posttoday
‘สาลินี วังตาล’ อย่าท้อเพียงเพราะคนอื่นเข้าใจเราผิด

‘สาลินี วังตาล’ อย่าท้อเพียงเพราะคนอื่นเข้าใจเราผิด

01 มิถุนายน 2556

คุณเคยโดนคนอื่นจำนวนมากตราหน้าว่า เป็นต้นตอของความผิด และทำให้คนหมู่มากเดือดร้อนหรือไม่...

โดย...พรสวรรค์ นันทะ รูป – ในโฟโต้@weekly

คุณเคยโดนคนอื่นจำนวนมากตราหน้าว่า เป็นต้นตอของความผิด และทำให้คนหมู่มากเดือดร้อนหรือไม่...

คุณเคยโดนตราหน้าว่า เป็นคนขายทรัพย์สินของคนไทยให้ฝรั่งในราคาถูกหรือไม่

แล้วคุณคิดว่า เขาคิดอย่างไร อยู่อย่างไร

ย้อนกลับไปในห้วงการปิดกิจการของธนาคารนครธน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2542 จากผลกระทบของวิกฤตการเงินในปี 2540 แถมธนาคารแห่งนี้เคยเป็นธนาคารแห่งที่ 2 ของประเทศไทย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าแทรกแซงกิจการธนาคาร ลดทุน ปลดผู้บริหารเดิมออก และเข้าควบคุมฟื้นฟูกิจการก่อนจะขายต่อให้ผู้ถือหุ้นใหม่อย่างธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารสัญชาติอังกฤษในครั้งนั้น

ผู้ที่ถือคำสั่งไปปิดกิจการ ระงับการทำธุรกิจ และโละผู้บริหารที่เป็นเจ้าของเดิมธนาคารนครธนที่ถือเป็น “เจ้าสัวเมืองไทย” ออกจากธนาคาร คือ “สาลินี วังตาล” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ซึ่งตอนนั้นเธอยังเป็นผู้บริหารเล็กๆ

ภารกิจครั้งนั้นถือว่าสำคัญมากและเป็นงานหินสำหรับผู้บริหารชั้นต้น

เธอพยายามทอดสายตานึกย้อนไปไกล มองลอดแว่นข้ามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทอดลึกไปในอดีต ชนิดที่ผู้ฟังเองก็ไม่แน่ใจนักว่า อดีตครั้งนั้นมันควรจะเป็นความภาคภูมิใจ หรือเป็นแผลที่ทิ้งรอยไว้ในหัวใจคนทำงานกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์

เธอเล่าถึงประสบการณ์การปิดธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของเธอว่า...

ตอนที่ได้รับมอบหมายก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผู้ว่าแบงก์ชาติสมัยนั้น (ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล) จึงเลือกเธอไปทำงานนี้ ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งแค่หัวหน้าส่วน

ถ้าพูดถึงความอาวุโส มีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าเธอก็มีอีกหลายคนน่าจะทำงานชิ้นนี้ แต่ในเมื่อถูกมอบหมายงานให้ทำ ก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด

คำสั่งตอนนั้นบอกเพียงว่า เราต้องแช่แข็ง หรือฟรีซกิจการ เพราะธนาคารนครธนมีทุนไม่เพียงพอ เข้าเกณฑ์ที่ต้องเข้าควบคุม เปลี่ยนผู้บริหารเดิมที่เป็นเจ้าของในตระกูล “หวั่งหลี” ซึ่งตอนนั้นมี วรวีร์ หวั่งหลี และ สุจินต์ หวั่งหลี เป็นคนบริหารอยู่ออกจากธนาคาร

ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ธนาคารนิ่ง เพื่อให้คนเชื่อถือ ไม่ให้คนแห่มาถอนเงินหรือทำให้แบงก์รัน เพื่อที่จะนำกิจการไปขายต่อได้ตามคำสั่ง ประเทศชาติจะได้จ่ายเงินมาดูแลให้น้อยที่สุด และต้องดูแลผู้ฝากเงิน ลูกค้าสินเชื่อที่ต้องการน้ำเลี้ยงไปหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอด และที่สำคัญต้องดูแลพนักงานที่จะตกงานด้วย

ตอนนั้นถามว่า เครียดหรือกดดันหรือไม่ อาจจะเพราะอายุยังน้อย แถมมีตำแหน่งเป็นเพียงหัวหน้าส่วน ทำให้ไม่กดดัน ไม่ได้ทุกข์ใจ เพราะไม่คิดอะไรซับซ้อน แค่รับผิดชอบให้ดีตามหน้าที่

แต่ก็ยอมรับว่า มีความลำบากใจในการตัดสินใจอยู่บ้าง เพราะคำสั่งที่รับมันก็ไม่ชัดเจนนัก ต้องตีความกันพอสมควรกับทีมทำงานที่ไปทำงานด้วยกันหลายคน

นึกๆ แล้วเจ้าของธนาคารคือคนในตระกูล “หวั่งหลี” ที่เขาปลุกปั้นธุรกิจมากับมือน่าจะกดดัน เสียใจเป็นทุกข์มากกว่าเรา

พอคิดได้ในมุมนี้ ก็ทำงานทุกอย่างให้ดีให้รอบรอบที่สุด ที่สำคัญการตัดสินใจทุกเรื่องราวต้องคำนึงถึงความต้อกงารของคนอื่นด้วย ไม่ใช่ยึดฎีกาหรือคำสั่งที่เด็ดเดี่ยวตามความต้องการของตัวเราเองเพียงอย่างเดียว การทำงานที่สุดต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ การมีมนุษยธรรมบางทีอาจสำคัญไม่แพ้กฎเกณฑ์

โชคดีที่เราเป็นคนที่มีโอกาสได้เรียนรู้คนหลากหลาย ทั้งคนมีเชื่อเสียง ดารา แม่ค้าหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเข้ามาที่โบสถ์ของคริสตจักรด้วยกัน ทำให้ได้รู้ชีวิตคนหลากหลาย เรียนรู้ที่จะคำนึงถึงคนอื่นมากขึ้น

เมื่อเข้าไปเชิญเจ้าของเดิม คือ คนในตระกูลหวั่งหลีออกจากธนาคาร สาลินีและทีมงาน คือคนมีอำนาจในการบริหารธนาคารนครธนเต็ม 100%

สาลินี เล่าว่า เข้าทำงานที่ธนาคารนครธนตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลิกงานอีกทีประมาณ 34 ทุ่ม เกือบทุกวัน ตั้งใจรับผิดชอบงาน ในที่สุดก็ตกลงขายธนาคารต่อได้เจ้าของใหม่ได้

แต่ผลการกระทำของเราที่เราคิดว่าเราพยามทำให้ดีที่สุดแล้ว แต่ก็มีคนมองเราไม่ดี เข้าใจผิดเรา

“ชื่อไหม ตั้งแต่ทำงานปิดแบงก์นครธนเสร็จ ยังมีจดหมายเขียนตามมาด่า มาต่อว่า หลายฉบับจากพนักงานหลายคนนานเป็น 10 ปี เพราะเขาเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นคนสั่งปิดแบงก์ ทำให้เขาไม่มีงานทำ ลูกไม่ได้เรียนหนังสือ ชีวิตตกต่ำลำบาก ทั้งที่ความจริงเขาไม่รู้หรอกว่า เวลาทำงานเราคำนึงถึงเขา”

คำสั่ง “ฟรีซแบงก์” ตอนนั้นตีความยาก หมายถึงตัดสินเชื่อทั้งหมดก็ได้ แต่เราก็พยายามเข้าใจลูกค้าคนทำธุรกิจ ไม่ตัดสินเชื่อ ตัดเฉพาะสินเชื่อที่เป็นคนในตระกูลเจ้าของแบงก์ที่อาจเป็นปัญหา แต่ไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่

ส่วนพนักงานก็ตกลงกันกับเจ้าของใหม่นานมาก ทางเราขอร้องเขาว่า ถ้าจะมีการไล่คนออก ขอให้เขาชดเชยให้มากพอ ซึ่งเขาก็ยอมชดเชยให้เป็นเวลา 1 ปี เพราะถ้าตกงานช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่บริษัทปิดกันเป็นว่าเล่น การหางานใหม่คงไม่ง่ายแน่

“ฉะนั้น การมีเงินอยู่ได้เป็นปีน่าจะช่วยพนักงานที่ตกงานได้บ้าง เพราะประเมินแล้วยังไงๆ นายทุนที่เข้ามาใหม่ต้องปลดคนออกแน่ เรากับคณะทำงานจึงต้องต่อรองตรงนี้ค่อนข้างมากด้วย” เธอเล่าย้อนอดีตที่ถูกตราหน้าด้วยความเข้าใจผิดด้วยท่าทีนิ่งสงบมากกว่าช่วงแรกที่เริ่มสนทนา

สาลินี เล่าต่อว่า “นาทีนั้นต้องยึดประโยชน์รัฐให้เสียหายน้อยที่สุด แต่ก็ต้องไม่ใช่การกระทำที่ดูโหดเหี้ยมกับเจ้าของมากเกินเหตุ สำคัญคือ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับพนักงานด้วย ซึ่งสิ่งที่เราทำนาทีนั้นเราเชื่อว่ามันดีที่สุด

แต่นั่นหละ เราบังคับให้คนเชื่อและเข้าใจอย่างที่เราเชื่อและเข้าใจไม่ได้ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรท้อถอยกับการใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้า เพียงแต่ความเข้าใจผิดของคนอื่น แต่ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ขณะเดียวกันก็อย่าได้ไปโกรธไปเกลียดคนที่เขาเข้าใจหรือมองเราผิดด้วย แต่ควรใช้ชีวิตให้เป็นสุข” สาลินี สรุปบทเรียนของการโดนข้อกล่าวหาจาพนักงานร่วมหมื่นคนที่ตราหน้าเธอว่า ทำให้พวกเขาต้องตกงาน

สาลินี กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมามีบทเรียนมากมาย ทั้งการทำหน้าที่ในงาน การใช้ชีวิต ไม่มีใครในโลกใบนี้สมบูรณ์แบบไปทุกด้าน ไม่มีใครได้ดั่งใจหวังไปเสียหมด แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนต้องเรียนรู้ที่อยู่ให้มีความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามความต้องการของตัวเองคนเดียว ควรนึกถึงความต้องการของคนอื่นๆ ด้วยสังคมจะได้น่าอยู่

ทุกวันนี้สาลินีได้นำประสบการณ์และแนวคิดหลายอย่างมาใช้กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายคนโตที่ทำธุรกิจอยู่ รวมถึงเพื่อนร่วมงานในปัจจุบันว่า การคิดเพื่อคนอื่นนอกเหนือจากตัวเรานั้น ช่วยสร้างความเข้าใจต่อกันได้ดีมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท