
ดัง รวย แนว 3 เศรษฐีไทยผู้คิดต่าง
เรื่องราวและการกระทำที่มีคนดังเป็นเบื้องหลัง “คนดัง ทำอะไรก็ดัง” หากเบื้องหลังจริงๆ คือ ความคลาสสิกของการกระทำ
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
เรื่องราวและการกระทำที่มีคนดังเป็นเบื้องหลัง “คนดัง ทำอะไรก็ดัง” หากเบื้องหลังจริงๆ คือ ความคลาสสิกของการกระทำ ซึ่งมีนัยของสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าชั้นเชิง อันนี้ก็ว่ากันไป ตามประสาบทสรุปที่ยังไม่สรุป ของคนดังและคนที่บ้าคนดังเคยว่าไว้
เมื่อเร็วๆ นี้ ภาพข่าวของเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชื่อดังชาวอังกฤษ เจ้าของสายการบินเวอร์จิ้นแอร์ไลน์ แปลงโฉมแต่งหญิงเป็นแอร์โฮสเตส ให้บริการโทนี่ เฟอร์นันเดซ ซีอีโอสายการบินแอร์เอเชีย เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก ในแง่มุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ถึงเหลี่ยมคูทางการตลาดที่ประสบผลอย่างแรง ส่วนอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนลูกบ้าเที่ยวล่าสุดของท่านเซอร์ ที่ไม่ว่าทำอะไรมักตกเป็นข่าวด้วยความกล้าแปลกแตกต่าง
ไม่เฉพาะเศรษฐีเมืองนอก แต่มหาเศรษฐีไทยก็มีหลายคนที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง กล้าใช้ความดังความรวยให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งมีแง่มุมที่ลึกซึ้งไม่แพ้เศรษฐีเมืองนอกเสียด้วยซ้ำ!
สุหฤท สยามวาลา-ใช้ชีวิตให้สุดขอบ
คน กทม.เกือบได้มีผู้ว่าฯ ที่เปรี้ยวเฟี้ยวเงาะที่สุด ก็คราวเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งที่ผ่านมา (2556) ก็เขาคนนี้...นักร้อง นักดนตรี นักจัดรายการวิทยุ (แฟตเรดิโอ) และผู้บริหาร บริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา หนึ่งในผู้สมัครที่ได้ชื่อว่าเป็นขวัญใจวัยรุ่น และขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
“แนวของผม คือ การใช้ชีวิตให้สุดขอบความสามารถ ออกจากกรอบความกลัวที่ทำให้ทุกอย่างถูกหยุดให้เดิน อยากทำอะไรคิดให้รอบคอบแล้วเริ่มทำ ผิดหวังก็ผิดหวังกับผลลัพธ์ ไม่เป็นไร แต่เราจะสมหวังทุกครั้งที่ได้ทำมัน”
สุหฤทบอกตรงๆ ว่า ไม่รู้ว่าความรวยคืออะไร (ไม่เคยเข้าใจมัน) ในแง่ของเขาแล้ว เมื่อทำสิ่งที่รักก็อยากได้ผลตอบแทน แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องได้ทั้งหมด แค่ได้บ้างก็ทำให้มีความสุข จนวันนี้ก็ยังอยากรวยอยู่ (อุ๊ปส์) ส่วนความดัง ไม่คิดว่าตัวเองดัง ใช้ชีวิตปกติ อยากทวีตอยากเขียนสเตตัสอย่างไรก็เหมือนเดิมทุกอย่าง มีแปลกไปบ้างตรงที่เวลาเดินไปไหนมาไหนมีคนมองว่า เอ๊ะ! อีตานี่หรือเปล่า ที่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แหม่ มันหล่อกว่าในทีวีนะ (ผมดีใจ)
กล้าที่จะไม่เหมือนใคร สุหฤทบอกว่า ก็ทำหมดนะไอ้สิ่งที่คนคิดว่า (มึง) ไม่มีทางสำเร็จหรอก อยากทำอะไรก็ทำ ชอบโดดบันจี้จัมพ์ เป็นดีเจ เป็นเอ็มดี เป็นวิทยากร เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เขียนหนังสือ ร้องเพลงทำอัลบั้ม ปั่นจักรยานไปทำงาน ตอนนี้เริ่มชอบบิ๊กไบค์ รักการแข่งรถ ก็นี่แหละที่ทำอยู่
“เป้าหมายคือผมจะดังที่สุด ผมจะทำให้บริษัทผมยิ่งใหญ่ ผมจะไม่ทำให้คนรอบข้างร้องไห้ แต่จะทำให้เขายิ้ม ผมจะเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยคิดถึงลูกเมีย ผมต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสม ไม่ทำอะไรมากไปน้อยไป ผมจะไม่ใช้ความกลัวมาหยุดผมจากสิ่งที่อยากทำ ผมพร้อมที่จะร้องไห้ถ้าผมเสียใจ ผมจะขอโทษถ้าผมทำผิด และผมก็พร้อมที่จะเกลียดคนที่ทำให้ผมเจ็บ ผมรักคนรอบข้างผมครับ และผมไม่กระแดะเป็นคนดี ผมไม่กระแดะแข็งแรง เพราะผมชื่อ สุหฤท ครับ”
เพชร โอสถานุเคราะห์-ชาย (ผู้อาจจะเป็น) ผู้วิเศษ!
ทายาทผู้ถือหุ้น บริษัท โอสถสภา ผู้บริหารและเจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมทั้งสินทรัพย์กว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งฟอร์บส์จัดอันดับเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทยอันดับที่ 39 (ปี 2012) เพชร โอสถานุเคราะห์ พูดติดตลกว่า เป็นคนรวยน่ะหรือ...ก็อาจจะมีข้อดีอยู่นิดหน่อย แต่ข้อเสีย...เยอะ
หลายคนมองเศรษฐีผู้นี้ว่าเป็นศิลปิน จากผลงานเพลงแนวอิเล็กทริกส์ป๊อป “เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ” เมื่อหลายปีก่อนที่โด่งดังและเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ หรือล่าสุดในบทบาทของศิลปินนักการศึกษา จากการนั่งเก้าอี้ประธานบริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้นำด้านวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนาจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยครีเอทีฟ (Creative Space) จุดแข็งที่แกร่งที่สุดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
“มหาวิทยาลัยกรุงเทพคือสิ่งที่ผมรักมาก แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง ผมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบริหารมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพคือสิ่งที่ผมไม่อยากทำ แต่ผมเต็มใจที่จะทำ ในฐานะสิ่งตกทอดจากตระกูล ผมรักมันมาก เวลาทำงาน ผมจึงทำอย่างทุ่มเท แต่ก็ใช่! ที่มาพร้อมกันก็คือภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง”
ลองถามแบบหมอโรคจิตว่า แล้วทุกวันนี้มีความสุขไหม? เพชรตอบว่า มีความสุขปานกลาง เขามองตัวเองว่า คือนักกลยุทธ์ ที่กำลังใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร วิสัยทัศน์องค์กรมาจากเขา แต่ธรรมชาติของมหาวิทยาลัย คือ การสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบชอบตัวเอง เพชรบอกว่า มาจากผู้ให้กำเนิด คือ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อ 50 ปีก่อน ในฐานะมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของประเทศ
ความใฝ่ฝันที่กำลังแพสชั่นสุดๆ คือ การแต่งนิยายลึกลับแนววิทยาศาสตร์ ซึ่งจะใช้อีกภาคหนึ่งของตัวเอง คือ การเป็นนักเล่าเรื่อง เขียนสุดยอดนวนิยาย แฟนๆ ที่ติดตามทางเฟซบุ๊กน่าจะดีใจที่รู้ว่าใกล้จะรวมเล่มแล้ว เหลือแต่ตอนจบที่ยังต้องคิดอีกหลายชั้น (ผมกำลังมีความสุข)
วิกรม กรมดิษฐ์-พี่ใหญ่ ดัง รวย บ้า
นักธุรกิจและนักเขียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และประธานมูลนิธิอมตะ นานนับ 10 ปีแล้วที่เริ่มวางมือจากงานประจำ การได้มาใช้เวลาที่เขาใหญ่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เขียนหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” จนถึงเล่มล่าสุด “คาถาชีวิต” นั้น บ่งบอกได้ดีอยู่แล้วว่า เขาคิดอย่างไรต่อความร่ำรวย ความดัง และการใช้ชีวิต
“ผมคิดว่า คนเราควรคิดดี ทำดี แบ่งปันสังคม ถึงจะอยู่ได้อย่างเจริญรุ่งเรือง ประเทศเราที่มีปัญหามากเพราะเราเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยคิดถึงสังคม ตรงนี้ต้องให้ ‘อาหารสมอง’ เพื่อช่วยให้คนในประเทศมีความคิดที่ดี และจะได้ช่วยกันคิดทำเรื่องดีๆ แน่นอนว่า คงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในวันสองวัน เรื่องอย่างนี้ใช้เวลานานหลายปี แต่ก็มีความหวังนะ เพราะผมเชื่อเสมอว่า วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้”
ส่วนความรวยความดังเป็นเรื่องที่คนอื่นคิดกันไปเอง (หัวเราะ) สำหรับวิกรมแล้วการมีสตางค์เป็นอิสรภาพทางการเงิน ที่ทำให้คิดทำในสิ่งที่อยากทำได้หลายอย่าง แต่เขาก็เชื่อว่า เขาได้ทำสิ่งนี้มาตั้งนานแล้ว คือ การก่อตั้งมูลนิธิอมตะ มาเกือบ 20 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนมีสตางค์
“ผมใช้เงินในสิ่งที่ผมชอบ ผมก็ใช้ ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถสปอร์ต การสร้างอมตะ คาสเซิ่ล (พันกว่าล้านบาท) หรือแม้แต่โครงการต่างๆ ของมูลนิธิอมตะ เช่น อมตะ อาร์ต อะวอร์ด รางวัลนักเขียนอมตะ เป็นต้น เรื่องอย่างนี้ถ้าเรามีสตางค์แล้วไม่ทำ คนอื่นก็ว่าเราไม่ได้ แต่ผมทำเพราะอยากทำ ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป เป็นการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันสิ่งที่เรามีอยู่”
แนวทางแห่งพลังและความกล้า วิกรมตอบว่า เกิดมามีชีวิตเดียวแล้วทำไมต้องกลัว ชีวิตนี้ทำมาหมดแล้ว ล่าสุดคือการเดินทางคาราวานเพื่อสำรวจเอเชีย ครั้งหนึ่งๆ กินเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี โดยไปมาแล้ว 3 ปีต่อเนื่องที่นับไม่ถ้วนคือคำถามที่ว่า มีเงินขนาดนี้แล้วทำไมต้องมากินนอนเดินทางให้ลำบาก อยากไปไหนก็ขึ้นเครื่องบินไปไม่ได้รึ?
“ผมวางแผนการเดินทางคาราวานเอาไว้ 5 ปี ปีแรกไปมา 3 ประเทศ ลาว–เวียดนาม–จีนตอนใต้ใช้เวลา 77 วัน ปีถัดมา 6 ประเทศ กัมพูชา–เวียดนาม–จีน–มองโกเลีย–ลาว–พม่า เป็นเวลา 6 เดือน 13 วัน และปีนี้ที่กำลังเดินทางอยู่นี้ ไปกลับใช้เวลา 7 เดือน เริ่มต้นจากลาว–จีน–รัสเซีย (ไซบีเรียเริ่มต้นจากวลาดิวอสต๊อก)–คาซัคสถาน–จีน–พม่า”
ในทุกๆ ปี วิกรมจะเริ่มต้นออกเดินทางจากประเทศไทยในวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา ได้ข้อมูลใหม่ๆ ก็นำมาใช้ในงานเขียน เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม อยากให้สังคมไทยดีขึ้นกว่านี้ คนไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน อยู่ด้วยความหลากหลายความแตกต่างให้ได้ แล้วประเทศเราจะเจริญ (ผมภูมิใจ)
อ่านแล้ว...ไม่รู้ใครจะได้ฮึดสู้และกล้าทำในแนวทางของตัวเอง เหมือนเศรษฐีที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน 3 คนนี้บ้าง ไม่ต้องรอเป็นเศรษฐีก็ได้ ทำเดี๋ยวนี้วันนี้ (ผู้เขียนจะดีใจนะ)







