
‘Historic day of Buddhist in India’เนื่องในวันวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๕๖!(ตอนที่ ๑)
กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพยิ่ง
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา...
กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพยิ่ง
ได้ทราบว่า พระอาจารย์และคณะศรัทธา ได้เดินทางไปยังนครปูเน่ ประเทศอินเดีย เพื่อการวางศิลามงคลฤกษ์ ณ สถานที่ก่อตั้งสถาบันพุทธวิปัสสนาในนครปูเน่ ซึ่งชาวพุทธในอินเดียมีศรัทธาถวายที่ดินและปัจจัยเพื่อการก่อสร้างนี้ นับเป็นมหากุศลอันยิ่งของการสืบอายุพระพุทธศาสนา จึงขอโอกาสอาราธนาพระอาจารย์ได้โปรดเมตตาเล่าเรื่องราวให้ศรัทธา นอกจากนี้ ยังได้ทราบว่าธรรมะที่พระอาจารย์ให้แก่ชาวอินเดีย ณ นครมุมไบนั้น มีความลึกซึ้ง ละเอียด ประณีตมาก ซึ่งหากว่าได้ถอดเทปธรรมะแล้ว จะขอโอกาสพระอาจารย์นำมาเผยแพร่ให้ได้เรียนรู้โดยทั่วกัน
วิสัชนา...
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลวิสาขบูชาโลก เมื่อวันที่ ๑๘-๒๔ พ.ค. ๒๕๕๖ ในประเทศไทย อาตมาได้รับนิมนต์ไปเป็นองค์ธรรมถวายพระธรรมเทศนา แด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพุทธศาสนิกชน ณ มณฑลพิธีจัดงานวิสาขบูชาโลก ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค. และได้ออกเดินทางสู่นครมุมไบ ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นประธานวางศิลามงคลฤกษ์ โครงการก่อตั้งสถาบันพุทธวิปัสสนามหาวิหาร ในนครปูเน่/ อินเดีย ที่มีชาวพุทธอยู่ถึง ๖ แสนคน โดยเป็นชาวพุทธสายศรัทธาตาม ดร.อัมเบดการ์ ที่ล่วงลับไปแล้ว อาตมาได้นำมาเขียนเล่าใน “ปักธงธรรม ไทยโพสต์” ไปตอนหนึ่ง จึงขอนำเนื้อหามาลงเล่าเรื่องอีกครั้งหนึ่งใน “ธรรมส่องโลก” ก่อนสรุปด้วยธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบ/อินเดีย ที่ศิษย์ศรัทธาได้ขอให้ช่วยลงตีพิมพ์ใน “ธรรมส่องโลก” เพื่อประโยชน์ของสาธุชนที่ติดตามศึกษาธรรมะจาก “โพสต์ทูเดย์” ดังเรื่อง “มงคลสูตร ณ นครมุมไบ” ที่มีผู้สนใจอ่านกันมาก และได้ติดต่อเข้ามาขอต้นฉบับเพื่อจะนำไปศึกษา อาตมาจึงได้ขอให้ผู้รับผิดชอบได้จัดส่งไปให้แล้ว ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาธรรมบรรยายที่อาตมาแสดงให้ชาวอินเดียที่นครมุมไบได้ฟังและเจริญภาวนา เมื่อวันที่ ๒๖ พ.ค. ๒๕๕๖ ระหว่างเวลา ๑๘.๓๐๒๑.๑๕ น. ณ หอประชุมใหญ่กลางนครมุมไบ กรุณาติดตามอ่านเรื่องราวโดยย่อ ของการเดินทางไปประกอบศาสนกิจในอินเดียครั้งนี้ ซึ่งมีเหตุการณ์หลายอย่างควรค่าแก่การบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพราะเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธในอินเดียได้จารึกไว้ว่า นี่คือ “Historic day of Buddhist in India”
(อ่านต่อฉบับหน้า)







