
เยือนถิ่นศิลปินแห่งชาติล้านนา
โชคดีของการเป็นนักข่าว คือ ได้เดินทางท่องเที่ยว ได้พบปะพูดคุยผู้คนมากหน้าหลายตา
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
โชคดีของการเป็นนักข่าว คือ ได้เดินทางท่องเที่ยว ได้พบปะพูดคุยผู้คนมากหน้าหลายตา
วันก่อนอาจอยู่บนเรือกลางทะเลอันดามัน ไม่ก็กำลังตะลุยขึ้นเขาลงห้วยในผืนป่าตะวันตก วันต่อมาอาจนั่งฟังเสวนา ดูงานศิลปะในแกลเลอรีบนตึกระฟ้าเมืองกรุง พรุ่งนี้และวันต่อไปอาจแบกเป้ สะพายกล้อง มุ่งสู่แห่งหนไหนก็มิอาจล่วงรู้
เช่นเดียวกับวันนี้ที่มีโอกาสร่วมกับคณะนักข่าวเดินทางไกลนับพันกิโลเมตร เพื่อไปคารวะศิลปินแห่งชาติคนสำคัญของดินแดนล้านนาถึงรวงรังส่วนตัว ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งไฟลต์ในความทรงจำที่คนทำข่าวหลายคนจะไม่มีวันลืม
ความสงบแห่งชีวิตของ จุลทัศน์ กิติบุตร
กว่า 7 ปีที่ จุลทัศน์ กิติบุตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม (ร่วมสมัย) ประจำปี 2547 เปิดอาณาจักรส่วนตัวริมแม่น้ำปิงใน ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ให้เข้าเยี่ยมเยือน
บรรยากาศสงบร่มรื่น สวนเขียว ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้สดสวย บ้านไม้ทรงไทยล้านนาอันโอ่อ่าหรูหราปลูกเรียงรายกัน ภายในภายนอกประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณ ช่างสง่าขรึมขลังยิ่ง
“หลายปีมานี้อาจารย์คณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เชิญผมไปสอนหนังสือ ผมก็บอกเหมือนเดิมทุกครั้งว่าพูดในห้องเรียน เด็กไม่เข้าใจหรอก สู้มาบ้านผมดีกว่า มาดูของจริงให้เห็นกับตาไปเลย”
เจ้าของบ้านที่คนแถวนี้เรียกอย่างคุ้นเคยว่าอาจารย์จุล หัวเราะเสียงดัง ขณะให้สัมภาษณ์นักข่าวภายในเรือนรับแขกห้องกระจกใส มองเห็นสายน้ำแม่ปิงทอดยาวสุดสายตา
ในวัยหลักหก ศิลปินท่านนี้ยังมีความสุขกับการทำงาน เช้าตรู่ก็จิบกาแฟเดินชมต้นไม้ใบหญ้า ปั่นจักรยานไปจ่ายตลาด สายหน่อยเข้าเมืองไปประชุมงานบริษัทของตัวเอง สั่งงานลูกน้อง กินข้าวเที่ยง คล้อยบ่ายก็กลับมาเดินย่ำต๊อกไปรอบอาณาจักรส่วนตัว สำรวจตรวจตราบ้านเรือนทุกหลัง สวนสวยทุกตารางนิ้ว ออกแบบ ต่อเติม ซ่อมแซมนู่นนี่ไปเรื่อย
“หลักคิดในการออกแบบของผมคือ ถ้ามีที่ดินสัก 100 วา คนเราน่าจะสร้างบ้านสัก 30 วา ที่เหลือ 70 วา เอาไว้เป็นที่โล่ง ปลูกต้นไม้ ทำสวน แต่นี่มี 100 วา เล่นสร้างบ้านหมดทั้ง 100 วาเลย นี่คือความโลภ”
ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นปรัชญาที่ยึดถือปฏิบัติมาทั้งชีวิต
เรือนไทยร่วมสมัยริมแม่น้ำปิงหลังนี้ เฮือนยอง บ้านไม้เก่าแก่นับร้อยปีอันรับแรงบันดาลใจมาจากสมัยหริภุญไชยกลางแมกไม้ บ้านสไตล์โคโลเนียลผสมผสานความเป็นไทยล้านนาและตะวันตกได้อย่างลงตัว ทุกหลังล้วนออกแบบมาให้โปร่งสบาย เป็นมิตรกับธรรมชาติ
“เรือนหลายหลังไม่ติดแอร์ โปร่ง โล่งสุดๆ ครบทั้งเสียงแมลง เสียงนก สายฝน สายลม แสงแดด Green จ๋าๆ เลย บางวันผมนั่งเหม่อมองภูเขา มองต้นไม้ มองแม่น้ำ แล้วเก็ตเลยว่าอะไรคือความสะดวกสบายที่แท้จริง
ความสุขในชีวิตของผมคือวิชาชีพที่ทำ มันแบ่งปันองค์ความรู้สู่สังคมได้ เราคิด ออกแบบอะไรไป แล้วมันกลายไปเป็นโมเดลให้คนรุ่นหลัง ภูมิใจนะ” เขายิ้มนุ่ม
ทุกวันนี้เจ้าบ้านใจดีเปิดประตูต้อนรับผองเพื่อนศิลปิน ลูกศิษย์ รวมถึงกองถ่ายทำละครดัง เพียงแค่โทรมานัดแนะ ไม่ต้องใช้จดหมายอย่างเป็นทางการให้วุ่นวาย
“มาที่นี่รับรองคุณจะได้แรงบันดาลใจ”
‘ลมหายใจของผมคือศิลปะ’ ความในใจของ พิชัย นิรันต์
ในวัย 77 พิชัย นิรันต์ จิตรกรชั้นแถวหน้า ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2546 ยังคงสร้างสรรค์ศิลปะออกมาอย่างต่อเนื่อง
ก้าวเข้ามายังสตูดิโอส่วนตัว ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวหลังกะทัดรัดสองหลังติดกันแถบชานเมืองเชียงใหม่ ภาพวาดสีน้ำมันแขวนเรียงรายบนผนัง ภาพที่ยังไม่แล้วเสร็จพิงกำแพงไว้นับสิบๆ ชิ้น ผลงานประติมากรรมกองซุกไว้ในห้องข้างหลัง รวมถึงภาพขนาดมหึมาที่ยังค้างเติ่งอยู่บนเฟรมผ้าใบ เด่นสะดุดตาแขกผู้มาเยือนเสียจริง ทั้งหมดชี้ชัดว่าเจ้าบ้านไฟสร้างสรรค์ยังสว่างคุโชน
“เดี๋ยวนี้ก็ใช้ชีวิตง่ายๆ อยู่บ้านฟังเพลงคลาสสิก นึกครึ้มก็หยิบไวโอลิน เปิดเปียโนเล่น เบื่อๆ ก็ออกไปเที่ยวดูโบราณสถาน วัดวาอารามบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่เคยหยุดวาดรูปเลยสักวัน” ชายชราร่างเล็กแกร่ง ท่าทางกระฉับกระเฉง เล่าด้วยน้ำเสียงสุภาพ อบอุ่นใจดี
แม้ไอเดียพลุ่งพล่าน ทว่ากำลังวังชาลดลง ปากกาเมจิกที่เขียนถ้อยคำระลึกเตือนใจไว้ด้านล่างเฟรมผ้าใบว่า “สวมหมวกก่อนวาดรูป” เจ้าตัวอธิบายว่าสายตาไม่ค่อยดี เลยต้องใส่หมวกป้องกันแสงไฟสะท้อน
“สมัยหนุ่มมีแรงแต่ไม่มีไอเดีย คิดแทบตายจะเขียนอะไรดี เดี๋ยวนี้ไม่ต้องคิด ไอเดียมันเยอะแยะไปหมด หัวผมยังมีอะไรอีกเยอะที่ต้องรัดเค้นเอามันออกมา เพราะไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ มีอะไรก็ต้องรีบทำ ช่วงนี้เป็นช่วงนาทีทองของผมเลยนะ”
ในแวดวงศิลปะรับรู้กันว่าหากเอ่ยชื่อ พิชัย นิรันต์ แล้ว ฝีมือการวาดรูปดอกบัว เรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่ง ทั้งสวยงาม สมจริง ถั่งท้นด้วยแนวคิดล้ำสมัย
“ผมชอบวาดดอกบัว เพราะมันอิงถึงเรื่องพุทธศาสนาด้วย มีตูม แย้มแบน โรยรา เหี่ยวเฉา เหมือนกับชีวิตมนุษย์มีเกิด แก่ เจ็บตาย สูญสลาย
ผมบอกคนหนุ่มอยู่ตลอดว่าธรรมชาติคือครู งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ช้างม้าวัวควาย พระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก ดอกไม้บาน ร่วงโรย เหี่ยวเฉา นกบิน แมลงกรีดปีก ทุกอย่างสอนเราหมด”
ถามอาจารย์พิชัยว่าในฐานะผู้อาวุโสอยากฝากข้อคิดไปยังคนทำงานศิลปะรุ่นใหม่
“ต้องทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้ง งานศิลปะมันว่ากันทั้งชีวิต ทุกวันนี้ผม 77 แต่ก็ยังทำงานไม่มีวันหยุด อย่าทำงานศิลปะเพราะเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ทำเพื่อความก้าวหน้าทางความคิด เพื่อความสุขความเบิกบานของจิตใจ”
เสน่ห์ผ้าไทยโบราณของแม่ประนอม ทาแปง
จากสาวบ้านนอกธรรมดา จบการศึกษาเพียงชั้น ป.4 ที่ อ.ลอง จ.แพร่ ด้วยความเพียรพยายาม บวกความคิดสร้างสรรค์ ความรักพึงพอใจในงานอาชีพตัวเอง
ประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ศิลปะผ้าทอ) ประจำปี 2553 ใช้เวลากว่า 30 ปีศึกษาเรียนรู้ คิดค้น แสวงหาเทคนิคและลวดลายการทอผ้าแบบใหม่ๆ สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จนได้รับยกย่องเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพทอผ้าของภาคเหนือ
“สมัยเด็กๆ ชอบทอผ้าอยู่แล้ว เวลาป้าหยุดทอผ้า พักทานอาหารกลางวัน ก็ไปขโมยขึ้นกี่แอบทอผ้าจกต่อจากที่ป้าทอไว้ พอป้ากลับมาก็จะถามว่าทำถูกไหม ป้าก็บอกทำถูกแล้ว ทำดีแล้ว เลยหัดทอมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
ประนอมได้คิดค้นลวดลายผ้าใหม่ๆ ขึ้นมาให้มีสีสันงดงาม จนเกิดความประทับใจต่อผู้พบเห็น อีกทั้งยังคว้ารางวัลจากการประกวดระดับประเทศมากมายหลายครั้ง รวมถึงการบินไปจัดแสดงผลงานในต่างประเทศด้วย
ยกตัวอย่าง ได้ทอผ้าทองคำแท้ลวดลายจก ลายดอกบัวหงาย จำนวน 1 ผืน โดยใช้ทองคำหนัก 7 กิโลกรัม เพื่อนำไปคลุมร่างหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ในปัจจุบัน ผลงานผ้าซิ่นต๋าหมู่เหลืองต่อตีนจกเชิงดำแดง ลายสำเภาลอยน้ำ คว้ารางวัลชนะเลิศ จากงานประกวดผลิตภัณฑ์ผ้าซิ่นเชิงจก งานฤดูหนาวและงานกาชาดเมืองแพร่ ปี 2532
ผลงานผ้าซิ่นต๋าหมู่เหลืองต่อตีนจกเชิงดำแดง รางวัลพระราชทานดีเด่นของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ผ้าซิ่นจกเต็มตัวลายโบราณขอครึ่ง คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดผลิตภัณฑ์หัตถกรรม งานศิลปาชีพบางไทร ครั้งที่ 19 ฯลฯ
นอกจากการสร้างสรรค์ผลงานผ้าตีนจกออกสู่ท้องตลาดแล้ว ศิลปินเมืองแพร่นางนี้ยังอุทิศเวลาในการทำงานเพื่อสังคม ด้วยการเปิดบ้านส่วนตัวสอนการทอผ้าตีนจก การย้อมสีธรรมชาติให้แก่ชาวบ้านและชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เลี้ยงตัวเองอย่างมั่นคงและมั่นใจ ดังเช่นบทกวีที่ถ่ายทอดแนวคิดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนาอย่างการทอผ้าของเธอออกมาได้อย่างตรงใจว่า
“เพียรทำ ด้วยใจรัก
ด้วยตระหนัก กลัวสูญสิ้น
ภูมิปัญญา ของแผ่นดิน
เป็นทรัพย์สิน แห่งภูมิปัญญาไทย”
โครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ
เป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมได้จัดขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นว่าศิลปินแห่งชาติเป็นปูชนียบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติในการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของชาติ
จึงควรประกาศให้สาธารณชนรับรู้ถึงภูมิปัญญาที่แสดงออกถึงความเป็นอัจฉริยภาพของศิลปินแห่งชาติ ผ่านผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม และผลักดันให้คนในชุมชนท้องถิ่นและสังคมไทยได้เห็นความสำคัญในศิลปวัฒนธรรมของตน อันจะส่งผลให้เกิดความหวงแหน ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป
ตั้งแต่ปี 2548-2556 มีการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติไปแล้ว 11 แห่ง เริ่มจากบ้านนายฉิ้น อรมุต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) จ.สงขลา บ้านของอินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) จ.ลำพูน ปี 2549 บ้านนางแสงดา บันสิทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) จ.เชียงใหม่ บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กรุงเทพมหานคร บ้านของมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) จ.นนทบุรี บ้านนายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้านอีสาน โปงลาง) จ.กาฬสินธุ์
ปี 2550 บ้านอาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) จ.นครราชสีมา บ้านของอาร์ติสต์อาวุโส ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) จ.กาญจนบุรี สตูดิโอส่วนตัวของพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2546 ที่เชียงใหม่ ปี 2551 บ้านอาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม (ร่วมสมัย) ประจำปี 2547
ล่าสุดของปีนี้ บ้านของประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ศิลปะผ้าทอ) ประจำปี 2553 ที่ อ.ลอง จ.แพร่







