
ลูกไม้ เสี่ยวีที ‘ลีลา สุนทรวิเนตร์’
“ป้อนลีลา สุนทรวิเนตร์” ลูกสาวคนรองของ เสี่ยวีทีวิทวัส สุนทรวิเนตร์ แม้ว่าจะร่ำเรียนด้านไฟแนนซ์ และทำงานที่ธนาคารเอชเอสบีซี แผนก
โดย...นกขุนทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
“ป้อน-ลีลา สุนทรวิเนตร์” ลูกสาวคนรองของ เสี่ยวีที-วิทวัส สุนทรวิเนตร์ แม้ว่าจะร่ำเรียนด้านไฟแนนซ์ และทำงานที่ธนาคารเอชเอสบีซี แผนก
Payment and Cash Management ซึ่งเป็นสายงานที่แตกต่างจากคุณพ่อผู้โด่งดังจากรายการวาไรตี้ทอล์กโชว์มาหลายสิบปี
ทว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น เพราะล่าสุดลีลาได้สวมหมวกอีกใบ ในบทบาทคูลเจ คลื่นเพลงสากล “คูล เซลเซียส 91.5” (Cool Celsius 91.5) วันอาทิตย์ เวลา 14.00-18.00 น.
นับเป็นอีกงานที่ท้าทาย เพราะเธอออกตัวว่าพูดไม่ค่อยเก่ง และขี้อาย และอีกหนึ่งความยากของการทำงานในสายงานบันเทิงก็คือ เธอต้องพิสูจน์ตัวเองมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะมีพะยี่ห้อลูกสาวเสี่ยวีทีห้อยท้าย
“ตอนที่ทางคูล เซลเซียสติดต่อมา ก็คิดอยู่นานมากเพราะว่าที่จริงเป็นคนไม่ค่อยพูด พูดน้อย ขี้อาย ถ้าเครียดจะอยู่เงียบๆ พอเป็นดีเจคนก็งงๆ แต่จริงๆ ป้อนมีความสนใจทางด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณพ่อก็น่าจะโอเค ตอนเด็กๆ คุณพ่อเคยให้อ่านข่าวพยากรณ์อากาศเลยรู้สึกอยากเป็นนักอ่านข่าวออกทีวี อย่างดูผู้ประกาศมีอ่านข่าวภาษาอังกฤษออกทีวีเราได้ฟังบ่อยๆ ก็อยากทำแต่ไม่ชอบโชว์หน้า ขี้อายไม่อยากออกทีวี แต่พองานนี้มันเป็นแบบครึ่งๆ ก็โอเค ที่ไม่ค่อยอยากทำตอนแรกเพราะยังไงเราก็หนีไม่พ้นที่จะมีชื่อคุณพ่อติดไปด้วย ถ้าเราทำได้ไม่ดีคุณพ่อก็จะเสียไปด้วย แต่จุดนี้ไม่ได้ทำให้เรากดดันตัวเอง เพราะทุกคนที่ทำงานเป็นองค์กรใหญ่วัดจากผลงานล้วนๆ ความเป็นลูกอะไรคงไม่สำคัญ แต่ยังไงเราก็หนีไม่พ้นคนจับตามอง แต่เรามีความมั่นใจส่วนตัวระดับหนึ่ง งานทุกวันนี้ไม่เคยใช้เส้นพ่อ ไม่เคยใช้นามสกุลตัวเองสมัครงานทุกอย่างผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนคนปกติทั่วไป เวลาใครถามว่าเป็นลูกหรือเปล่าก็แบ่งรับแบ่งสู้ ให้ดูที่ผลงานเต็มๆ”
งานประจำลีลาทำตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เต็มเวลา คือตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม “ที่คิดเยอะก่อนจะรับก็มีเหตุผลที่เราทำงานประจำด้วย เรื่องเวลาเรากลัวจะเหนื่อยเกินไป และงานก็ต่างกันมากด้วย อย่างงานประจำก็จะทำแผนกที่จัดบริหารการเงินให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กร ต้องพบปะลูกค้า ต้องรู้ว่าบริษัทเขามีสภาพคล่องเป็นอย่างไร แคชโลว์อย่างไรบัญชีรับจ่ายของเขาว่าเหมาะสมกับโฟลว์เงินเขาหรือไม่ หรืออนาคตถ้าบริษัทเขาจะขยับขยายจะมีโปรดักต์อะไรของธนาคารสอดรับเขาได้ในการรับและจ่ายเงินให้มันได้มากที่สุด น่าจะเซฟคอร์สให้ได้มากที่สุด แต่งานดีเจเราต้องพูดและก็พูดคนเดียวด้วย ก็ประหม่ากลัวว่าจะทำให้คลื่นเขาเสียหรือเปล่า เพราะดีเจคนอื่นๆ ก็เก่งๆ มีประสบการณ์กันหมด แต่ตอนที่ทำเดโมส่งแนะนำตัวเข้าไป ทางคลื่นก็มีแนะนำกลับมา ซึ่งเขาไนซ์มาก แบบติเพื่อก่อ อย่างป้อนจะพูดเสียงเครียดเกินไป เป็นเพราะเราเกร็งตื่นเต้น มีพูดติดๆ ขัดๆ บ้าง และให้ระวังเรื่องเสียงควบกล้ำ”
คุณพ่อเป็นเทรนเนอร์ที่ดีที่สุด “ประสบการณ์ที่ผ่านๆ มา จะเป็นการทำงานช่วยคุณพ่อเล็กๆ น้อยๆ เคยช่วยพ่อบ้างบางสกู๊ป อย่างปีใหม่ปีที่แล้วก็โผล่มาแว้บๆ แต่ไม่ชอบตัวเอง (หัวเราะ) ไม่ชอบตัวเองออกทีวีจริงๆ แต่คุณพ่อสนับสนุนอยากให้ทำอยู่แล้ว เขาคิดว่าเขาอยู่ตรงนี้เขาเคยทำวิทยุมาก่อน ตรงนี้น่าจะเป็นสนามฝึกที่ดีสำหรับป้อน คุณพ่อก็มีแนะนำบ้าง อย่างเวลาพูดต้องพูดเต็มเสียง พูดดังกว่าปกติจะดูเต็มเสียง พูดชัดๆ เพราะปกติป้อนพูดเร็ว แล้วก็ให้กำลังใจว่าเราทำได้ และคุณพ่อจะเป็นแฟนรายการที่เหนียวแน่นมาก (หัวเราะ) จะเปิดฟังลำโพงใหญ่ที่บ้าน และก็มีชมกันเอง คือสิ่งที่คุณพ่อแนะนำมาเราก็พยายามเอามาใช้”
4 ชั่วโมงที่เคยหิน ทุกวันนี้เป็นเสมือนเวลาพักผ่อน พบปะกับเพื่อนๆ อีกช่องทางหนึ่ง “ป้อนจัดเดี่ยว 4 ชั่วโมง เป็นช่วงเพลงเพราะต่อเนื่อง 50 นาทีส่วนใหญ่จะพูดท้ายชั่วโมง เวลาอื่นเราก็เตรียมตัว ซึ่งนอกจากพูดเข้าออกเพลงแล้วเราต้องจัดให้เป็นสไตล์ของเราเอง ตอนนี้สนุกไปอีกแบบไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเป็นงานที่เครียด และจัดช่วงวีกเอนด์ต้องพูดอะไรให้คนฟังยิ้มได้ แล้วเรื่องที่พูดต้องทำให้คนอื่นคิดได้ คือป้อนคิดว่าเราเป็นคนทำงานออฟฟิศซึ่งตรงกับทาร์เก็ตคนฟัง จึงน่าจะมีไลฟ์สไตล์ความชอบคล้ายๆ กัน คนเมืองทำงาน เราอาจจะเอาสิ่งที่เราสนใจสิ่งที่คนทำงานสนใจ เช่น ออกกำลังกายใหม่ๆ เสาร์อาทิตย์ดูหนังอะไร ด้วยช่วงเวลาอาจจะไม่ได้พูดมากขนาดนั้น แต่ฝึกไปเผื่ออนาคตอาจจะได้พูดมากกว่านี้ (หัวเราะ)”
เฉียดเข้ามาในสายบันเทิงตามรอยคุณพ่อแล้ว แต่จะให้ทำเต็มตัวแบบคุณพ่อนั้น สำหรับลีลาท่าจะอีกนาน เพราะยังหนีไม่พ้นคำว่าขี้อาย ไม่อยากออกหน้าออกตาอยู่เช่นเดิม “เคยแอบคิดเล็กๆ อยากทำแบบคุณพ่อ มีการไปลองฝึกเป็นพิธีกรภาคสนามในรายการเทปปีใหม่ รู้สึกเหนื่อยที่ให้เรายิ้มตลอดแล้วเราพูดตามบทเป๊ะๆ ขณะที่คนอื่นเขารับส่งกันนอกสคริปต์ เขาเฮฮาเรายืนยิ้ม เหมือนมันไม่เหมาะกับเราเลย แต่เรื่องช่วยงานคุณพ่อ ที่จริงช่วยตั้งแต่เด็กๆ เป็นช่วยเรื่องไอเดีย อย่างเราไปเมืองนอกไปเจออะไรดีๆ มาเราก็เล่าให้ฟัง นำเสนอไอเดีย ตอนนี้คุณพ่อเอาพี่สาวเราไปทำก่อน ได้ออกเบื้องหน้า แต่ของเราไม่ค่อยมี เคยบอกคุณพ่อว่าต้องออกด้วยเหรอ ไม่เอานะ”
แต่คงอีกไม่นานหรอก ที่ผู้ชมจะได้เห็นลูกสาวคนรองของเสี่ยวีทีทางหน้าจอโทรทัศน์ เพราะฝีไม้ลายมือของเธอในการจัดกรายการวิทยุนั้นไม่เบาเลยทีเดียว น่าจะเขยิบมาเป็นพิธีกรช่วยงานคุณพ่อได้ไม่ยาก
แนวคิดในการใช้ชีวิต
“คุณพ่อกับคุณแม่พูดตลอดว่าให้รักดี สิ่งอะไรที่ดีก็ทำ อะไรไม่ดีเลี่ยงไม่ทำ ไม่รู้จะตั้งกฎอะไรให้ตัวเองมากมายสุดท้ายเหลือแค่นี้ ที่จริงชีวิตไม่ได้ผาดโผนมากนัก ถ้าทำดีที่สุดในขอบเขตที่เราทำได้ ทำสิ่งที่ถูกต้องความผิดพลาดจะน้อยลง คุณพ่อเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารว่า เขาเชื่อในสติปัญญาลูกตัวเองว่าจะไม่ทำอะไรที่ทำร้ายตัวเองและลูกคนอื่น เขาคิดว่าลูกฉลาดพอ ซึ่งเราก็ทำให้ได้ตามนั้น”
ภูมิต้านทานชีวิต
“10 ปีที่ห่างจากคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนใช้ชีวิตตามลำพังเลย คุณพ่อส่งไปเพื่อฝึกภูมิต้านทานในชีวิตเพราะว่าไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ ม.4 ที่ออสเตรเลีย นอนห้องเดี่ยวกับฝรั่ง ตอนนั้นใครพูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง โทรกลับบ้านทีไรร้องไห้ตลอด เป็นลูกแหง่ติดพ่อแม่ คุณพ่อเลยไม่ให้โทรมาเลย ร้องไห้มากสุดในชีวิตแล้วตอนนั้น คุณพ่อถามตลอดว่าจะกลับบ้านไหม เราก็ไม่กลับ หยุดร้องทันที เพราะมีความรู้สึกว่าเรามาถึงขนาดนี้แล้วจะกลับได้อย่างไร ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถึงจะร้องไห้แต่ก็ไม่กลับ
ซึ่งจุดนั้นส่งผลจนถึงทุกวันนี้ ถ้ามีอารมณ์เบื่อ เหนื่อย แต่สุดท้ายก็ไม่เลิกอยู่ดี จะทำให้ดีที่สุดแล้วผลออกมายังไงก็ตามแต่ ก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายเราก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับตรงนั้น ต้องเปรียบเทียบว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่ดีที่สุด อาจจะต้องมานั่งเสียใจทำไมฉันไม่ทำอย่างนู้นทำอย่างนี้”
ลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้นไกลต้น
“คิดว่าที่จริงค่อนข้างใกล้ แม้ว่าโดยเนื้องานอาจจะห่างไกลแต่ด้วยความเป็นศิลปินหน่อยๆ เพราะพ่อจะเป็นศิลปินมากๆ มองการทำทีวีเป็นศิลปะ สำหรับตัวเราเป็นศิลปินระดับหนึ่ง ความสนใจคล้ายๆ กัน วิธีมุมมองแตกต่างกัน คุณพ่อมองรายการทีวีเป็นการแสดงตัวตนของเขา ความรู้สึกนึกคิดผ่านภาพที่ออกมาในทีวี ส่วนเราจะชอบดูทีวีมองว่าการทำทีวีเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง เป็นการนำเสนอ มองคนละมุม ศิลปะน้อยกว่าคุณพ่อ แต่สุดท้ายบ้านเรายังสนใจสิ่งบันเทิง การอ่าน ภาษา จะคล้ายๆ กัน”







