
5 อรหันต์บอร์กโดซ์ (2)
เรื่อง เปอติ๊ต ริสลิ่ง
“
ไม่มีอะไรจะทำให้หนทางข้างหน้าดูเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เท่ากับการได้ดื่มด่ำกับชองแบร์กแต็ง ไวน์แดงระดับกร็อง ครู แห่งแคว้นเบอร์กันดี (บูร์กอญ)”จักรพรรดินโปเลียน แห่งฝรั่งเศส
มาต่อกันที่อีก 2 อรหันต์ จากทั้ง 5 แห่งบอร์กโดซ์
ทวนกันสักนิดว่า ประกอบด้วย ชาโต ลาฟิตรอตชิลด์ (Chateau LafiteRothschild) ชาโต มาร์กโกซ์ (Chateau Margaux) ชาโต ลาตูร์ก (Chateau Latour) ชาโต โอ๊ตบริยง (Chateau HautBrion) และ ชาโต มูตง รอตชิลด์ (Chateau Mouton Rothschild) ซึ่งได้ตำแหน่ง 5 อรหันต์มานั้นมิใช่โชคช่วย หากคือ 5 แห่งแรกที่ปลูกและผลิตไวน์ของบอร์กโดซ์
4 ชาโตล้วนอยู่ในเขตเมด็อก ฝั่งซ้ายของแม่น้ำจีครงด์ เว้นเพียง ชาโต โอ๊ตบริยง ที่อยู่ในเขตกราฟส์ บนฝั่งขวา
เล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับ ชาโต ลาฟิตรอตชิลด์ ชาโต มาร์กโกซ์ และชาโต ลาตูร์กกันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของ ชาโต โอ๊ตบริยง กับ ชาโต มูตง รอตชิลด์ กันบ้าง
หนึ่งเดียวคนนี้ใน 5 อรหันต์บอร์กโดซ์ ชาโต โอ๊ตบริยง ตั้งอยู่ในย่านเปสซาค ใกล้ๆ กับตัวเมืองบอร์กโดซ์ โดยเริ่มปลูกองุ่นกันมาตั้งแต่สมัยโรมันกันทีเดียว ทว่า ชื่อของ ชาโต โอ๊ตบริยง เพิ่งจะได้รับการบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ก็เมื่อปี 1525 ที่ฌอง เดอ ปงตัก แต่งงานกับ ฌานน์ เดอ เบลยง บุตรสาวของนายกเทศมนตรีแห่งลิบอร์น และเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณโอ๊ตบริยง
ที่ดินบริเวณดังกล่าว พ่อของเจ้ายกให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน พวกเขาสร้างแมนชันก่อนจะสร้างชาโต (ปราสาท) ในปี 1549 พอปี 1649 ลอร์ดอาร์กโนด์ เดอ ปงตัก ที่ 3 ขึ้นมาเป็นเจ้าของที่ และถือว่าเริ่มสร้างชื่อเสียงในเรื่องของไวน์ อาจเพราะในยุคของเขาเป็นคราวแรกที่ไวน์จากวินเทจ 1660 และ 1661 ได้นำขึ้นโต๊ะเสวยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก
หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ The Great Fire ในลอนดอน ฟร็องซัวส์โอกุสต์ ได้เปิดโรงแรมในลอนดอน ลองเซียญ เดอ ปงตัก (L'Enseigne de Pontac) ที่มีร้านอาหารที่ขึ้นชื่อว่า เริดที่สุด และกลายเป็นศูนย์กลางของไวน์อันดับหนึ่งจากเขตกราฟส์ของบอร์กโดซ์
นอกจากส่งออกเป็นล่ำเป็นสันที่อังกฤษมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชาโต โอ๊ตบริยง ยังถือเป็นไวน์เจ้าแรกใน 5 อรหันต์ที่ส่งออกไปยังอเมริกาตั้งแต่สมัยที่โทมัส เจฟเฟอร์สัน ยังเป็นประธานาธิบดี
ในช่วงความวุ่นวายของการปฏิวัติฝรั่งเศส โชเซฟ เดอ ฟูเมล เจ้าของชาโต โอ๊ตบริยงขณะนั้น เป็นอีกรายที่ถูกส่งเข้ากิโยติน คนรุ่นหลานของเขาขายที่ดินให้ปรินซ์แห่งเบเนเวนโต ซึ่งครอบครองอยู่เพียง 3 ปีเท่านั้น หลังจากปี 1836 ชาโตแห่งนี้เปลี่ยนไปอีกหลายมือ บางครั้งถึงขั้นประมูลขาย แม้ในปี 1855 ที่มีการจัดระเบียบไวน์ และได้เป็น 1 ใน 5 อรหันต์ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวในเขตกราฟส์ ทำให้ราคาขายสูงกว่าที่อื่นๆ ในบอร์กโดซ์ แต่การเปลี่ยนมือผู้บริหารบ่อยๆ ก็ทำให้ตกอยู่ในฐานะลุ่มๆ ดอนๆ กระทั่งนายธนาคารอเมริกัน คลาเรนซ์ ดิลลอน ซึ่งลือว่าเขามาซื้อไวเนอรีที่ฝรั่งเศสอื่นๆ อีกมากมายหลายแห่ง จึงเริ่มอยู่ตัว
ปีๆ หนึ่ง ชาโต โอ๊ตบริยงผลิตไวน์แดงระดับสูงเพียง 1.4 หมื่นลัง ไวน์ขาวยิ่งน้อยคือแค่ 850 ลัง ทำให้ราคาสูงมาก จนปี 2003 จึงเริ่มผลิตไวน์ระดับกลางๆ ซึ่งราคาถูกลงมาหน่อย
มาถึงอรหันต์สุดท้าย ซึ่งคิดว่า พี่ไทยเราน่าจะคุ้นหูมากที่สุด คือ ชาโต มูตง รอตชิลด์ (อาจเคยรู้จักว่า มูตอง รอธไชลด์) ที่ตั้งย้อนกลับมาที่หมู่บ้านโปยัค เขตเมด็อก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบอร์กโดซ์ ไวน์แดงของที่นี่ได้รับขนานนามว่า ดีที่สุดในโลก
แต่เดิมที่คือ ชาโต บรานมูตง ภายหลังเปลี่ยนชื่อตาม เจ้าของใหม่ชาวอังกฤษ บารอนนาธาเนียล เดอ รอธไชลด์ เป็นชาโต มูตงรอตชิลด์ ซึ่งว่ากันว่า เป็นเอสเตทไวน์แห่งแรกที่บรรจุไวน์ใส่ขวดขาย
นอกจากนี้ บารอน ฟิลิปป์ เดอ รอธไชลด์ ทายาทของเขายังร่วมกับศิลปินดังระดับโลกในการออกแบบฉลากขวดจนกลายเป็นประเพณีประจำปีไปแล้ว
สำหรับขวดปี 1953 ซึ่งเป็นการครบรอบ 100 ปี ขวดมูตงรอตชิลด์ออกแบบเป็นรูปของนาธาเนียล เดอ รอธไชลด์







