดวกสบาย โดยเฉพาะคนที่ชอบเที่ยวแต่ไม่ชอบความลำบาก ขอบอกว่ามีรีสอร์ตหลากหลายระดับคอยต้อนรับบริการให้นักท่องเที่ยวได้เลือกตามความพึงพอใจ เราก็ดูจากความหนักเบาของกระเป๋าตังค์เป็นโอเคค่ะ
นอกจากการหาที่พักไว้ค้างอ้างแรมแล้ว น้ำผึ้งว่าเราควรหาเช่าจักรยานคู่ขาสักคันไว้ปั่นชมเมือง ไม่ต้องกลัวว่าจะเหนื่อยอะไรหนักหนานะคะ เพราะยังไม่ทันเหนื่อยก็ทั่วเมืองแล้ว มองๆ ดูแล้วเมืองวังเวียงคล้ายกับเมืองปายบ้านเรา เป็นเรือนแถวไม้สองชั้นและตึกแถวขึ้นเรียงรายสองข้างทาง มีถนนเล็กๆ เป็นถนนสายหลักตัดผ่านเพื่อการสัญจรภายในเมืองนี้ ดูจะเห็นว่าตึกแถวที่นี่ขึ้นเยอะกว่าที่ปาย คงเป็นอย่างนี้ละมั้งที่หลายคนบอกว่าเสียดายที่เห็นความเป็นธรรมชาติในวังเวียงน้อยลงไปจากเดิม
ในช่วงบรรยากาศแดดร่มลมตก เราปั่นน่องไปชมทัศนียภาพที่บริเวณสะพานแขวนที่มีแม่น้ำซองไหลผ่าน จะเห็นผู้คนเดินข้ามสะพานไปมากันขวักไขว่ ซึ่งใครที่ใช้ทางสะพานจะต้องเสียเงินค่าผ่านทางคนละ 1,000 กีบ ส่วนใครที่นำรถจักรยานยนต์ผ่านต้องจ่ายคันละ 4,000 กีบ และจักรยาน 2,000 กีบต่อคันค่ะ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเดินลุยน้ำข้ามกันไปมา น้ำไม่ลึกประมาณครึ่งน่องถึงเลยหัวเข่านิดหน่อยเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะเห็นนักท่องเที่ยวบางกลุ่มไปเช่าเรือคายักมาพายออกกำลังกายกินบรรยากาศยามเย็นกันหลายลำเลยละค่ะ
วังเวียงยามค่ำคืนจะคึกคัก ร้านค้าที่ดูเงียบเหงาในตอนกลางวันจะกลับมามีชีวิตชีวาหลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านค้ามากมายเปิดแสงสีเสียงประชันกันอย่างครึกครื้นเพื่อเรียกลูกค้าตั้งแต่หัวค่ำจนดึกดื่นค่อนคืนเชียวค่ะ การท่องราตรีนั้นเราเดินบนถนนสายหลักได้ตลอดแนวเลยละค่ะ ส่วนน้ำผึ้งแค่เดินชมสีสันยามค่ำ ได้แวะนวดเท้าคลายเมื่อยกันหน่อย พอหิวก็เดินไปซื้อบาแกตขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสมีลักษณะยาว ผ่ากลางรองด้วยผักสดใส่ไส้แฮม ไก่ หรือทูน่า ใครที่ชอบรสชาติเข้มข้นขึ้นจะโปะด้วยชีสแผ่น คนขายบอกว่าเป็นอาหารเวียดนามจะมีขายหลายเจ้า และที่ฮิตขายอีกอย่างคือโรตีจะมีหลากรสให้เลือกรับประทาน น้ำผึ้งเลือกไส้กล้วยหอมราดด้วยช็อกโกแลต อืม...อร่อยจนลวกปากเลยค่ะ...ทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนระอุกรอบอร่อยจริงๆ เพียงแค่นี้ก็อิ่มไปอีกมื้อหนึ่งแล้ว
เค้าว่ากันว่าบรรยากาศยามเช้าที่วังเวียงสวยงามมาก จนมีการเรียกขานที่นี่ว่า
“กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว” ดังนั้นเราจึงตื่นกันแต่เช้าตรู่ปั่นน่องชมรอบเมืองอีกครั้งไปสิ้นสุดที่สะพานแขวน ซึ่งภาพเบื้องหน้าที่ได้สัมผัสสมกับคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ เขาหินปูนที่สลับซับซ้อนตัดกับริ้วของสายหมอก เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เดินหาบน้ำจากแม่น้ำซองกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้น้ำผึ้งต้องหยุดภาพเหล่านั้นด้วยการกดชัตเตอร์เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกหลายใบเลยละค่ะและที่เราพลาดไม่ได้อีกแห่งคือ ตลาดเช้า เป็นตลาดสดเล็กๆ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายอาหารสดที่ชาวบ้านออกมาวางขาย มีให้เลือกซื้อมากมายทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ ผักผลไม้สด รวมถึงของป่า บางคนก็มาหาอะไรร้อนๆ ทาน จะมีของแปลกๆ มาวางขายกันด้วยละค่ะ อย่างค้างคาว นกกระจาบ นกเค้าแมว และแล้วคนใจบุญอย่างพวกเราก็กวาดซื้อกันเรียบเอาไปปล่อยคืนสู่ป่า...เอ้า! ร่วมอนุโมทนาบุญคนละสิบเปอร์เซ็นต์นะเด้อ
การมาเที่ยวที่นี่นอกจากได้มาดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง แต่เรามีเวลาอยู่ที่วังเวียงจำกัดมาก จึงเลือกไปเที่ยวที่ใกล้ๆ อย่าง ถ้ำจัง เป็นถ้ำที่คนลาวเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ และเค้าบอกว่าใครมาที่นี่ห้ามพูดโกหก หากใครพูดไม่จริงตัวจะแข็งกลายเป็นหินอยู่ในถ้ำนี้ ดังนั้นเมื่อเราเข้ามาในถ้ำจะเห็นหินรูปทรงคล้ายคนต้องคำสาป ภายในถ้ำส่วนใหญ่จะเป็นหินงอกหินย้อย รูปลักษณะแตกต่างกันไปแล้วแต่เราจะจินตนาการกันค่ะ แต่มีจุดหนึ่งที่บริเวณกลางถ้ำมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจและให้เราได้ทำการพิสูจน์ด้วยตัวเองกันด้วย นั่นคือ หลุมพญานาค เป็นหลุมโบราณที่คนลาวเชื่อกันว่าเคยเป็นที่อยู่ของพญานาคมาก่อน และหลุมนี้จะลึกมาก เป็นทางที่สามารถเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงได้ ว่ากันว่าเคยมีคนหย่อนลูกมะพร้าวลงไป ลูกมะพร้าวไปโผล่ที่แม่น้ำโขงโน่นแน่ะค่ะ เค้าเลยบอกให้เราลองหย่อนเหรียญดูถือเป็นการทำบุญ เมื่อหย่อนเหรียญลงไปแล้วจะได้บุญมากขึ้น น้ำผึ้งเลยลองทำดูค่ะ พอหย่อนเหรียญลงไปแล้ว แปลกตรงที่ไม่มีเสียงเหรียญกระทบอะไรใดๆ เลย
จากถ้ำจังเราไป ออร์แกนิกฟาร์ม กันต่อ ใครที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมาที่นี่เป็นต้องชอบ เพราะทุกอย่างในนี้จะปลอดสารพิษ ฟาร์มนี้เป็นชมรมที่ต้องการทำอะไรดีๆ กลับคืนสู่สังคมผู้ด้อยโอกาส ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ และต้นหม่อน โดยนำใบหม่อนมาแปรรูปเป็นชาใบหม่อน ส่วนผลของหม่อนมาทำเป็นแยม นอกจากนี้เค้ายังมีการเลี้ยงแพะเอาน้ำนมแพะมาทำเป็นเนยแข็งอีกด้วยค่ะ ซึ่งผลผลิตทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่เค้านำไปขายเป็นรายได้เพื่อมาช่วยเหลือเด็กนักเรียนชาวลาวที่วังเวียง และจะมีอาสาสมัครจากต่างประเทศมาช่วยในชมรมอย่างต่อเนื่อง บางคนมาอยู่กันครึ่งปีเลยนะคะ
และสำหรับใครที่ชื่นชอบ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ ที่วังเวียงมีให้ได้โลดโผนกันหลายแบบทั้ง ปีนผา โรยตัว ล่องแก่ง และพายคายัก ค่ะ ซึ่งเรามีเวลาไม่มากนักจึงขอเลือกกิจกรรมง่ายๆ อย่างการพายคายัก ที่ต้องพายในระยะทางเกือบ 4 กิโลเมตร ระหว่างทางนั้นจะมีกิจกรรมกระโดดน้ำที่ชาวต่างชาตินิยมเล่นกันมาก และมีให้เลือกเล่นอยู่หลายเจ้า โดยผู้เล่นต้องโหนตัวไปกับสลิงพอถึงกลางแม่น้ำจะปล่อยตัวทิ้งลงน้ำ บางคนจะเล่นท่าด้วยการตีลังกา หรือครีเอตท่าเท่ๆ ส่วนตัวเป็นที่สนุกสนานกันทีเดียว ส่วนกิจกรรมการพายคายักในสายน้ำซองแม้จะไม่โลดโผนแต่ก็สนุกดีนะคะ คนนิยมเล่นกันเยอะ ดูแล้วเป็นกิจกรรมที่ฮิตไม่น้อยหน้ากิจกรรมอื่นๆ แถมยังได้ชื่นชมในธรรมชาติอย่างเต็มอิ่มอีกด้วยค่ะ
แหม...น่าเสียดายจังที่น้ำผึ้งและทีมงานต้องลากลับเมืองไทยกันแล้ว รู้สึกว่ายังเที่ยวที่ประเทศลาวไม่เต็มอิ่มเลย ยิ่งได้มาเห็นวัฒนธรรมที่แข็งแรง ความสวยงามในธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ ความประทับใจที่เกิดขึ้นจากรอยยิ้มและน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่นของคนลาว ทุกสิ่งยังตราตรึงอยู่ในใจให้หวนนึกถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่พึงมีให้กันตลอดไปค่ะ และอย่าลืมติดตามชมเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่นำมาเสนอเป็นประจำในรายการเที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 06.20 น. ทางช่อง 3 กันด้วยนะคะ แล้วไว้เจอกันฉบับหน้าค่ะ







