
อย่ามองข้ามเด็กจบใหม่
เวลาที่บริษัทหลายบริษัทเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในตำแหน่งต่างๆ จะเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นใจสำหรับนักศึกษาจบใหม่นัก
โดย...วรธาร ทัดแก้ว / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เวลาที่บริษัทหลายบริษัทเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในตำแหน่งต่างๆ จะเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นใจสำหรับนักศึกษาจบใหม่นัก ก็คือในประกาศเปิดรับสมัครมักจะมีวงเล็บหรือหมายเหตุว่ารับเฉพาะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หรือไม่ก็ผู้ที่มีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ บอกตามตรงเรื่องนี้บางตำแหน่งอาจใช่ที่ต้องการคนที่มีประสบการณ์ เพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้ทันที ถ้าไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่บางตำแหน่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนมีประสบการณ์ทุกครั้งเสมอไป
ทว่า บริษัททั่วไปก็ดูจะเลือกคนที่มีประสบการณ์ไว้ก่อนด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่นว่า ไม่ควรเสียเวลากับการฝึกเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียนรู้เร็วหรือช้า อยากได้พนักงานแบบว่าใช้งานได้เลย หรือเปิดปุ๊บติดปั๊บ หรือแค่มาเรียนรู้งานนิดๆ หน่อยๆ ก็เดินได้แล้ว หรือถึงเทรนก็คิดว่าคงไม่ต้องปาดเหงื่อปาดไคล เท่ากับว่าจ้างมาคุ้มค่า แถมไม่ต้องมาลงทุนลงแรงฝึกปรือวิทยายุทธ์ให้
อันที่จริงคนที่มีประสบการณ์มาก่อนกับเด็กจบใหม่ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่หัวหน้างานบางคนมักอยากได้คนที่มีประสบการณ์ด้วยเหตุผลตามที่บอก แต่อาจมองข้ามเรื่องอื่นๆ ของคนมีประสบการณ์ที่ไม่ควรมองข้าม เช่น นิสัย บุคลิก จิตใจ ในเชิงลบที่เราไม่รู้ เช่น เข้ามาแล้วรู้มากไป จะทำแบบที่ตนเคยทำมาท่าเดียว ทั้งที่บริษัททำอีกอย่างไม่เหมือนกัน หรือบางคนก็มาในแนวหัวหมอ แบบว่าที่เก่าเคยได้อย่างงี้ๆ ก็พยายามจะทวงสิทธิมั่ง เป็นต้น
คนที่ผ่านงานมา จึงไม่ได้แปลว่าเป็น “คนที่ใช่” เสมอไปสำหรับบริษัททั้งหลาย เพราะอาจแค่ผ่านงานมา แต่ไม่รู้ว่าผ่านมาแบบไหน หรือได้แค่อายุงาน แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะบางคนอาจจะผ่านมาแบบมีปัญหาก็ได้ รวมถึงค่านิยมด้วย ถ้าหล่อหลอมมาแย่ก็อาจจะเอาประสบการณ์แย่ๆ นั้นมาใช้ในองค์กรใหม่ แต่ถ้าโชคดีได้คนดีขององค์กรนั้นมาก็ดีไป แต่ถ้าได้คนไม่ดีก็ถือว่าโชคร้ายเสียเวลาได้เหมือนกัน สู้ลองหันมามองคนและสร้างคนที่จบใหม่ดูจะเข้าท่ากว่า
เด็กจบใหม่แม้จะมีข้อด้อยที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่คนพวกนี้ก็อาจมีจุดแข็งอันเป็นที่ต้องการก็ได้ จึงอยู่ที่การเลือกสรรของคนที่รับเข้ามาสู่องค์กร ถ้าเลือกได้คนที่มีกึ๋น มีหัว มีสติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณดี บุคลิกโอเค และมีมนุษยสัมพันธ์ดี รวมถึงพื้นฐานทางด้านจิตใจดี รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ก็สามารถเอามาฝึกมาหล่อหลอมตามแบบฉบับและวัฒนธรรมของบริษัทก็ง่ายกว่าเยอะที่จะได้คนพันธุ์เดียวกับที่องค์กรต้องการ แต่ถ้าได้แบบประเภทคุณหนูก็ต้องคิดหนัก เพราะประเภทนี้ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทน
อริยสัจ 4 คุณธรรมของคนทำงาน
ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้เสมอ ซึ่งแต่ละคนย่อมมีรูปแบบและวิธีการในการแก้ที่ต่างกัน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่บางครั้งยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เพราะแก้ไม่ถูกวิธี ทว่ามีวิธีหนึ่งที่นักแก้ปัญหาชั้นยอดของโลกอย่างพระพุทธเจ้าใช้ คือ การแก้ด้วยหลักอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นสุดยอดวิธีแก้ปัญหาที่เป็นระบบ เป็นขั้นตอน และสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้จริง 4 ขั้นตอน ได้แก่ ทุกข์ ขั้นของการกำหนดปัญหา สมุทัย ขั้นตั้งสมมติฐานหรือกำหนดเหตุแห่งปัญหาเพื่อแก้ไข นิโรธ ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล และมรรค ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล...สี่อย่างนี้ที่คนทำงานต้องมี เพราะทุกคนย่อมประสบปัญหาที่แตกต่างกันแน่นอน
คิดให้ดีก่อนจะลาออก
การลาออกจากงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของคนทำงานทุกคน ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น เจอปัญหารุมเร้าจนเกิดอาการเบื่องานแล้วไม่อยากทำงาน บางคนเบื่อเพื่อนร่วมงานชอบเอาเปรียบ แล้วหัวหน้าก็ไม่เคยว่ากล่าวตักเตือน ชวนให้หมั่นไส้หนักขึ้น บางคนลาออกเพราะได้งานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าที่เดิม เป็นต้น แต่การลาออกต้องคิดให้ดี เพราะมีหลายคนที่ลาออกจากงานแล้วมาเสียใจและก่นด่าตัวเองภายหลัง เช่น บางคนลาออกไปอยู่ที่อื่นเพราะเห็นเงินเดือนสูงกว่าที่เก่า แต่อยู่ไม่ทันผ่านโปรก็แจ้นออกมานั่งตกงานตบยุงไปวันๆ เพราะงานทั้งหนักและเจอกับระบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ถ้าคุณคิดถึงการลาออกจากงานละก็ จงคิดให้รอบคอบและขอให้วางแผนด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ เช่นว่า เบื่อคน เบื่องาน เบื่อที่ทำงาน เบื่อเงินเดือนน้อย ไม่อย่างนั้นอาจต้องมานั่งเสียใจภายหลัง โดยเฉพาะคนที่อายุยังน้อยหรือประสบการณ์ยังไม่มากที่เวลาเจอแรงกดดันต่างๆ ไม่ว่าจากการทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือจากหัวหน้างาน อาจจะเครียด ทุกข์ ท้อแท้ได้ง่ายๆ จนบางครั้งอยากลาออกจากงานวันละหลายรอบ ต้องคิดให้ดี ถ้าต้องการความก้าวหน้าต้องรู้จักอดทนถึงจะไปรอด แต่คนที่คิดออกจากงานเพื่ออยากสบายส่วนใหญ่ไปไม่รอดสักราย
สร้างนิสัยเพื่อนร่วมงานที่ดี
การทำงานไม่เคยมีใครฉายเดี่ยวแล้วประสบความสำเร็จได้ยั่งยืน ไม่ว่าจะเก่งหรือยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ต้องมีทีมงาน มีคนคอยช่วยเสริมเติมให้งานออกมาสมบูรณ์ แต่การทำงานร่วมกับคนอื่นมักจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ เพราะความคิดและนิสัยที่ต่างกัน แต่พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กัลยาโณ) บอกว่าความขัดแย้งจากสาเหตุนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างนิสัยให้เป็นเพื่อนที่ดี อย่างน้อยด้วยหลัก 3 ประการ คือ 1.ได้ของกินมาก็รู้จักแบ่งปันให้เพื่อนร่วมงานได้กินบ้าง 2.ชักชวนเพื่อนร่วมงานไปบ้าน หรือไปในที่ที่เราไปแล้วมีความสุขเพื่อให้ได้สัมผัสความสุขนั้นบ้าง 3.ชี้ทางสวรรค์ให้เพื่อน คืออย่าชวนเพื่อนไปติดเหล้าเมายา ติดอบายมุข แนะนำแต่เรื่องที่จะทำให้เขาเอาไปทำให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าทำได้อย่างนี้เพื่อนก็หลงรักแล้ว







