posttoday
ยุคทองลูกหนังเมืองเบียร์

ยุคทองลูกหนังเมืองเบียร์

27 พฤษภาคม 2556

โดย...มิวโกโตะ

โดย...มิวโกโตะ

หลายคนคงทราบบทสรุปไปแล้วว่า บาเยิร์น มิวนิก ครองเจ้ายุโรปครั้งที่ 5 ได้สำเร็จ เมื่อ อาร์เยน ร็อบเบน ปีกจอมเลื้อยชาวดัตช์รับบทฮีโร่ซัลโวประตูชัยท้ายเกม (น. 89) ช่วยให้ “เสือใต้” เฉือนคู่ปรับร่วมลีกอย่าง “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ไป 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ ถือว่าสิ้นสุดการรอคอยเสียที หลังพ่ายนัดชิงฯ ในรายการนี้มาตลอด 3 ครั้งติดต่อ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะเขียนวันนี้ไม่ใช่เรื่องของแชมป์หรือผู้แพ้เท่านั้น แต่อยากจะปรบมือดังๆ ให้กับวงการลูกหนังเยอรมนี ที่พิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นแล้วว่าพวกเขาพัฒนามาถูกทาง ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่ง เพราะเกมชิงดำเมื่อช่วงดึกวันเสาร์ตามเวลาบ้านเรา ทำให้ผู้เขียนแทบนอนไม่หลับ เมื่อได้เห็นแท็กติก กึ๋นกุนซือ ความสามารถเฉพาะตัว และรูปแบบการเล่นที่ทั้งคู่แสดงออกชัดเจนว่าต้องการเป็นผู้ชนะ ด้วยการเปิดเกมรุกเข้าใส่ตลอดเวลา จนถือเป็นคู่ชิงฯ ในฝันลำดับต้นๆ ตามความเห็นส่วนตัว

หากย้อนไป 67 ปีที่แล้ว วงการฟุตบอลเมืองเบียร์ถูกสื่อและนักวิจารณ์สับเละว่าถึงช่วงขาลง เนื่องจากนักเตะอายุเยอะ ประกอบกับมีสไตล์การเล่นสุดเชย คือเน้นเกมรับ ส่วนเกมรุกก็มีมิติเดียว (เลี้ยงสุดเส้นหลังก่อนผ่านบอลให้ศูนย์หน้าเข้าชาร์จ) ด้วยเหตุนั้น เจอร์เกน คลินส์มันน์ ตำนานดาวยิงอินทรีเหล็ก จึงปฏิวัติวงการในฐานะกุนซือ ด้วยการประกาศกร้าวให้โอกาสดาวรุ่ง รวมถึงพาแข้งรุ่นน้องฉีกกฎด้วยการเปิดเกมรุกขยี้คู่แข่ง โดยการอาศัยทีมเวิร์ก จากนั้นเวทีบุนเดสลีกาก็พัฒนาแบบเขย่งก้าวกระโดด จนกระทั่งขโมยโควต้าไปลุยแชมเปียนส์ลีก เพิ่มขึ้นเป็น 4 ทีม (เบียดอิตาลีให้เหลือ 3) เมื่อซีซั่นก่อน และประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น

ค่ำคืนเยอรมันไฟนอล ณ เวมบลีย์ เสือใต้ และ เสือเหลือง ที่ใช้ผู้เล่นชาวดอยช์เป็นแกนหลัก เปิดเกมแลกกันแบบนาทีต่อนาที แนวรุกและผู้รักษาประตูต่างโชว์ฟอร์มสุดยอด ส่วนแผงเกมรับทั้งคู่อาจมีผิดพลาดบ้าง แต่โดยรวมก็ยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยบทสรุปคือบาเยิร์นภายใต้การคุมทัพของ จุปป์ ไฮย์เกส ก้าวขึ้นแท่นทีมหมายเลข 1 ของยุโรปอย่างสง่างาม ไล่ตั้งแต่ถล่ม บาร์เซโลนา เละในรอบตัดเชือก สกอร์รวม 70 และเป็นแชมป์เมื่อคืนวันเสาร์ นอกจากนี้เสือใต้ยังมีลุ้นเพอร์เฟกต์ซีซั่นส่งท้ายนายใหญ่ หากวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เอาชนะสตุตการ์ตได้อีกในศึก เดเอฟเบ โพคาล

“ทั้ง 2 ทีมเล่นแบบเกร็งๆ และเราดูไม่หนักในครึ่งแรก ดังนั้นผมต้องทำบางสิ่งที่ถูกต้องระหว่างพักเบรกจนเรากลับมาได้ในครึ่งหลัง จนเกมทั้งหมดกลับมาเข้าทางเรา ผมคงพูดโกหกแน่ หากผมบอกว่าไม่แฮปปี้กับโทรฟี่ใบนี้ ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกกับการได้แชมป์ยุโรปอีกครั้งในยุคนี้” ไฮย์เกส กล่าว

ขณะที่ เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์เสือเหลืองเป็นผู้แพ้ที่ดี หลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีอะไรให้พูดถึงเกี่ยวกับรูปเกม เมื่อบาเยิร์นเป็นฝ่ายได้แชมป์ยุโรปก็ต้องแสดงความยินดีด้วย นอกจากนี้นายใหญ่ชาวเยอรมัน ยังปลอบลูกทีมหลังเกมว่าให้เก็บความผิดหวังนี้ไปพัฒนาการเล่น แล้วค่อยกลับมาชิงใหม่อีกครั้ง พร้อมแย้มว่าคงต้องมีการเสริมทัพเพื่อความแข็งแกร่งเพิ่มเติม

“อย่างแรกเลยคือผมต้องแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วย เพราะคว้าแชมป์ระดับยุโรป ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะไปพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมอีก คุณไม่สามารถไปอิจฉาผู้ชนะได้ หากเล่นกันเต็มที่แล้ว” คล็อปป์ เผย

ด้าน ร็อบเบน ฮีโร่และแมนออฟเดอะแมตช์นัดชิงฯ เปิดใจว่า วินาทีที่ยิงประตูชัยให้ทีมนั้น ภาพตลอดอาชีพการค้าแข้งแวบเข้ามาในหัวทันที รวมถึงรู้สึกสะใจที่สามารถลบฝันร้ายจากการพลาดจุดโทษคนสุดท้าย จนส่ง เชลซี ผงาดคว้าแชมป์ไปครองคาอลิอันซ์ อารีนา รังของตัวเองเมื่อซีซั่นก่อน

“มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่คุณอธิบายออกมาไม่ได้จริงๆ ภาพทุกอย่างลอยมาหมด ผมไม่อยากเป็นผู้แพ้ไปตลอด และเราสมควรจะชนะแล้ว ผมฝันถึงถ้วยใบนี้มานาน มันยอดเยี่ยมจริงๆ ตอนนี้เราเข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว ที่สำคัญเรามีโอกาสคว้า 3 แชมป์ด้วย” ร็อบเบน กล่าวทั้งน้ำตา

เห็นฟุตบอลเยอรมันประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกอิจฉาเล็กๆ อยากให้วงการลูกหนังบ้านเราเดินมาถูกทางลักษณะนั้นบ้าง ความสำเร็จที่ฉาบฉวยนั้น ไม่น่าชื่นชมเท่ากับรากฐานที่แข็งแกร่ง จริงอยู่นักเตะหลายคนมักกล่าวว่า แชมป์เท่านั้นที่จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ แต่ฟุตบอลนัดนี้สอนให้ผมรู้ว่า ผู้แพ้ที่เข้มแข็งก็มีสิทธิถูกจารึกอยู่ในใจแฟนบอลเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ