
วิสัชนาธรรมตามนิมิต เพื่อประโยชน์แห่งการ เจริญธรรม...(ตอน ๕)
แท้จริงแล้วสัตว์ทั้งหลายอยู่ในเพลิงทุกข์ โลกนี้ถูกไฟเผาไหม้อยู่เป็นนิตย์ แต่ที่สัตว์ร่าเริงยินดีอยู่ในกองไฟดังกล่าวนั้นเพราะความไม่รู้
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
แท้จริงแล้วสัตว์ทั้งหลายอยู่ในเพลิงทุกข์ โลกนี้ถูกไฟเผาไหม้อยู่เป็นนิตย์ แต่ที่สัตว์ร่าเริงยินดีอยู่ในกองไฟดังกล่าวนั้นเพราะความไม่รู้ เช่น วันเกิด เราก็กินเลี้ยงกัน สิ่งที่กินเลี้ยงสนุกสนานรื่นเริงก็หนีไม่พ้นสุราเมรัยทั้งหลาย หนีไม่พ้นการประพฤติผิดศีลไม่ถูกต้องตามธรรม แต่เราก็บอกว่านี่เราฉลองกันสนุกสนานรื่นเริงกัน ไม่ว่าจะเป็นวันต่างๆ ที่สมมติ เช่น วันสงกรานต์ที่ผ่านมา หรือวันปีใหม่ วันเทศกาลทั้งหลาย เราก็สนุกสนานรื่นเริงกัน มีการละเล่นต่างๆ นานา แต่ถ้าประชาชนพึงพิจารณาจะเห็นว่าสุดท้ายจบสงกรานต์ก็ตายโหงกันเยอะ บาดเจ็บก็เยอะ มีภัยพิบัติเกิดขึ้นก็เยอะ และที่สำคัญคือเสียทรัพย์ ที่สุดคือเสียศีล ขาดสติ ขาดปัญญา ให้ทึบหนักมืดมนอยู่อย่างนั้น และจบแล้วก็เร่าร้อนทุกข์กันต่อไป... มุ่งหน้าทำงานหาเงินทองกันต่อไปที่กินที่ใช้มีใช้ไป ที่เหลือต่อไปก็ต้องหากันต่อไป ทั้งๆ ที่เร่าร้อนหมกไหม้อยู่ในกองไฟของความทุกข์ แต่บุคคลสัตว์ทั้งหลายก็ยังร่าเริงยินดีดำเนินชีวิตอยู่อย่างประมาท ทั้งที่เพลิดเพลินทั้งที่โลดแล่นอยู่ในกองไฟคือความทุกข์ อันไฟคือความร้อนที่เกิดจากกิเลสตามที่กล่าว ซึ่งปรุงแต่งจิตนั้นให้เคลื่อนไหวไปรับรู้ไปเสพอารมณ์ทั้งหลาย และเข้าไปยึดถืออยากได้อยากมี ไม่อยากได้ไม่อยากมี ความอยากก็ย่อมนำไปสู่การแสวงหาที่ไม่รู้จบ อยากมากยิ่งเร่าร้อนมาก ผลักดันให้เกิดการแสวงหาดิ้นรนขวนขวายมาก เรียกว่าไม่รู้จบ ทั้งนี้เพราะอำนาจแห่งตัณหาเป็นปัจจัย ตราบใดสัตว์ยังมีอำนาจแห่งตัณหาควบคุมอยู่ ก็ย่อมเกิดความทะยานอยากขับเคลื่อนไปแสวงหาและยึดถือในสิ่งนั้นๆ ที่เข้าไปที่ต้องการ การยึดถือดังกล่าวจึงนำไปสู่การกระทำก่อเกิดภาวะหรือภพขึ้นของการเคลื่อนตัวของจิต เมื่อมีกรรมเกิดขึ้นก็มีผลก็คือการเกิด เมื่อเกิดขึ้นก็มีวิถีแห่งการดำเนินสืบต่อไปของการเกิดนั้นๆ ไปสู่ความทุกข์ เรียกว่า กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทธรรม
ปฏิจจสมุปบาทธรรม คือ ธรรมอันอิงอาศัยซึ่งกันและกันจนเกิดการก่อรูปเป็นกระแสสืบเนื่องไปไม่จบไม่สิ้นตราบเหตุปัจจัยเหล่านั้นยังมีอยู่...นี่คือการแสดงความเป็นจริงว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย แสดงให้เห็นสายการเกิดอันนำสู่การเกิดความทุกข์เป็นที่สุด ให้เห็นความจริงของการสืบเนื่องนำไปสู่ความทุกข์ ก็คือจิตที่ไหลวนอยู่ในกงล้อแห่งวัฏสงสารนั้น นั่นแสดงว่า ทุกข์มีความเกิดความดับไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ดังนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงมีการเกิดเป็นปกติ การฉลองวันเกิด การมีการเกิดของสัตว์นั้น จริงๆ แล้วเป็นการแสดงความทุกข์ เป็นการแสดงให้เห็นว่า บัดนี้ สัตว์ทั้งหลายเกิดมาใช้กรรม เกิดมาต้องชำระ มาชดใช้กรรมอันมีผล ผลแห่งการกระทำนั้น ถ้าดีก็รับกรรมนั้น ถ้าไม่ดีก็รับกรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายคละเคล้ากันด้วยทั้งดีและไม่ดี แต่ทั้งดีและไม่ดีนั้นเป็นวิถีแห่งโลก ความปรุงแต่ง ไม่ใช่ดีแท้ ดีนั้นแปลงค่าเป็นไม่ดีอยู่เสมอ สุขนั้นก็ให้ความทุกข์อยู่ร่ำไป ชั่วขณะแห่งความสุขก็แปรเป็นทุกข์ ทุกข์ก็ดุจลูกศรที่ปักตรึงอยู่ ยากที่จะถอดถอนออกไปได้ การเกิดหรือการระลึกถึงความเกิดนั้น ให้ระลึกว่าเราปฏิสนธิขึ้นด้วยอำนาจแห่งกรรมที่มีกิเลสเป็นปัจจัย อันมีวิบากเป็นผล ยังไหลวนอยู่ในความทุกข์ ยากที่จะออกมาได้จากกงล้อแห่งวัฏสงสารนี้ เพื่อให้เกิดสติ เพื่อให้เกิดความรู้ชอบขึ้น หากเราไม่พิจารณาเพื่อให้เห็นความจริงดังกล่าวนั้น ก็ย่อมที่จะร่าเริงอยู่ท่ามกลางความเร่าร้อน ดุจดังมนุษย์ทั้งหลายที่ร่าเริงอยู่ในโลก แม้โลกนี้ถูกไฟเผาไหม้อยู่ก็ยังสนุกสนานอยู่อย่างไม่รู้ไม่เข้าใจ เหมือนแมลงทั้งหลายบินเข้ากองไฟ อันเป็นไปตามสภาพธรรมที่ต้องเป็นเช่นนั้น แม้เราจะร้องห้ามว่าอย่าเข้าไปเถิด แต่ก็ยากที่จะห้ามแมลงหรือแมลงวันนั้นเข้าไปสู่กองไฟได้ เพราะว่ามันต้องเป็นเช่นนั้นของสัตว์ที่ต้องเสวยกรรมอย่างนั้น แม้มนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน การดำเนินชีวิตเข้าสู่วิถีแห่งความทุกข์ วกวนอยู่ในความทุกข์ ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น จึงตรงกับพระบาลีที่กล่าวว่า...ร่าเริงกันไปทำไม เพลิดเพลินกันไปทำไม เมื่อโลกถูกไฟไหม้โพลงอยู่เป็นนิตย์ ท่านทั้งหลาย อันความมืดห่อหุ้มแล้ว ทำไมไม่แสวงหาดวงประทีปเล่า...
ตรงนี้เป็นพระพุทธภาษิตที่ยิ่งใหญ่มาก ให้เราสะดุ้งสะเทือน มีสติ ระลึกรู้ ตื่นขึ้นมา เพื่อพิจารณาให้เห็นความจริงว่า การถือกำเนิดมาจากอวิชชาที่เป็นพ่อแม่แห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น ด้วยอำนาจแห่งราคะนั้นจึงจะต้องไหลวนอยู่ในความทุกข์อยู่ไม่จบและไม่สิ้น การเกิดจักต้องมี เมื่อการเกิดมี การดับก็จักต้องมี เรียกว่ามีการเกิด มีการดับ เป็นสัจธรรมความจริงในโลกนี้ เมื่อมีเกิดดับเกิดขึ้น เราก็ตกอยู่ในอำนาจหนึ่งที่เรียกว่า ความไม่เที่ยง อำนาจความไม่เที่ยงทำให้เปลี่ยนแปลงหมุนวนไปตามสภาพเหตุปัจจัย จึงกล่าวว่า สัตว์โลกทั้งหลายนี้ไม่เที่ยง โดยรวมสัตว์โลกคือโลก หรือรูปนามขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง ไม่ว่าเราเขาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีลักษณนามอันเดียวกับที่เรียกว่าโลก ก็คือความไม่เที่ยง เมื่อมีความเกิดขึ้นก็ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา แสดงในรูปของความเกิดความดับ มีความเกิดขึ้นดับไปเป็นธรรมดา...การรู้แจ้งโลก ก็คือรู้เข้าถึงความจริงดังกล่าวนี้ การเห็นแจ้งโลกคือเห็นแจ้งซึ่งสามัญลักษณะที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ คือ ความเกิดความดับ
ด้วยการก่อความเกิดดับ ที่ไม่รู้จบ...ด้วยการเปลี่ยนแปลงแปรผันไม่คงที่ในทุกขณะที่ดำเนินชีวิตไปตามกระแส...สัตว์ทั้งหลายจึงต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พานพบกับสิ่งที่ไม่รัก และมีความไม่สมปรารถนาตามที่จิตเข้าไปรับรู้ เสพและจดจำบันทึกไว้ ยังให้สัตว์ทั้งหลายนั้นมีความอยาก เพิ่มพูนความอยากมากยิ่งขึ้นในความอยาก อยากมี อยากเสพ ไม่อยากมี ไม่อยากเสพ อันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยในสภาพธรรมนั้นๆ สวนกระแสความต้องการเข้าไปถือความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ควบคุมบังคับด้วยอุปาทานความยึดมั่นความถือมั่นในความสำคัญผิด วิบัติแห่งความคิด วิปลาสแห่งจิตใจ ให้เห็นผิดว่าเป็นถูก ถูกเป็นผิด ให้เห็นอัตตาเป็นอนัตตา และอนัตตาเป็นอัตตา และสำคัญว่านี่เป็นของเรา นี่เป็นเรา และเมื่อไม่ได้ดังใจจึงเกิดความคับแค้นใจ เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปตามสภาพ ไม่สามารถอยู่ในฐานะการควบคุมได้ จึงเกิดความคับแค้นเสียดแทงใจ ไม่สบายใจขึ้น และให้เกิดอำนาจแห่งความทุกข์ใจขึ้น เป็นความทุกข์ที่ทับถมอยู่ในความทุกข์ของสัตว์ที่มีวิปลาสทางความคิดที่ผิดเพี้ยนในการกระทำ อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอวิชชาเป็นปัจจัย ทำให้วิถีจิตนั้นไปตามกระแสการขับเคลื่อนแห่งกิเลสที่ปรุงแต่งให้เกิดความมึนงงลุ่มหลง แสวงหาอยู่แต่ความรักความชัง มีแต่ความยินดียินร้าย และเข้าถึงเข้าใจผิดๆ ยึดถือว่าโลกนี้เป็นเรา เป็นของเรา
อ่านต่อฉบับหน้า







