posttoday
60 ปีบนเส้นทางนวนิยาย ชูวงศ์ ฉายะจินดา

60 ปีบนเส้นทางนวนิยาย ชูวงศ์ ฉายะจินดา

14 เมษายน 2553

....พัมพ์กิ้น_พาย

6ทศวรรษมาแล้วที่ ชูวงศ์ ฉายะจินดา เป็นที่รู้จักของผู้อ่านอย่างกว้างขวางในฐานะของนักเขียนนวนิยายพาฝัน เจ้าของผลงานเขียนที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านตลอดมา อาทิ จำเลยรัก ตำรับรัก สุดสายป่าน เงาอโศก ฯลฯ

และกว่า 40 ปีมาแล้วที่ชูวงศ์ได้ย้ายที่พำนักไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นการถาวร และไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนเมืองไทยบ่อยนัก แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ชูวงศ์ได้กลับมาเยือนเมืองไทย และได้มาพบปะกับแฟนนวนิยายอีกครั้ง เนื่องในโอกาสที่จะวางปากกาอำลาเส้นทางวรรณกรรม

ชูวงศ์ ฉายะจินดา เป็นทั้งชื่อจริงนามสกุลจริง และเป็นทั้งนามปากกา ที่ใช้ในวงการวรรณกรรมมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานเขียน

โดยนิสัยชอบงานขีดๆ เขียนๆ ของเธอมีมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของ ดอกไม้สด เพราะเริ่มอ่านงานของดอกไม้สดมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจว่าอยากจะเป็นนักเขียนดูบ้าง

และหลังจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่ตั้งใจจะเป็นนักเขียน ก่อนอื่นชูวงศ์จึงตั้งใจอยากจะศึกษาผู้คนเพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียน ประวัติชีวิต อุปนิสัย และกิริยาอาการของเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการตัดสินใจ จึงไปสมัครสอนหนังสือที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ และที่นี่เองที่ทำให้ท่านเริ่มเส้นทางชีวิตการเป็นนักเขียนอาชีพอย่างเต็มตัว

ด้วยการลงมือเขียนผลงานชิ้นแรกที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ คือ เรื่องสั้น ชื่อว่า “หนึ่งในห้าร้อยจำพวก” ซึ่งส่งไปยัง จนในที่สุดเรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้ตีพิมพ์ หลังจากนั้นชูวงศ์จึงเริ่มเขียนเรื่องยาวเรื่องแรกในชีวิต “ตำรับรัก” หลังจากตีพิมพ์ก็ได้รับการตอบรับจากนักอ่านจำนวนมาก ตามด้วย

ต่อมา ชูวงศ์ก็ได้รับโอกาสเขียนเรื่องยาวอีกหลายเรื่องต่อมาต่อไปอีก รวมทั้งยังมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีกมากมายทั้งนิยายแนวหนักๆ อาทิ เพชรร้าว, ไฟอารมณ์, สร้อยเสน่ห์, เล่ห์พิศวาส ฯลฯ นิยายแนวลึกลับ อย่าง อสรพิษดำ, ดอนโขมด, พระจันทร์แดง, ตามรักตามล่า และมณีมรณะ แต่ที่ทำให้ชื่อของชูวงศ์โด่งดังจนมีผู้อ่านมากมายติดตามงานของเธอในฐานะ “ราชินีนวนิยายพาฝัน” ก็คือ นวนิยายรัก เช่น ตำรับรัก, จำเลยรัก, เงาอโศก สุดสายป่าน ฯลฯ

“นิยายรักที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านทุกคนได้รับความสุข เพราะเครียดกันเหลือเกิน ยิ่งปัจจุบันยิ่งเครียดหนักขึ้น การที่จะมีนวนิยายบางประเภทที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความสุข ความเพลิดเพลิน และสร้างความยิ้มแย้มแจ่มใสให้กับคนอ่าน เราตั้งใจดี งานอาจจะไม่มีคุณค่าสูงส่งหนักหนา แต่ก็ให้ความเพลิดเพลิน และคลายเครียด เชื่อเถอะว่าถ้าได้หยิบงานของชูวงศ์มาอ่านสักหนึ่งเล่มประเดี๋ยวเดียวก็ต้องยิ้มได้

ดิฉันเป็นคนชอบเรื่องรักมาก ความรักนี่ทำให้คนมีความสุขทั้งผู้อ่าน ผู้เขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องรัก เรื่องโรแมนติกหลายครั้งก็เลยกลายเป็นน้ำเน่าไปเลย (หัวเราะ)”

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชูวงศ์หยุดพักงานเขียนนวนิยายไปกว่า 20 ปีเพื่อเดินทางไปพำนักที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จนกระทั่งปี 2540 ก็ได้กลับเข้าสู่วงวรรณกรรมอีกครั้งตามคำชักชวนของ สุภัทร สวัสดิรักษ์ บรรณาธิการอาวุโสนิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์

“การที่กลับมาเขียนนวนิยายอีกครั้ง ด้วยเหตุผลเดียวคือ เกิดมาเป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ และอายุสูงปูนนี้ จึงขอฝากข้อคิดบางประการเพื่อให้คนรุ่นใหม่ในสังคมจะได้ไม่ลืมหลักธรรมเก่าๆ โดยใช้นวนิยายที่ให้ทั้งความบันเทิง และข้อคิดเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดประสบการณ์และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาคนหนึ่ง”

ปัจจุบันผลงานนวนิยายของชูวงศ์มีด้วยกันทั้งหมด 94 เรื่อง เรื่องสั้นอีกประมาณ 56 เรื่อง นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องแปลอีก 2 เรื่อง สารคดี 3 เรื่อง รวมทั้งบทความทางวิชาการอีก 3 เรื่อง ผลงานเขียนของชูวงศ์หลายเรื่องถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และละครวิทยุ อาทิก็ว่าจะไม่รัก, กำแพงเงินตรา, ฆาตกรกามเทพ, เงาใจ, เงาอโศก, จำเลยรัก, ดอกรักริมทาง, ตามรักตามล่า, ตำรับรัก, พระจันทร์แดง, ฟ้ามีตะวัน หัวใจฉันมีเธอ, ม่านบังใจ, สุดสายป่าน, เสี่ยงลวง เสี่ยงรัก, เหมือนเราจะรักกันไม่ได้ ฯลฯ

แต่ผลงานที่ชูวงศ์ บอกว่า ชอบที่สุดก็คือนวนิยายเรื่อง “พระเอกในอดีต” เพราะเป็นนวนิยายเพียงเรื่องเดียวที่ไม่มีใครเป็นตัวโกง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบมาก เพราะมีพระเอก 2 คน และเป็นคนดีทั้งสอง ซึ่งผู้อ่านก็ต้องมาลุ้นเอาเองว่าสุดท้ายแล้วนางเอกจะเลือกใคร แต่เรื่องนี้ไม่มีใครนำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ เพราะชื่อเรื่องที่หลายคนบอกว่าไม่ขายเลย ก็เลยเงียบไป แต่เป็นเรื่องที่ดิฉันชอบมากที่สุด เพราะอยู่บนพื้นฐานของคุณงามความดี ความเสียสละ กตัญญู”

ปัจจุบัน ชูวงศ์ อายุ 80 ปี และตัดสินใจที่จะยุติบทบาทของการเป็นนักเขียนลง โดยทิ้งนวนิยายเรื่องล่าสุด และเป็นเรื่องสุดท้ายให้ผู้อ่านได้อ่านกันก่อนที่จะวางปากกาเป็นการถาวร ก็คือเรื่อง “หนึ่งรักนิรันดร” ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารสกุลไทย

“ตัดสินใจยากมากนะคะที่จะเลิกเขียน เพราะงานเขียนเป็นงานที่รักมาก แต่ดิฉันก็อยากจะให้เรื่องจบลงด้วยงานเขียนที่มีคุณภาพพอสมควร เพราะตอนนี้ก็ถึงวัยถึง 80 แล้ว คนแก่อายุเท่านี้ก็คงไม่สามารถเขียนงานที่มีความประณีต มีข้อมูลที่มีประโยชน์กับคนอ่านได้ เพราะต้องมีการค้นคว้าซึ่งเรี่ยวแรงก็ไม่มี สุขภาพก็ไม่เอื้ออำนวยแล้ว”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท