
วิสัชนาธรรมตามนิมิตเพื่อประโยชน์แห่งการเจริญธรรม...(ตอน ๓)
พวกนี้เป็นพวกอาชีวะวิบัติ ปิดมรรค ปิดผล ไม่มีมรรค ไม่มีผล ไม่สามารถเดินทางไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้เลย
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
พวกนี้เป็นพวกอาชีวะวิบัติ ปิดมรรค ปิดผล ไม่มีมรรค ไม่มีผล ไม่สามารถเดินทางไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้เลย แม้ร่ำรวยขนาดไหนก็ไม่น่าชื่นชม ไม่น่ายินดี เพราะเป็นการร่ำรวยความทุกข์ ร่ำรวยความวิบัติ ไม่ใช่ร่ำรวยความดี ร่ำรวยความสุข มิใช่เลย คนเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับวิบัติอีกมากมายนับไม่ถ้วน น้ำเมาหนึ่งหยดหยาดเข้าไปในร่างกายของผู้ใด ให้เขาไปทำประพฤติผิดเสียจิต วิบัติการกระทำ วิบัติความคิด ประพฤติผิดก่อกรรมทำเข็ญ เราเป็นผู้ให้ยาพิษ ย่อมมีส่วนในทุกหยาดหยดนั้น ลองคิดดูว่ามันหนักหนาขนาดไหน เพราะเมื่อสัตว์ทั้งหลายจิตวิบัติแล้ว นั่นหมายถึงบกพร่องเสียหายย่อมเกิดขึ้น และด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้ที่ปรากฏจากจิตที่ถูกทำลายจนสูญเสียสภาพปกติ ก็ย่อมนำมาสู่การนึกคิดตรึกตรองที่ผิดเพี้ยนให้เกิดวิบัติแห่งจิต เป็นวิปฏิสาร เดือดเนื้อร้อนใจ ด้วยการเห็นผิด การดำริผิด อันจะนำมาสู่การประพฤติปฏิบัติผิดๆ ไปจากศีลธรรม จากทำนองคลองธรรม และกระทำการไม่บริสุทธิ์ ด้วยพฤติจิตที่วิบัตินั้น ให้ก่อการปรุงแต่ง กาย วาจา ใจ นั้นทุจริต ปรุงแต่งกระทำไปตามอำนาจความวิบัติแห่งจิต ที่สัมฤทธิผลด้วยความไม่รู้นั้น ด้วยมีอำนาจแห่งอวิชชาเป็นปัจจัย... จึงทุกข์แล้วทุกข์อีก ให้ชีวิตสัตว์ไม่เคยสร่างทุกข์เลยแม้แต่ขณะจิตเดียว...
เรื่องจิต จึงเป็นเรื่องที่สำคัญในพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นความเป็นมหาเหตุ ดังคำกล่าวที่ว่า... โลกทั้งปวงรวมลงที่จิตดวงเดียว เรื่องราวน้อยใหญ่ที่จะนำไปสู่ความสุขความทุกข์ จะสัมฤทธิผลเป็นประการใดก็แล้วแต่ อยู่ที่จิตดวงนั้นดวงเดียว จิตถูกควบคุมด้วยอำนาจของความไม่รู้ และสัมฤทธิผลความไม่รู้นั้น ก่อเกิดการขับเคลื่อนเรียกว่า วิถีจิต หรือจะเรียกสลับว่า จิตวิถี ก็พอจะได้ และถ้าหากจะพูดให้ถูกต้องตามภาษาศาสตร์บาลีเรียก วิถีจิต คือจิตที่โลดแล่นเข้าไปรับรู้อารมณ์ทั้งปวงที่ไหลเข้าสู่ทวาร... จิตเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง มิใช่ตัวตนบุคคล เรา เขา ที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นจากธาตุที่เป็นธาตุรู้ ไปได้ไกล ไม่มีประมาณ โลดแล่นไปได้สู่ทุกอารมณ์กาล ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไปได้หมด แม้นั่งที่นี่ก็ไปได้ทั่ว ไม่มีขอบเขต เป็น อสรีรัง คือ ไม่มีสรีระรูปร่าง... เอกจะรัง คือ จรจาริกไปโดดเดี่ยวตามลำพัง... คูหาสะยัง คือ จิตต้องอาศัยอยู่ในคูหา หรืออารมณ์ หรือรูป เป็นที่อาศัย
หากจะแปลความหมายของจิตให้กระชับ ก็คงสรุปความหมายได้ว่า มันคิดมันนึก มันเก็บมันสั่งสม มีความหลากหลาย กระจายไปมากมายตามความคิดนึกนั้น เพราะจิตเป็นสังขารธรรมที่ทำงานภายใต้อำนาจอวิชชา จึงเกิดความปรุงแต่งจากความไม่รู้นั้น ให้โลดแล่นไปรับรู้เสพอารมณ์สร้างนามรูป เพื่อนำไปสู่การรับรู้อารมณ์ทางช่องทางการรับรู้ของจิตที่ไปรู้อารมณ์ทั้งหลาย เรียกว่าทางอายตนะ หรือทางทวารทั้ง ๖
อ่านต่อฉบับหน้า







