
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก 2
ก่อนที่จะเข้าเรื่องท่องเที่ยวประเทศทางทิศตะวันตก คือ เมียนมาร์ ผมใคร่ขออนุญาตเรียนท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีการผลิตของประเทศนี้ให้แฟนคอลัมน์ได้รับทราบ
โดย...จำลอง บุญสอง/ชมรมผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวอาเซียน
ก่อนที่จะเข้าเรื่องท่องเที่ยวประเทศทางทิศตะวันตก คือ เมียนมาร์ ผมใคร่ขออนุญาตเรียนท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีการผลิตของประเทศนี้ให้แฟนคอลัมน์ได้รับทราบสักเล็กน้อย เพราะความเข้าใจในทั้งสามปัจจัยที่ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจถึงความเป็นมาความเป็นไปใน “ถิ่น” ที่เราจะไปเที่ยว การเข้าใจในถิ่นที่ไปเที่ยวจะทำให้เราเที่ยวไปเรียนรู้ไปอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ยิ่งถ้าเรามีจุดยืนเพื่อส่วนรวมด้วยแล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของเราเต็มไปด้วยการอหิงสาและสารประโยชน์ ไม่ใช่การตักตวงเอาแต่ฝ่ายเดียว
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าพม่าซึ่งเปลี่ยนมาเป็นเมียนมาร์นั้นเป็นประเทศ “เสรีนิยม” แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบ “สังคมนิยม” มาก่อน เดิมพม่าสนิทชิดเชื้อกับโซเวียตรัสเซียยุคที่ประเทศสังคมนิยมไม่คบค้าสมาคมกับโลกเสรี พม่าจึงปิดประเทศและคบค้าสมาคมกับประเทศสังคมนิยมตามไปด้วย ดังนั้นวันนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพม่าแม้จะเปิดประเทศไปแล้วแต่ “ที่ดิน” ยังคง “เป็นของ” “รัฐ” ซึ่งด้านหนึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างชาติ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือทำให้ชาติไม่ต้องเสียที่ดินให้กับต่างชาติแบบเดียวกับจีน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลเมียนมาร์กำลังพิจารณาออกกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติเพื่อผ่อนคลายปัญหานี้
ด้วยความขมขื่นจากการตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ พรรคปกครองพม่าที่กำเนิดจาก 30 ทหารที่เกลียดจักรวรรดินิยมตะวันตกผู้รุกราน พม่าจึงหันไปคบค้าสมาคมกับโซเวียต ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้ตะวันตกไม่พอใจรัฐบาลพม่า และก็ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในยุคที่คอมมิวนิสต์สากลที่มีมติให้ประเทศคอมมิวนิสต์ที่ปลดปล่อยแล้วส่งออกความช่วยเหลือการปฏิวัติประเทศต่างๆ ได้ พม่าจึงถูกจับตาจากโลกเสรี เพราะนอกจากเดินตามแนวทางโซเวียตรัสเซียแล้ว ยังมีดินแดนติดต่อกับจีนซึ่งส่งออกการปฏิวัติคอมมิวนิสต์อีกประเทศหนึ่งอีกด้วย ทำให้ “ไทย” ประเทศในค่ายโลกเสรีที่มีชายแดนติดกับพม่าไป “ร่วมมือ” กับ “อเมริกา” และกองกำลังชนชาติส่วนน้อย 11 กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าต่อต้านพม่า (NDF) มี อูนุ ที่ถูกนายพลเนวิน โค่นลงเข้าร่วมด้วยระยะหนึ่ง
การปิดประเทศและการจำกัดเสรีภาพของประชาชนตามแนวทางของฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำให้เกิดแรงต้านรัฐบาลพม่าเป็นระยะๆ โดยแรงสุดในปี 1988 ที่มีนักศึกษา ประชาชนและพระจำนวนมากออกมาชุมนุมตามท้องถนน จนนำมาซึ่งการปราบในวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 ผลของการปราบทำให้รัฐบาลกลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ของฝ่ายต่อต้าน กล่าวคือ คนเมือง “หนีตาย” มาเป็นกำลังทางการเมืองให้กับกองกำลังชนชาติส่วนน้อยที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนไทยและกรุงเทพฯ อย่างมากมาย (แบบเดียวกับผู้ปกครองไร้เดียงสาของไทยกระทำต่อนิสิตนักศึกษาช่วง 6 ต.ค. 2519) พวกหนีตายดังกล่าวได้รับการช่วยเหลือจาก “สหประชาชาติ” ที่ตกอยู่ “ภายใต้อิทธิพล” ของอเมริกาและตะวันตก ทำให้ตะวันตกใช้เป็นเงื่อนไขมาโดดเดี่ยวพม่ามากยิ่งขึ้น
การกดดันต่อรัฐบาลพม่าทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไป นางอองซานซูจี ลูกของ อองซาน วีรบุรุษคนหนึ่งใน 30 สหายกลับจากอังกฤษเข้ารับเลือกตั้งด้วย โดยพรรคของเธอได้รับเสียงท่วมท้นจากการโหวต แต่ทหารก็ทำการรัฐประหารขึ้นปกครองประเทศอีก เพราะไม่แน่ใจว่านางอองซานซูจีซึ่งได้รับการแบ็กอัพจากตะวันตกเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของพม่าหรือไม่
ผลของการรัฐประหารทำให้ประเทศตะวันตกยิ่ง “โดดเดี่ยว” รัฐบาลพม่ามากขึ้น การถูกโดดเดี่ยวจากตะวันตก และการมีกองกำลังชนกลุ่มน้อยเป็นหนามแทงอำนาจทำให้พรรคปกครองพม่าต้องวิ่งไปซบอกจีนเพื่อถ่วงดุลกับตะวันตก แต่ท้ายที่สุดมหาอำนาจใหม่อย่างจีนก็พยายามแผ่อิทธิพลเข้ามาในเมียนมาร์ (เช่นเดียวกับการแผ่อิทธิพลทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคมต่อลาวและประเทศอาเซียนอื่นๆ ในวันนี้)
การแผ่อิทธิพลเข้ามาของจีนทำให้พรรคปกครองที่เกิดจากความรักชาติ จำต้องหันไปคว้าเอานางอองซานซูจีที่ถูกแบ็กอัพโดยตะวันตกขึ้นมาถ่วงดุล (แบบเดียวกับสมัยก่อนที่เอาญี่ปุ่นมาถ่วงดุลอังกฤษ แต่พอญี่ปุ่นจะเข้าครองพม่า 30 สหายปฏิวัติก็หันไปเอาอังกฤษมาถ่วงดุลญี่ปุ่นจนได้เอกราช) จีน
ผลของการถ่วงดุลทำให้เมียนมาร์รอดพ้นจากการฮุบ พรรคปกครองเมียนมาร์ให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลของการให้เสรีภาพที่มากขึ้น และการเชิญชวนประเทศต่างๆ ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยที่แบ็กอัพหนามยอกใจของรัฐบาลพม่าได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนในเค้กก้อนใหญ่ ทำให้ “กลุ่มต่อต้าน” รัฐบาล “หมดเงื่อนไข” ในการทำสงคราม ซ้ำยังถูก “บังคับสภาพ” ให้ต้อง “หยุดยิง” รอเวลาเจรจาทางการเมืองซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในวันใด
การเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนเพื่อแลกกับค่าแรงถูกในพม่า แพตเทิร์นเดียวกับนโยบายที่ทันสมัยของจีน ที่ “ยืมกำลัง (โนว์ฮาวและเงินลงทุน) ของข้าศึก” มาพัฒนาประเทศ ไม่ต่างจากขงเบ้ง “ยืมเกาทัณฑ์” จากข้าศึกทำให้เมียนมาร์โตขึ้นเงียบๆ แต่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมียนมาร์มีทรัพยากรหลงเหลือมาจากการปกครองก่อนมาก
การวางแผนสร้างเมืองหลวงใหม่เนย์ปิดอว์ขึ้นอย่างใหญ่โตก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเอกภาพแห่ง “ความภาคภูมิใจร่วม” ของประเทศที่มีภาษาถึง 30 กว่าภาษา วิธีการดังกล่าวเป็นแพตเทิร์นเดียวกับรัฐบาลมาเลเซียสร้างตึกทวินทาวเวอร์และรถโปรตอนมาให้คนมาเลเซียภาคภูมิใจ เป็นแพตเทิร์นเดียวกับเวียดนามที่เอาชัยชนะต่อมหาอำนาจผู้รุกรานมาเป็นเครื่องมือมาสร้างเอกภาพแห่งความภาคภูมิร่วมของคนในชาติเวียดนาม
การที่รัฐบาลให้ “เสรีภาพ” ต่อประชาชนมากขึ้น ใช่เพียงแต่เป็น “การรุก” “ทางการเมือง” ต่อกลุ่มต่อต้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเคล็ดลับของการสร้างเศรษฐกิจอีกต่างหาก (เป็นหลักวิชาทางการเมืองหลักหนึ่ง) และถ้ารัฐบาลเมียนมาร์ทำการรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำให้ประชาชนเกิดความเสมอภาค (ซึ่งเป็นหลักวิชาอีกหลักหนึ่ง) ที่ทำให้พลเมืองเมียนมาร์สามารถใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่แล้ว ประเทศไหนๆ ก็สู้เมียนมาร์ไม่ได้
วันนี้แม้ว่าวิถีการผลิตของเมียนมาร์ในชนบทจะยังล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ แต่ความล้าหลังที่ตกมาอยู่ในยุคที่ผู้คนที่ทันสมัยกำลังโหยหาอดีต กลับไปทำให้ “อุตสาหกรรมไร้ควัน” โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากทั่วโลกกำลังเดินทางเข้าเมียนมาร์เพื่อชมวิถีการผลิต วิถีชีวิตของคน 30 กว่าภาษาที่ “ถูกดอง” อยู่ใน Time Capsule อย่างกระหายรู้ หลังๆ มานักท่องเที่ยวต่างชาตินำเงินมากองให้ประเทศนี้มากขึ้นๆ อย่างน่าตกใจ ค่าโรงแรมที่สูงขึ้นกลายเป็นแรงจูงใจให้คหบดีเมียนมาร์สร้างโรงแรมที่มีคุณภาพมากขึ้นในหลายๆ แหล่งท่องเที่ยว การสร้างวิสาหกิจใหม่จากต่างประเทศทำให้ผู้คนที่เคยเดินทางออกไปเรียนวิชานอกประเทศทยอยคืนกลับประเทศแม่อย่างช้าๆ (ค่าแรง 300 บาท ของไทยที่ขึ้นมาดักแรงงานอพยพไม่ให้ไหลคืนกลับประเทศแม้จะได้ผลในระยะสั้นๆ แต่น่าเชื่อว่าในระยะยาวคง “เอาไม่อยู่” เพราะโรงงานต่างๆ ค่อยๆ ย้ายฐานการผลิตไปสร้างแหล่งอาหารแหล่งใหม่ในเมียนมาร์เรื่อยๆ)
ท่านผู้อ่านครับมีคนเขียนเรื่องท่องเที่ยวทะเลสาบ “อินเล” มามากมาย เช่นเดียวกับการเขียนถึงชเวดากอง พระธาตุอินทร์แขวน และอื่นๆ ผมจึงขออนุญาตที่จะไม่บรรยายเรื่องราวสถานที่ให้มากความ เพราะท่านสามารถหาอ่านได้จากหลายๆ แหล่ง รวมทั้งโซเชียลมีเดียอีกมากมาย แต่คนที่เขียนถึงการเมืองของเมียนมาร์มีไม่มากนัก การเรียนรู้เรื่องการเมืองของประเทศเขาก่อนไปเที่ยว จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ “รู้เขา” และ “รู้เรา” รู้ได้ว่าประเทศไหนกำลัง “สร้าง” “เงื่อนไขสงคราม” จนกำลังกลายเป็นประเทศพระอาทิตย์กำลังตกดินและประเทศไหนที่ “ขจัด” “เงื่อนไขสงคราม” และกำลังจะกลายเป็นประเทศที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น
ครั้งหน้าผมจะว่าเรื่องมะละแหม่งรัฐมอญดีไหมครับ?







