
อีกก้าวย่างของพลาสติกชีวภาพ
เรื่อง : รัฐพร คำหอม
34 ปีมาแล้ว ที่คนไทยเริ่มรู้จักกับคำว่า พลาสติกชีวภาพ (bioplastics) พลาสติกที่มาจากอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด ง่ายๆ คือพืชที่ให้แป้งสามารถนำมาทำสิ่งที่เรียกว่าพลาสติกชีวภาพได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยกัน ก็จะมีพวกกล่องโฟม จาน ชาม ง่ายๆ (อีกครั้ง) คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หวังมาทดแทนพวกกล่องโฟมทั้งหลาย ที่ปัจจุบันทวีจำนวนขยะจนยากกำจัด เพราะคุณสมบัติของพลาสติกชีวภาพ เป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
ความคาดหวังของเมืองไทยโดยหน่วยงานภาครัฐ คือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็อยากเห็นพลาสติกชีวภาพสามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนพลาสติกจากปิโตรเคมีในอนาคต ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการพลาสติกชีวภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ตามมติของคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลักได้นำเสนอแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (National Roadmap for the Biodegradable Plastics Industry Development) ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 25512555) เพื่อพัฒนาให้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของประเทศดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยการดำเนินการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพนั้น สนช.มุ่งหวังให้เกิดการเร่งรัดการนำศักยภาพด้านวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทยมาสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพขึ้นในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง เพื่อยึดครองความเป็นผู้นำในภูมิภาคและมีโอกาสที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (bioplastics hub) อย่างครบวงจรในอนาคตและเพื่อพัฒนาให้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของประเทศถูกนำมาดำเนินการในเชิงธุรกิจนวัตกรรม อันจะส่งผลให้เกิดการใช้วัตถุดิบชีวมวลในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรให้สูงขึ้นมากกว่า 10 เท่า และเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของประเทศให้เกิดขึ้นได้ทันต่อสถานการณ์ความต้องการของตลาดโลก เพื่อให้ประเทศไทยครองความเป็นผู้นำในภูมิภาคไปพร้อมกับการสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
จะเป็นจริงแค่ไหนกับภาครัฐ? ยังต้องติดตาม
อนาคตของพลาสติกชีวภาพ
หากสำหรับภาคเอกชนก้าวย่างเรื่องพลาสติกชีวภาพเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยรูปแบบผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นภาชนะเพื่อบรรจุอาหาร อาจเป็นเพราะด้วยเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทนความร้อนได้มากขึ้นจนสามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศขณะนี้เขาก้าวข้ามไปได้แล้วที่จะนำ อ้อย มันสำปะหลัง มาผลิตเป็นสารตั้งต้นที่เรียกว่า แลกไทด์ สำหรับผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดโพลีแลกติกเอซิด หรือ PLA เป็นผลงานของกลุ่มบริษัท พูแรค ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้มาตั้งโรงงานในประเทศไทยเมื่อปี 2548 ที่ จ.ระยอง เพื่อผลิตกรดแลกติกเพื่อตลาดเบเกอรีในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ล่าสุดใช้เงินลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อมุ่งการผลิตแลกไทด์ ที่ตลาดทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในการที่จะนำไปผลิตพลาสติกชีวภาพในผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ต่อไป คาดหมายกำลังผลิต 7.5 หมื่นตันต่อปี ซึ่งจะต้องใช้อ้อยหรือมันสำปะหลังเป็นแสนตัน โรงงานแห่งนี้คาดครึ่งหลังของปี 2554
ฟาบริซิโอ แรมพิเนลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พูแรค กล่าวว่า สารแลกไทด์ที่บริษัทจะผลิตไม่ได้ต่างจากพลาสติกชีวภาพอื่นๆ คือ มีคุณสมบัติย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่ที่ต่างออกไปคือ
“นำไปผลิตเป็นอะไรก็ได้ ที่พลาสติกทำได้”เมื่อเห็นเรายังงงๆ ฟาบริซิโอ จึงหยิบแว่นกันแดดมาให้ดู แล้วถามว่า
“คุณเชื่อมั้ยนี่ทำมาจากน้ำตาล และนี่ (หยิบเนกไท) ก็ทำมาจากน้ำตาล” ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ แม้จะลองชิมขาแว่นกันแดดดู ไม่ได้มีรสหวานเลยสักนิด แต่นี่ล่ะคือเทคโนโลยี“
ตลาดพลาสติกชีวภาพมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งจากผลการศึกษาต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะเข้ามาทดแทนตลาดพลาสติกที่มีอยู่เดิมได้ถึง 80% และจากการศึกษาล่าสุดของพูแรคพบว่า ตลาด PLA จะเติบโตจนมีปริมาณความต้องการสูงถึง 3 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดเท่ากับ 1.94 แสนล้านบาท (6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในปี 2563 ปัจจุบันมีการนำ PLA ไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ถ้วยใส่เครื่องดื่ม กระดาษห่อลายดอกไม้ การ์ดของขวัญ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงถุงพลาสติกชนิดย่อยสลายได้สำหรับบรรจุขยะ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเติบโตของตลาดวัสดุชีวภาพถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการนวัตกรรมและการสร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรมเคมี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในด้านการใช้วัสดุเพื่อความยั่งยืนของผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก เจ้าของแบรนด์ ตลอดจนรัฐบาลของประเทศต่างๆ” ฟาบริซิโอ กล่าวเทคโนโลยีและการลงทุนของพูแรคจะทำให้ตลาดพลาสติกชีวภาพเติบโตยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์ 80 ปี ในการผลิตกรดแลกติกส่งผลให้พูแรคมีความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการเผชิญกับความท้าทายในการผลิต PLA ทั้งนี้เพราะพูแรคมีเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิเฉพาะ และมีขนาดใหญ่ที่พิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพได้มาตรฐานสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ PLA เหมาะกับเซกเมนต์ต่างๆ ในตลาดพลาสติกปัจจุบัน และมีส่วนช่วยให้พันธมิตรของพูแรคสามารถผลิตสินค้าที่เป็นพลาสติกชีวภาพที่ทนทานต่อความร้อนได้สูงถึง 180 องศาเซลเซียส หรือ 266 องศาฟาเรนไฮต์
ผลิตภัณฑ์ของ PLA ที่ผลิตจากกรดแลกติกที่ได้จากธรรมชาติ ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติเป็นหลัก เช่น น้ำตาลและแป้งมัน โรงงานของพูแรคใช้สุดยอดเทคโนโลยีในการควบคุมระบบปลดปล่อยของเสียและยังมีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในทุกโรงงานอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบการผลิตพลาสติกจากฟอสซิลและ PLA แล้วพบว่า PLA สามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 3,500 กิโลกรัมต่อการผลิตพลาสติก 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 70%
นอกจากนี้ พลาสติกชีวภาพยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการใช้งานเพื่อความยั่งยืนสำหรับผู้บริโภค และยิ่งไปกว่านั้นการรีไซเคิลในรูปแบบเก่า เช่น การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การนำไปทำปุ๋ย การย่อยสลายแบบอนินทรีย์ รวมถึงการนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการนำโพลีเมอร์ที่ทำจาก PLA กลับมาใช้ใหม่ได้อีก
สำหรับบทบาทของประเทศไทยนั้น พูแรคมองว่า อยู่ในฐานะที่ดีในการที่จะแสดงบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เนื่องจากมีวัตถุดิบอย่างเหลือเฟือ มีอุตสาหกรรมเคมีที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี ตลอดจนมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการส่งออกและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตลาดใหญ่ๆ เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น จึงได้เลือกประเทศไทยให้เป็นสถานที่สำคัญ สำหรับการผลิตและการตัดสินใจลงทุนที่สำคัญอื่นๆ อีกต่อไป
เพื่อผลักดันให้ตลาดพลาสติกชีวภาพเติบโตยิ่งขึ้น พูแรคจึงร่วมมือกับหลายบริษัท สถาบันและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี กรรมวิธีการผลิตที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกและวัสดุพลาสติก และที่มีความคืบหน้าของความร่วมมือแล้วคือ ระหว่างพูแรค กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย (TBIA)
นับเป็นอีกความพยายามหนึ่งของมนุษย์โลก ก่อนที่จะสายเกินไปในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ และให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อยากเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมากกว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบด้วย ก็จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง







