
วิสัชนาธรรมตามนิมิต เพื่อประโยชน์แห่งการเจริญธรรม...(ตอน ๘)
หมายความว่า สัตว์ยังร่าเริงอยู่ แม้ตนเองจิตยังถูกเผาไหม้อยู่ในกองเพลิงแห่งกิเลส ก็ยังร่าเริงยินดี
โดย...พระอาจารย์อาระยะวังโส
หมายความว่า สัตว์ยังร่าเริงอยู่ แม้ตนเองจิตยังถูกเผาไหม้อยู่ในกองเพลิงแห่งกิเลส ก็ยังร่าเริงยินดี ยังสนุกสนานอยู่ด้วยความหลง ด้วยความมึนงง ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ประพฤติอยู่ในความประมาท เพราะไม่เข้าใจในเรื่องของคำว่าวิถีจิตและภวังคจิต หรือการทำงานของจิตโดยสรุปรวม
จากที่กล่าวมาหากพิจารณาให้เห็นแจ้งจริงในเรื่องของภวังคจิตและวิถีจิต ก็จะเห็นการสร้างกรรมด้วยการขับเคลื่อนของกิเลสเป็นปัจจัย นำสู่วิบากคือผล ที่หมุนกลับมาสนับสนุน ก่อเกิดกิเลสให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จนอำนาจแห่งกิเลสเข้าไปควบคุมจิตให้เคลื่อนไหวไปตามวิถีจิตไม่จบไม่สิ้น และให้จิตนั้นมึนงงอยู่กับความไม่รู้ไม่เข้าใจในความจริงที่เป็นไปในธรรมชาติดังกล่าว แม้การเกิดการดับเป็นธรรมดาในทุกขณะก็ยากที่จะเข้าใจ ให้เห็นสามัญลักษณะของสภาวธรรมแห่งจิตหรือสภาวธรรมแห่งธรรมชาติที่มีอยู่นี้ว่า ไม่เที่ยง แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ยักย้ายถ่ายเท ไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของจิตที่เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงเป็นกุศลจิต... อกุศลจิต... อัพยากตาจิต หรือจิตเป็นกลางๆ ก็ยากที่จะรู้จะเข้าใจได้ ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจดังกล่าวจึงไม่สิ้นสุดการเคลื่อนไหวปรุงแต่ง และก็ไม่สิ้นสุดการเคลื่อนวิถี มีความเกิดความดับอันหนุนเนื่องมาจากอำนาจของความไม่รู้ เช่น มีความวิปลาส ความวิบัติ เป็นสมบัติแห่งจิตนั้น... จึงแสวงหาแต่การก่อสร้างรูปนาม... ไม่จบไม่สิ้น เมื่อรูปนามเกิด ก็ยากที่จะสิ้นความทุกข์ เพราะการยึดถือในรูปนามนั้นก็คือตัวทุกข์ อันให้ผลตอบแทนให้สัตว์ทั้งหลายมีความทุกข์ จมอยู่กับความทุกข์ และเป็นทุกข์อยู่เช่นนี้อยู่เสมอ จึงเรียกสัตว์ในสังสารวัฏนี้ว่าเป็นสัตว์ทุกข์
การพัฒนาจิตเพื่อให้ออกมาจากความไม่รู้... จึงเป็นกระบวนการศึกษาในพระพุทธศาสนา ที่สัตว์ทั้งหลายที่มีวาสนา มีบารมี มีความพร้อมและศรัทธา จะได้เข้ามาสู่พระพุทธศาสนาเพื่อสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา และเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้น เพื่อขจัดอำนาจอวิชชาที่ห่อหุ้มปกคลุมอยู่ให้สิ้นไป โดยการถือประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เรียกว่า เจริญกรรมฐาน ที่ทรงสั่งสอนโดยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อการพัฒนาจิตให้เข้าถึงความเป็นพุทธะ เพื่อให้ถึงความเป็นจิตหนึ่งของพุทธะ ที่จะให้เกิดความสะอาดเกิดขึ้น คือการขจัดให้สิ้นซึ่งกิเลส อันเป็นการขจัดสิ้นซึ่งความไม่รู้นั้นเอง จนเกิดความสว่างขึ้นกลางดวงจิต และรวมจิตลงอยู่ที่ตัวรู้ ให้รู้แล้วละวางสิ้นจนสงบจากความปรุงแต่งหรือสงบจากสังขาร ความสงบที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจดังกล่าวให้สงบจากสังขารด้วยการละสิ้นความปรุงแต่งทั้งปวงได้ จึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง ดังที่กล่าวว่า เตสัง วูปะสะโม สุโข ความละสังขารได้เป็นสุขอย่างยิ่ง
อ่านต่อฉบับหน้า







