
งาน...ชีวิต...มุมมอง
ไม่ว่าจะเป็นคนวัยโสดหรือคนวัยเกษียณ บางทีการทำงานอาจจะยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีคุณค่า
โดย...จะเรียม สำรวจ
ไม่ว่าจะเป็นคนวัยโสดหรือคนวัยเกษียณ บางทีการทำงานอาจจะยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีคุณค่า แต่ด้วยวัยที่แตกต่างกันความคิดในเรื่องการทำงานก็ย่อมไม่เหมือนกัน ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
ทำงานแบบคนโสด
สนุกกับงาน ลุยแบบสุดๆ
ชนิสา แก้วเรือน สาวโสดคนเก่งที่ทำงานมาแล้วกว่าสิบปี ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลายองค์กรและแต่ละองค์กรก็ล้วนแต่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมรีเจ้นท์ (โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ในปัจจุบัน) บริษัท เยนซี่โลว์ โค้ก หรือสยามพิวรรธน์
ชนิสา เล่าว่า การทำงานหลากหลายองค์กรทำให้ได้พบเจอผู้คนที่มากมายหลากหลาย จนตอนนี้ชีวิตกับการทำงานได้รวมเป็นเรื่องเดียวกันไปเรียบร้อยแล้ว เพราะการทำงานคือสิ่งที่ตนเองรัก ไม่ว่าสถานภาพ ณ ตอนนั้นจะทำงานอยู่องค์กรไหน
ถ้าถามว่าตอนนี้แบ่งชีวิตการทำงานกับส่วนตัวอย่างไร คงต้องบอกว่า ใช้ชีวิตในการทำงานเยอะกว่า เพราะธุรกิจศูนย์การค้ามีอะไรให้ทำเยอะ ตอนนี้สนุกกับการทำงานกับคน เพราะงานทำให้เราได้เรียนรู้ได้รู้จักกับผู้คนที่หลากหลายและทำให้เราสนุกกับมัน
ตอนนี้สิ่งที่โฟกัสมากที่สุด คือ เรื่องงานกับครอบครัว เพราะครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อมีวันหยุดก็จะให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่ แต่เนื่องจากงานในธุรกิจค้าปลีกมีอะไรให้ต้องทำเยอะ บางครั้งก็ต้องทำในวันหยุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
ครอบครัวจึงเป็นเหมือนพลัง พอได้กลับบ้านไปไปเห็นหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ก็ทำให้เราเหมือนได้ชาร์ตพลังกลับมาเริ่มทำงานใหม่ ส่วนเรื่องของการแต่งงานมีครอบครัวตอนนี้ไม่ได้ไขว่คว้า แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง
ชนิสา เล่าต่อว่า มีคนเคยพูดว่าชีวิตการแต่งงาน การมีลูก มีครอบครัว จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์มากขึ้น แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการคิด เราต้องมองโลกในแง่ดี คิดบวก แล้วการใช้ชีวิตทั้งในส่วนของการทำงานและชีวิตส่วนตัวจึงจะมีความสุข
หลักในการทำงานและการใช้ชีวิตทุกวันนี้คือ “ลิฟวิ่ง ฟอร์ ทูเดย์” ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
&<2288;
ทำงานแบบวัยเกษียณ ลดเวลางาน เพิ่มเวลาใช้ชีวิต
แม้ว่าจะอยู่ในวัยเกษียณ แต่ ชาลี จิตจรุงพร ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับการทำงาน ด้วยการนั่งเป็นที่ปรึกษารองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทศภาค เพราะชีวิตคือ การทำงาน แต่งานที่ทำก็ปรับลดลงตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
เมื่อก่อนตอนที่ยังอายุไม่มาก ช่วงที่ได้ทำงานร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ทำงานวันละประมาณ 1213 ชั่วโมง เพราะยังมีพลัง แต่เวลาผ่านไปถึงวัยเกษียณตอนนี้ก็ต้องปรับเวลาการทำงานให้น้อยลงเหลือวันละ 68 ชั่วโมง พร้อมกับตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
“เราต้องรู้ว่าสัจธรรมคืออะไร รู้จักผ่อนเบา อย่างเมื่อก่อนเราทำงานเหมือนวิ่งออกกำลังกาย 100 กม./ชม. พออายุมากขึ้น 6070 ปี จะไปวิ่งออกกำลังแบบเดิมเหมือนช่วงอายุ 3040 ปีไม่ได้ เพราะร่างกายไม่เหมือนเดิม ซึ่งเราก็ต้องรู้จักตัวเอง”
หลักในการใช้ชีวิตหลังเกษียณในตอนนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ข้อหลัก คือ 1.ไม่ใช้ชีวิตกับการทำงานที่มากเกินไป และ 2.มีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น หรือเวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ เพราะถ้ามัวแต่มุ่งทำงานมากเกินไป ร่างกายก็จะรับไม่ไหวและทำให้สุขภาพทรุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนที่บอกได้และรู้ดีที่สุดคือ ตัวเอง
“ตอนนี้ผมเกษียณแล้ว แต่ก็คงทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตคือ การทำงาน การทำงานทำให้คนรู้จัก แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องทำทุกอย่างหรือทำมากเหมือนกับเมื่อก่อน พอเราอายุมากขึ้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือสุขภาพ”
แม้ว่าตอนนี้จะลดปริมาณการทำงานลงเหลือเพียงการนั่งเป็นที่ปรึกษา แต่จากประสบการณ์ทำงานตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมาที่ยังต้องส่งต่อวิทยายุทธ์ให้กับนักการตลาดรุ่นหลัง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานหนักในการส่งไม้ต่อ เพื่อปั้นนักการตลาดที่เก่ง
สิ่งหนึ่งที่ชาลีพยายามบอกให้กับนักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อให้เป็นนักการตลาดฝีมือดี คือ ประสบการณ์ก็คือการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ดีที่สุด เพราะทำให้เรารู้ว่าอะไรควรจะเริ่มทำก่อนและทำหลัง
แต่การที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่านักการตลาดจะใช้กลยุทธ์ไหนและใช้เมื่อไหร่ ซึ่งประสบการณ์จะทำให้เรารู้ว่าต้องแข่งอย่างไร ต้องทำแต้มอย่างไร
สิ่งเหล่านี้ คือ หลักการที่ต้องนำมาใช้ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม คุณต้องมีความคิดริเริ่มที่แตกต่างอยู่เสมอ







