posttoday
วิสัชนาธรรมตามนิมิตเพื่อประโยชน์แห่งการเจริญธรรม...(ตอน ๔)

วิสัชนาธรรมตามนิมิตเพื่อประโยชน์แห่งการเจริญธรรม...(ตอน ๔)

30 พฤษภาคม 2556

ด้วยการรับรู้เสพอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ สบกับอายตนะภายนอกทั้ง ๖

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ด้วยการรับรู้เสพอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ สบกับอายตนะภายนอกทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เมื่อสองส่วนทั้งภายในภายนอกกระทบกันจึงเกิดผัสสะขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้ยกเข้าสู่เวทนา และเมื่อจิตเข้าไปรับรู้เสพเวทนา เวทนาก็เป็นอารมณ์อันหนึ่งที่ให้จิตเข้าไปเสพความสุข ความทุกข์ ความอทุกขมสุข หรือโสมนัส โทมนัส อุเบกขา ซึ่งเกิดจากการเข้าไปรับรู้เสพเวทนาดังกล่าวของจิต และสืบเนื่องต่อไปตามวิถีจนเกิดสัญญา เกิดเจตนา และตัณหาขึ้น อันเป็นปัจจัยสืบเนื่องไปสู่อุปาทาน มีการก่อสร้างภพชาติ และเมื่อมีชาติก็ย่อมมีชรามรณะ แสดงให้เห็นสัจธรรมของโลกที่มีการเกิดมีการดับ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงแท้ หากยึดถือย่อมก่อกระแสเสียดแทงจิต จนเกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ซึ่งนั่นคืออาสวะอันหมักหมม เป็นอาหารให้ความไม่รู้เติบโตมีพลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น ให้จิตนั้นขับเคลื่อนสืบเนื่องไปอย่างมีความทุกข์ ทับอยู่ในความทุกข์ บนเส้นทางแห่งความทุกข์ เพิ่มพูนการยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนเรียกอุปาทานขันธ์ว่า เป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา อันเป็นไปตามนัยแห่ง จิตวิปลาส...

การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมความเป็นตัวตนดังกล่าวนั้น ก่อเกิดขึ้นจากความไม่รู้ ทำให้จิตเข้าไปจับไปยึดถือ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของว่า นี่เป็นของเรา นี่เป็นเรา นี่เป็นตัวตนของเรา และตรงนี้คือการแสดงให้เห็นความทุกข์ที่แท้จริง ตัวทุกข์นั้นรวบยอดอยู่ที่อุปาทานขันธ์ คือการยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนนั่นเอง การถือกำเนิดเกิดเป็นตัวตนจึงเกิดขึ้น ด้วยสัญญาเจตนาที่ก่อให้เกิดตัณหาอันเป็นสมุทัยแห่งความทุกข์ ให้จิตนั้นทะยานอยากเข้ายึดถือด้วยอำนาจแห่งอวิชชา จึงทำให้จิตนั้นตกอยู่ในความมืดมนอนธการ มีความวิบัติแห่งจิตปรากฏให้ร่าเริงยินดี สนุกสนานอยู่ในโลก สมดังที่กล่าวเป็นพระคาถาที่ยกขึ้นบูชาในค่ำคืนนี้ว่า... โกนุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ แปลว่า... ร่าเริงกันไปทำไม เพลิดเพลินกันไปทำไม เมื่อโลกถูกไฟไหม้โพลงอยู่เป็นนิตย์...

คำว่า โลก รวมย่อคือรูปนามขันธ์ ๕ ดังนั้นการเผาไหม้โลกอยู่เป็นนิตย์ คืออำนาจแห่งกิเลสที่ก่อให้เกิดความทุกข์เผาไหม้ให้จิตนั้นมีความทุกข์ อยู่ท่ามกลางความเร่าร้อนด้วยไฟกิเลสจากราคะ โทสะ โมหะ จิตนี้จึงอยู่ในเพลิงทุกข์อยู่ในเพลิงไฟ นั่นหมายถึงโลกนี้อยู่ในอำนาจของการถูกเผาไหม้ตลอดเวลา แต่สัตว์ยังรื่นเริงอยู่แม้อยู่ในกองไฟ แม้โลกนี้ถูกเผาไหม้อยู่เป็นนิตย์ยังรื่นเริงอยู่ ตรงนี้คือสิ่งที่เห็นความชัดเจนในสังคมของสัตว์ โดยเฉพาะมนุษย์ทั้งหลาย เราจะเห็นว่ามีการประพฤติปฏิบัติดุจดังว่าเราอยู่อย่างมีความสุขสงบ โลกนี้เยือกเย็นไม่มีพิษไม่มีภัย

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท